ฟู่ถิงเย่กลับมาที่จวนแม่ทัพที่นานๆจะมาสักครั้ง เพียงเพื่อไปรับเสด็จฮ่องเต้น้อยด้วยตนเอง
แต่รอมาครึ่งค่อนวันก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงา!
พ่อบ้านจ้าวให้คนครัวจัดเตรียมอาหารเลิศรสเต็มโต๊ะตอนนี้เกือบจะบูดเน่าหมดแล้ว!
เขาใช้คนไปถามดูว่าเกิดอะไรขึ้นคนเฝ้าประตูต่างก็มองหน้ากัน บอกว่า: ไม่เห็นฮ่องเต้น้อยเลย มีแต่คนมาถามทางที่จวนถามว่าแม่นางหวาพักอยู่ที่ไหน แล้วก็เดินจากไปแล้ว
ฟู่ถิงเย่ได้ยินเช่นนั้นสีหน้าก็มืดครึ้ม ลุกขึ้นเดินออกไปทันที!
“เอ๊ะ...ท่าน...ท่านแม่ทัพ!”จ้าวเซิงรีบวิ่งตามไป “อาหารพวกนั้น...”
ฟู่ถิงเย่ทิ้งท้ายคำพูดด้วยความหงุดหงิดไว้ประโยคหนึ่ง“เจ้าจัดการเอาเองก็แล้วกัน!”
ไม่นานเงาร่างของเขาก็หายลับไปที่หน้าประตู
...
ฟู่ถิงเย่ไปที่บ้านของหวาชิงเสวี่ยเพิ่งจะก้าวเท้าข้ามประตูไป ก็ได้ยินเสียงหัวเราะหยอกล้อของคนทั้งสองดังมาจากฝั่งห้องครัว—
“เจ้าช้าๆ หน่อยนะ คนให้ช้าๆหน่อย...เกือบจะกระเด็นออกมาแล้ว!”
หลี่จิ่งหนานถือชามใบใหญ่ไว้ในมือในนั้นมีไข่ไก่และน้ำตาลทราย อีกมือหนึ่งก็กำลังคนอย่างรวดเร็ว
“ต่อจากนั้นล่ะ?ต่อจากนั้นทำอะไร?”
หวาชิงเสวี่ยใส่เนยลงในชามเล็กนำไปตั้งบนหม้อน้ำร้อน เพื่อให้ความร้อนละลายเนยจนกลายเป็นของเหลวสีเหลืองใส จากนั้นก็นำไปใส่ในน้ำไข่ข้นๆ
“ใส่สิ่งนี้แล้วมันจะหอมขึ้นหรือ?ถ้าอย่างนั้นก็ใส่เยอะๆ หน่อยสิ! ใส่อีกๆ ใส่อีก!” หลี่จิ่งหนานร้อง
“ไม่มีแล้ว! นี่เป็นของที่พ่อค้าเร่ซื้อมาจากคนเลี้ยงสัตว์ทางเหนือหาได้ยากมาก ข้ามีอยู่แค่นี้เอง...เอาล่ะ เจ้ารีบคนต่อเถอะ ข้าจะใส่แป้งแล้ว!”
“ใส่เลยๆ ใส่เลยๆ...”
