15 2
ตอนที่ 29 แจ้งตำรวจ (2)
หลินเสวี่ยกัดฟันกรอด เค้นเสียงลอดเร้นไรฟันด้วยความคับแค้น
“อย่าทำมาเป็นไขสือ! เห็นชัดๆว่าแกจงใจแจ้งตำรวจให้มาดักจับพวกเรา! ยังจะมีหน้ามาถามอีกเหรอว่าทำไมพวกเราถึงมาอยู่ที่นี่?!”
ตำรวจตะคอกเสียงเย็นชาตอบโต้ทันที
“แม่หนู หัดระวังคำพูดคำจาบ้าง”
หลินเสวี่ยกลายเป็นดั่งสัตว์เลี้ยงแสนเชื่องไปในพริบตา ปิดปากเงียบสนิทไม่กล้าเอ่ยหรือเคลื่อนไหวใดๆอีกเลย
“พี่เสวี่ย พี่พูดเรื่องอะไรของพี่น่ะ? ฉันแจ้งตำรวจว่ามีขโมยขึ้นบ้าน แต่จะไปรู้ได้ไงว่าคนที่ขโมยของไปกลับเป็นพวกพี่?”
“พวกเราเป็นคนในครอบครัวเดียวกันแท้ๆ กล้าดียังไงถึงว่าพวกเราเป็นหัวขโมย! นี่แกจะทำตัวอกตัญญูไปถึงเมื่อไหร่!?”
อู๋ซิ่วเหลียนรีบโต้แย้ง
ตำรวจหันไปถามกับติงเสวี่ยเหม่ยว่า
“คุณมีความสัมพันธ์อย่างไรกับหัวขโมยพวกนี้?”
ติงเสวี่ยเหม่ยร่ายอธิบายเรื่องราวการแยกครอบครัวให้เจ้าหน้าที่ตำรวจฟังอย่างตรงไปตรงมา
ทันใดนั้นเอง อู๋ซิ่วเหลียนก็รีบขัดจังหวะเสริมขึ้นพลันว่า
“ต่อให้แยกครอบครัวอยู่ก็ตามทีเถอะ แต่ในความเป็นจริง พวกเราก็ยังนับเป็นคนในครอบครัวเดียวกันอยู่! การรู้จักกตัญญูต่อแม่สามีของตัวเองนับเป็นเรื่องสำคัญ! ต่อให้แยกกันอยู่แล้ว ก็ควรปฏิบัติตามธรรมเนียมอย่างเคร่งครัดไม่ใช่รึไง!?”
ตำรวจนายนั้นอดประหม่าไม่ได้เมื่อได้ยินเช่นนั้น
“นั่นก็จริง ต่อให้แยกกันอยู่แล้ว ก็ควรต้องรู้จักกตัญญูต่อแม่สามี ถึงแม้…”
ประโยคถัดจากนั้น ตำรวจโน้มไปกระซิบข้างหูติงเสวี่ยเหม่ยและหลินจิงซูว่า
“ถึงแม้พวกเขาจะหยิบของออกไปโดยไม่ได้บอกให้รู้ แต่นี่ก็ไม่ถือเป็นการขโมย ทางเราทำได้เพียงแค่เรียกมาตักเตือนเท่านั้น”
เวลานี้ ตำรวจเองก็ทำอะไรไม่ถูกเช่นกัน เพราะสุดท้ายแล้วพวกเขาก็เป็นเพียงแค่คนนอก ย่อมไม่สามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับปัญหาภายในครอบครัวได้
หลินจิงซูปรายหางตามองอู๋ซิ่วเหลียน หลินเสวี่ยและย่าอู๋เล็กน้อย ก่อนจะจงใจเพิ่มระดับเสียงร้องตะโกนออกไปว่า
“คุณลุงตำรวจคะ จะเป็นยังไงถ้าของที่คนพวกนั้นขโมยไปไม่ใช่ทรัพย์สินของหนูกับแม่?”