หวาชิงเสวี่ยยื่นมือไปตักแป้งและงาดำอย่างละหน่อยใส่ลงไปในน้ำไข่ข้นๆ แล้วกำชับให้หลี่จิ่งหนานคนต่อไป จนกว่าจะเข้ากันเป็นเนื้อแป้งข้นหนืด
นำกระทะก้นแบนตั้งบนเตาตักแป้งใส่ลงไปตรงกลางกระทะหนึ่งทัพพี ถือกระทะหมุนให้แป้งค่อยๆ แผ่ออกเป็นแผ่นบางๆจากนั้นก็ก่อไฟใหม่ ใช้ไฟอ่อนๆ ค่อยๆ อุ่นให้สุก
หวาชิงเสวี่ยเบิกตากว้างจ้องมองรอจนขอบของแผ่นแป้งมีสีเหลืองไหม้เล็กน้อย และสามารถหลุดออกจากก้นกระทะได้ ก็รีบเร่งเขา“พลิกกลับด้านเถอะ เอาไปอุ่นอีกด้าน”
เมื่อทอดจนสุกดีทั้งสองด้านนางก็ช่วยหลี่จิ่งหนานนำแผ่นแป้งวางบนเขียง ใช้ตะเกียบม้วนอย่างรวดเร็วจนได้เป็นขนมแป้งกรอบม้วนเมื่อม้วนเสร็จก็กดไว้สักครู่ เมื่อเย็นแล้วก็จะอยู่ทรง
คนหนึ่งตัวใหญ่ คนหนึ่งตัวเล็กทั้งสองคนทำงานประสานกันอย่างเข้าอกเข้าใจ ตั้งใจทอดขนมได้หนึ่งอัน สองอัน สามอัน...
เวลาผ่านไปอย่างช้าๆในห้องครัวไม่มีใครพูด มีเพียงเสียงจี่ ของแป้งที่โดนความร้อน
เมื่อทำขนมแป้งกรอบม้วนทั้งหมดเสร็จแล้วหลี่จิ่งหนานก็เงยหน้าขึ้นด้วยความรู้สึกผ่อนคลาย เช็ดเหงื่อที่ไหลตามกรอบหน้า บนใบหน้าเล็กๆปรากฏรอยยิ้มอย่างภาคภูมิใจ “ง่ายมาก!”
หวาชิงเสวี่ยเห็นว่าบนใบหน้าของเขามีแต่แป้งเลอะเทอะก็หัวเราะออกมาทันที “ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า! ...ดูหน้าเจ้าสิ! ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!”
หลี่จิ่งหนานชะงัก ก่อนจะยื่นมือไปปาดแต่กลายเป็นว่ายิ่งทำให้แป้งเลอะหน้ามากกว่าเดิม!
หวาชิงเสวี่ยหัวเราะจนท้องแข็งน้ำตาไหลออกมา “เจ้าอย่าเพิ่งขยับเลย ข้าจะไปเอาผ้าเช็ดตัวมาให้!”
นางหันหลังเดินออกไปก็พบว่าที่หน้าประตูห้องครัว นอกจากเสี่ยวโต้วจื่อ ก็ไม่รู้ว่ามีบุรุษร่างสูงใหญ่มายืนอยู่ตั้งแต่เมื่อใด!จึงถึงกับตกใจจนสะดุ้งโหยง!
“ท่านแม่ทัพ?!เหตุใดท่านไม่ส่งเสียงอะไรเลย?!” หวาชิงเสวี่ยเห็นว่าเป็นใครก็ตกใจจนต้องเอามือกุมอก “ตกใจหมดเลย”
หลี่จิ่งหนานได้ยินเช่นนั้นก็หันหลังกลับไปเมื่อเห็นว่าเป็นฟู่ถิงเย่ ก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจ “ท่านแม่ทัพฟู่?!”
ฟู่ถิงเย่มองสตรีตรงหน้าและเด็กชายด้านหลังอย่างหมดคำจะพูด รู้สึกว่าสตรีผู้นี้ไม่เหมือนสตรี ส่วนฮ่องเต้ก็ไม่เหมือนฮ่องเต้ทั้งสองคนไม่ทำงานตามหน้าที่กลับมากระจุกกันอยู่ในห้องครัวเพื่อทำขนมแป้งกรอบม้วนเช่นนี้ใช้ได้ที่ไหน!
“กระหม่อมมาถึงที่นี่ได้ครึ่งชั่วยามแล้ว”เขาพูดด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
หวาชิงเสวี่ยหัวเราะ“เช่นนั้นท่านแม่ทัพมาได้จังหวะพอดี มาลองชิมขนมแป้งกรอบม้วนที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ ของพวกเราสิเจ้าคะ”
เสี่ยวโต้วจื่อที่ยืนอยู่ตรงประตูค่อยๆ หันหน้าไปทางอื่น
หลี่จิ่งหนานเชิดหน้าขึ้นสูงทำหน้าเหมือนกำลังราชทานของให้แก่ขุนนาง พลางแสดงออกว่าอ้ายชิง [1] ไม่จำเป็นต้องรู้สึกซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณใดๆหรอก
ส่วนฟู่ถิงเย่กลับมีสีหน้าเคร่งขรึมไม่ขยับเขยื้อน ดวงตามีแววรังเกียจแฝงอยู่รางๆ
หวาชิงเสวี่ยกลัวว่าทั้งสองจะบาดหมางกันไปมากกว่านี้จึงถือขนมแป้งกรอบม้วนเข้าไปใกล้ๆ ฟู่ถิงเย่ แล้วกระซิบว่า “ท่านแม่ทัพลองชิมดูสิเจ้าคะนี่น่ะฮ่องเต้ลงมือทำเองเลยนะ ในนี้มีพลังมังกรของโอรสสวรรค์ด้วย มีพลังจริงๆ นะเจ้าคะ”
พลังมังกร?
‘ก็แค่กลิ่นน้ำนมของเด็กเหลือขอเท่านั้น’ฟู่ถิงเย่คิดในใจ
“ข้าตั้งใจใส่เนยลงไปด้วยเนยก้อนสุดท้ายที่มีอยู่ ข้าใส่ลงไปหมดแล้ว ท่านลองดมดูสิ หอมมาก” หวาชิงเสวี่ยเห็นว่าฟู่ถิงเย่ไม่มีทีท่าว่าจะสนใจก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
ฟู่ถิงเย่ทนไม่ได้ที่ต้องเห็นนางมีสีหน้าเช่นนั้นจึงทำหน้าเคร่งขรึม แล้วยื่นมือไปหยิบขนมแป้งกรอบม้วนเข้าปาก
“อืม รสชาติไม่เลว”
หวาชิงเสวี่ยถอนหายใจแล้วหยิบขนมอีกชิ้นขึ้นมากิน แล้วส่งไปให้หลี่จิ่งหนานพร้อมรอยยิ้ม “เจ้าก็ลองชิมดูสิขนมแป้งกรอบม้วนที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ อร่อยที่สุดเลย”
“อืม อร่อย!” หลี่จิ่งหนานเคี้ยวตุ้ยๆแล้วกวักมือเรียกเสี่ยวโต้วจื่อที่อยู่ตรงประตู “เสี่ยวโต้วจื่อ มานี่ มาสัมผัสพลังมังกรของข้าสิ”
เสี่ยวโต้วจื่อทำท่าทางเกรงๆขณะเดินเข้ามา สีหน้าแข็งทื่อ “บ่าวไม่กล้า...”
หลี่จิ่งหนานตบหัวเขา“ให้กินก็กินไปสิ! พูดมากไปทำไม?! บอกแล้วว่าขนมแป้งกรอบม้วนที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ๆอร่อยที่สุด เดี๋ยวเย็นก็ไม่อร่อยแล้ว!”
เสี่ยวโต้วจื่อน้ำตาคลอพูดไม่ออก “ขอบ...ขอบพระทัย...ในพระมหากรุณาธิคุณ”
ฟู่ถิงเย่เห็นว่าฮ่องเต้น้อยตบหัวคนได้อย่างคล่องแคล่วก็ย่นคิ้วเล็กน้อย รู้สึกว่าหลี่จิ่งหนานเตร็ดเตร่อยู่นอกวังนานเกินไป ทำให้ติดนิสัยนักเลงข้างถนนเสียแล้ว
เขาพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ“ที่ฝ่าบาทเสด็จออกจากเมืองหลวงอย่างกะทันหัน ทำให้ในท้องพระโรงเกิดความวุ่นวาย ไม่ทราบว่าฝ่าบาทจะใช้เวลานานเพียงใดสำหรับการออกมาเยี่ยมราษฎรเช่นนี้และจะเสด็จกลับเมืองหลวงเมื่อใด?”