ตำรวจชี้แจงตอบกลับไปว่า
“ในกรณีที่ทรัพย์สินไม่ใช่ของคนในครอบครัวหนูแต่เป็นของบุคคลอื่น ตามข้อกฎหมายจะถือว่าคนเหล่านี้เป็นขโมยโดยสมบูรณ์ แต่บุคคลอื่นที่ว่าต้องไม่มีความเกี่ยวข้องกันทั้งทางสายเลือดและความสัมพันธ์อื่นใด สำหรับเหตุที่เกิดขึ้นกับหนูและแม่ครั้งนี้ ลุงตำรวจขอบอกตามตรงว่า เป็นเรื่องที่จัดการได้ค่อนข้างยาก”
เมื่อได้ยินประโยคดังกล่าว ทั้งสามคนที่ยกสองมือกุมหลังศรีษะและนอนราบไปกับพื้น จึงเริ่มมีสีหน้าผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด
ย่าอู๋ฮึกเหิมได้ใจขึ้นมาอีกครั้ง ร้องตะโกนด่าอย่างหยิ่งจองหองว่า
“ติงเสวี่ยเหม่ย! นี่ฉันเป็นแม่สามีของแกนะ! ฉันแค่กินของบ้านแกไปแค่สองสามคำเท่านั้น ก็ถึงขั้นต้องแจ้งตำรวจมาจับกันเลยเหรอ! หลังจากนี้ ฉันจะสั่งให้ลูกชายของฉันหย่าขาดกับแกซะ! บ้านหลังนี้ฉันก็ไม่ให้แกซุกหัวนอนอีกต่อไปแล้ว! นังลูกสะใภ้อกตัญญู! ตระกูลหลินของฉันไม่เลี้ยงคนชั่วๆแบบพวกแกสองแม่ลูก!”
ทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น อู๋ซิ่วเหลียนและหลินเสวี่ยก็ถึงกับแสดงสีหน้าท่าทางตื่นเต้น ทั้งสองดีอกดีใจจนเนื้อเต้น
ติงเสวี่ยเหม่ยยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม แต่ที่เพิ่มเติมคือใบหน้าที่ซีดเซียวมากขึ้น เธอไม่กล้าโต้เถียงออกมาแม้เพียงคำเดียว ราวกับว่ายอมยกธงขาวประกาศความพ่ายแพ้แล้ว เธอยังจะทำอะไรได้อีกอย่างนั้นหรือ? เพราะกระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่เข้าข้างเธอเลยด้วยซ้ำ?
ท้ายที่สุด ภาพที่ปรากฏสู่สาธารณชนก็คือ ลูกสะใภ้อกตัญญูแจ้งตำรวจจับแม่สามีตัวเองคาบ้านที่ไปอาศัยเขาอยู่ด้วยซ้ำ ใครได้ฟังย่อมต้องมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน และคงต้องพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ลูกสะใภ้คนนี้ช่างจองหองพองขนนัก
ตรงกันข้าม หลินจิงซูในตอนนี้กลับไม่เกรงกลัวย่าอู๋เลยแม้แต่น้อย เธอตบเท้าก้าวขึ้นหน้าและพูดด้วยเสียงที่ดังฟังชัดว่า
“คุณย่าพูดผิดแล้ว ทั้งหนูและแม่ต่างก็เป็นคนตระกูลหลินโดยชอบด้วยกฎหมาย พวกเราย่อมมีสิทธิ์ที่จะอาศัยอยู่ในบ้านทุกหลังที่เป็นของตระกูลหลิน ต่อให้แม่หย่าขาดจากพ่อแล้ว แต่แม่ก็ต้องได้รับส่วนแบ่งครึ่งหนึ่งจากทรัพย์สินร่วมที่เกิดขึ้นระหว่างอยู่กินกันฉันท์สามีภรรยา! หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจงใจไม่ปฏิบัติตาม เรื่องนี้จะถูกยกขึ้นสู่ชั้นศาลทันที!”