“รีบไปทำไม?”หลี่จิ่งหนานขมวดคิ้วด้วยความรำคาญ “ใครๆ ก็รู้ว่าข้าเป็นเพียงฮ่องเต้ในนามมีตำแหน่งเอาไว้ประดับให้ดูดีเท่านั้น การบริหารบ้านเมืองมีท่านอัครมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายกับเสด็จอาดูแลไม่จำเป็นต้องให้ข้าเป็นห่วง หึ...ต่อให้ข้าอยากจะยุ่ง แต่คงพูดได้ไม่ถึงสามประโยคก็ถูกคนพวกนั้นยื่นฎีการ้องเรียนมากดดันจนตาย”
ฟู่ถิงเย่ทำสีหน้าเย็นชา“ฝ่าบาทยังทรงพระเยาว์ ย่อมต้องมีเรื่องที่ดำริไม่รอบคอบอยู่บ้าง รอจนพระองค์มีพละกำลังมากขึ้นแล้วพระองค์ก็จะทรงโบยบินเองได้ และเสนาบดีทั้งหลายในท้องพระโรงก็จะกลายเป็นแขนซ้ายแขนขวาที่ดีที่สุดของพระองค์”
“รู้แล้วๆ” หลี่จิ่งหนานไม่มีแก่ใจที่จะฟังคำแนะนำ“ข้าจะพักอยู่ที่นี่อีกสองสามวันก็จะไปแล้ว ท่านแม่ทัพฟู่ไม่ต้องคิดมาก!”
สีหน้าของฟู่ถิงเย่เปลี่ยนไปในทันที!
“ฝ่าบาทจะทรงประทับอยู่ที่นี่?”
“ใช่แล้ว” หลี่จิ่งหนานไม่เข้าใจว่าเหตุใดฟู่ถิงเย่ถึงต้องแสดงท่าทางเช่นนี้
“ในจวนแม่ทัพเตรียมที่ประทับสำหรับฝ่าบาทเอาไว้แล้ว”
“อ๋อ...” หลี่จิ่งหนานเหลือบมองไปที่เสี่ยวโต้วจื่อ“พอดีที่นี่พักได้ไม่กี่คน เสี่ยวโต้วจื่อ ที่จวนแม่ทัพเตรียมที่พักไว้ให้แล้ว เจ้าไปพักที่นั่นเถอะ”
สีหน้าของฟู่ถิงเย่เริ่มดำคล้ำ!
เสี่ยวโต้วจื่อกะพริบตาด้วยความหวาดกลัว“ฝ่าบาท นี่...เหมาะสมแล้วหรือ?”
“มีอะไรไม่เหมาะสม?”หลี่จิ่งหนานพูดอย่างไม่รู้สึกผิด “ที่นี่มีแค่เตียงเดียว พักด้วยกันไม่ได้หรอก!”
ฟู่ถิงเย่หันไปมองหวาชิงเสวี่ยด้วยความตกตะลึง!
หรือว่าตอนกลางคืนพวกเจ้าสองคนจะนอนด้วยกัน?
หวาชิงเสวี่ยหัวเราะ“ฝ่าบาททรงระลึกถึงคืนวันอันยากลำบาก ครั้งก่อนพวกเราก็เบียดกันนอนอยู่บนเตียงเดียวกันที่เมืองเหรินชิว”
“ไม่ได้!” ฟู่ถิงเย่ปฏิเสธเสียงแข็งหน้ามืดดำ!
หลี่จิ่งหนานอารมณ์ร้ายกว่า“บังอาจนัก!”
หวาชิงเสวี่ย: “???”
—เกิดอะไรขึ้นเนี่ย?!
นางกำลังงงงวย แล้วก็ถูกฟู่ถิงเย่ดึงออกมาจากห้องครัว
“พวกเจ้าจะนอนด้วยกันไม่ได้!”เขาพูดอย่างเด็ดขาด ราวกับกำลังโมโห “เขาเป็นฮ่องเต้! พวกเจ้าเป็นบุรุษกับสตรี จะปะปนกันไม่ได้!”
หวาชิงเสวี่ยหลุดหัวเราะออกมา“ท่านแม่ทัพ! เขาเพิ่งอายุแค่แปดเก้าขวบเองนะเจ้าคะ...”
“บุรุษสตรีสามขวบไม่นอนเตียงเดียวกัน!ห้าขวบก็ไม่นั่งร่วมโต๊ะเดียวกัน! นับประสาอะไรกับแปดขวบ?!”ฟู่ถิงเย่คำรามเสียงดัง!
หวาชิงเสวี่ยตกใจจนหน้าเสียมองเขาอย่างหวาดๆ
นางไม่รู้จริงๆ ว่าสมัยโบราณเขาถือกันมากขนาดนี้...
ฟู่ถิงเย่คำรามจบก็รู้สึกเสียใจ
เขาเห็นสีหน้าของหวาชิงเสวี่ยเหมือนถูกตนทำให้ตกใจก็รู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง แต่เรื่องที่จะให้นอนเบียดกับหลี่จิ่งหนานนั้น! เขาไม่มีทางยอมให้เด็ดขาด!
ฟู่ถิงเย่พยายามทำให้สีหน้าของตนดูอ่อนโยนมากขึ้นลดน้ำเสียงลง “ในเมื่อฝ่าบาทยืนกรานที่จะประทับอยู่ที่นี่ ก็คงจะไม่สามารถปฏิเสธได้แต่พวกเจ้ามีฐานันดรศักดิ์ต่างกัน จะมานอนร่วมเตียงกันไม่ได้ หากวันข้างหน้ามีผู้ใดรู้เข้าก็จะใช้เรื่องนี้มากล่าวโจมตีเจ้าได้”
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกพูดไม่ออก
บุรุษผู้นี้ไม่เคยพูดดีๆกับนางสักครั้ง เรื่องชนชั้นสูงต่ำนี่...นี่มันกำลังด่าว่านางมีฐานะต่ำต้อยใช่หรือไม่?สมควรแล้วที่เขาต้องเป็นโสดมาจนถึงตอนนี้!
ในตอนนั้นเอง หลี่จิ่งหนานก็ตามออกมาจากห้องครัวเขากลัวฟู่ถิงเย่ทำให้หวาชิงเสวี่ยลำบากใจ ก็เลยพูดอย่างไม่พอใจว่า “ท่านแม่ทัพฟู่คิดมากไปแล้วการที่ข้ามาครั้งนี้ก็เพื่อเยี่ยมชมความเป็นอยู่ของราษฎรอย่างลับๆ การอยู่ที่นี่ก็ดีแล้วสามารถสัมผัสชีวิตของชาวบ้านในเมืองผานสุ่ยได้”
ฟู่ถิงเย่ทำสีหน้าไม่เป็นมิตรไม่ได้แสดงความเคารพแต่อย่างใด แต่คำพูดที่ออกมากลับเคร่งครัด “กระหม่อมเพียงแค่เป็นห่วงว่าแม่นางหวาอาจจะทำผิดต่อพระองค์โดยไม่ตั้งใจทำให้ฝ่าบาทกริ้ว”
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออกไม่อยากทำให้หลี่จิ่งหนานผิดหวัง แต่ก็ไม่อยากทำให้ฟู่ถิงเย่โกรธ “หรือว่า...จะให้ข้าออกไปซื้อเตียงใหม่ตอนนี้?”
“ไม่ต้อง!”
“ไม่ต้อง!”
ทั้งสองคนพูดออกมาพร้อมกัน
หวาชิงเสวี่ย:“...”
...
หลังจากนั้นครึ่งชั่วยามจ้าวเซิงก็นำคนรับใช้สี่คน แบกเตียงไม้พะยูงแกะสลักขนาดใหญ่จากจวนแม่ทัพเข้ามาในบ้านของหวาชิงเสวี่ยอย่างทุลักทุเล
ตอนกลางคืน หลี่จิ่งหนานนอนแผ่อยู่บนเตียงใหญ่อันหรูหรานี้ด้วยความรู้สึกต่างๆ มากมาย จึงเอ่ยกับหวาชิงเสวี่ยที่อยู่อีกด้านของฉากกั้นว่า “เสด็จพ่อข้าตรัสไว้ไม่ผิด”
“หา?”
“วีรบุรุษผู้กล้าหาญทั้งหลายย่อมมีนิสัยประหลาด หรือมีอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ”
หวาชิงเสวี่ยพยักหน้าเห็นด้วย“อารมณ์ของเขาก็ประหลาดจริงๆ เอาแต่โมโห”
“เฮ้อ เขาเป็นแม่ทัพใหญ่นี่นาจะมีทิฐิบ้างก็ไม่แปลกหรอก เจิ้นไม่ถือสาเขา” หลี่จิ่งหนานแสดงออกว่าตนเป็นคนใจกว้าง
หวาชิงเสวี่ยหัวเราะคิกคัก“ฝ่าบาททรงมีพระทัยกว้างขวาง เป็นบุญของราษฎรแคว้นต้าฉี”
หลี่จิ่งหนานชอบฟังนางชมตนเป็นที่สุดเขายิ้มอย่างภาคภูมิใจ “แน่อยู่แล้ว คนข้างนอกเหล่านั้นรู้แค่ว่าข้ายังเด็ก แต่พวกเขาไม่เคยคิดเลยว่าข้ามีประสบการณ์มากมายเพียงใดข้ามองดูเสด็จพ่อทำหน้าที่ของฮ่องเต้มาตั้งแต่เล็กจนโต จะซึมซับไปบ้างไม่ได้เชียวหรือ?”
หวาชิงเสวี่ยหัวเราะพลางตอบ“ใช่แล้ว มังกรให้กำเนิดมังกร หงส์ให้กำเนิดหงส์ แม้แต่ลูกชายของหนูก็ยังขุดรูเก่ง!”
มุมปากของหลี่จิ่งหนานกระตุก“ถึงจะรู้ว่าเจ้ากำลังชมข้า แต่ฟังแล้วเหตุใดมันแปลกๆ ก็ไม่รู้...”
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!...”
...
ฟู่ถิงเย่เริ่มรู้สึกถึงอันตรายได้อย่างชัดเจน
เขาพบว่าการมีอยู่ของเขาหลังจากที่หลี่จิ่งหนานมาเยือนเมืองผานสุ่ยแล้วนั้นได้ลดลงอย่างฮวบฮาบ!
เขาอยากจะพบหวาชิงเสวี่ยแต่นางกำลังสอนหลี่จิ่งหนานทำสบู่ทำมือ ทั้งสองคนเล่นอยู่ในบ้านอย่างสนุกสนาน พูดกันว่าจะทำสบู่ทำมือที่มีจำนวนจำกัดอะไรสักอย่างออกมา!
เขาอดทนรอมาหลายวันตอนนี้ก็คิดถึงหวาชิงเสวี่ยอีกแล้ว แต่นางก็กำลังวาดภาพร่างประหลาดๆ กับหลี่จิ่งหนานอยู่ในบ้านคุยกระซิบกระซาบกันไม่รู้ว่ากำลังวางแผนทำอะไรอยู่
เขามองหนวดเคราของตนที่เริ่มหนาขึ้นรู้สึกว่านี่เป็นเหตุผลที่ดี คิดจะไปหาหวาชิงเสวี่ยให้นางช่วยตัดแต่งหนวดเคราให้ เขาจึงรีบควบม้ากลับจากค่ายชิงโจวมายังผานสุ่ยอย่างรีบร้อนแต่ผลก็คือ—
หวาชิงเสวี่ยกับฮ่องเต้ไม่อยู่บ้าน?!
—————————————————————————————————
[1]อ้ายชิง(爱卿)เป็นคำที่กษัตริย์ใช้เรียกขุนนางที่มีความสำคัญต่อราชสำนัก