ตำรวจนายนั้นเหลือบมองหลินจิงซูอย่างไม่อยากเชื่อ เขาไม่คาดคิดว่า เด็กสาวตัวแค่นี้จะรู้เรื่องข้อกฎหมายละเอียดถึงเพียงนี้!
ย่าอู๋ไม่เข้าใจในสิ่งที่หลินจิงซูพูดเลยแม้แต่น้อย แต่ก็พอที่จะเข้าใจอย่างคลุมเครือได้ว่า สิ่งที่เธอกำลังพูดอยู่นั้นหมายถึงอะไร แต่เมื่อได้ยินว่า นังสุนัขตัวเมียติงเสวี่ยเหม่ยต้องการครอบครองสมบัติตระกูลหลินของตนครึ่งหนึ่ง ย่าอู๋ก็ถึงกับเดือดดาล ยกมือขึ้นชี้หน้าก่นด่าสาปแช่งอย่างรุนแรงว่า
“นังคนสารเลว นี่แกมีสิทธิ์อะไรจะมาแบ่งสมบัติกับตระกูลหลินของเรา! อย่ามาพูดจาเพ้อเจ้อไร้สาระ!”
อู๋ซิ่วเหลียนกับหลินเสวี่ยรีบเข้ามาช่วยเสริมอีกแรงเช่นกัน พวกเธอจะไม่มีวันยอมปล่อยให้ติงเสวี่ยเหม่ยได้สมบัติของตระกูลหลินไปแม้แต่ชิ้นเดียว!
“ฝุ่นทุกเม็ดและด้ายทุกเส้นของตระกูลหลินเป็นของคุณแม่กับพี่ชิงอี้! คนนอกอย่างพวกแกสองแม่ลูกไม่มีคุณสมบัติจะมาแย่งชิงไป!”
“ใช่แล้ว! ต้องหลงตัวเองขนาดไหนกัน ถึงได้คิดว่าตัวเองมีสิทธิ์ที่จะแบ่งสมบัติในตระกูลหลินของเรา!”
ตำรวจรีบเข้าระงับเหตุก่อนจะกลายเป็นเรื่องทะเลาะวิวาทใหญ่โตไปมากกว่านี้
“พอแล้ว หยุดได้แล้ว ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมาถกเรื่องพรรค์นี้กันนะครับ”
หลินจิงซูตอบสนองต่อคำพูดของเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเชื่อฟัง เธอกล่าวขึ้นว่า
“เข้าใจแล้วค่ะ งั้นมาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า ทั้งย่าอู๋ ป้ารองและพี่เสวี่ยเป็นโจรที่ขโมยของค่ะ”
ทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น ทั้งสามคนก็ยิ่งรู้สึกไม่พอใจมากเข้าไปใหญ่ รีบร้องโวยวายขึ้นทันควัน
“สิ่งที่พวกฉันเอาไปล้วนเป็นของภายในครอบครัวทั้งนั้น! จะเรียกว่าขโมยได้ยังไง!คุณตำรวจก็เพิ่งจะอธิบายให้ฟังไป แกหูหนวกรึยังไงนังโง่!”
หลินจิงเสวี่ยระเบิดเสียงหัวเราะเยาะดังคิกคัก
คนพวกนี้ยังกล้าเรียกตัวเองว่าเป็นคนใน ‘ครอบครัว’ จริงๆหรือ
ช่างชั่วช้า! หน้าไม่อาย!
“คุณย่า ป้ารอง แล้วก็พี่เสวี่ย พวกเราล้วนเป็นคนในครอบครัวเดียวกันก็จริง แต่สิ่งของที่ทุกคน ’หยิบฉวย’ ไปนั้น ไม่ใช่ของหนูกับแม่ค่ะ แต่เป็นของบ้านศาสตราจารย์หวัง!”
หลินจิงซูจงใจเน้นย้ำคำว่า ‘หยิบฉวย’ พร้อมทั้งแสยะยิ้มเหน็บแนมอย่างมีความสุข
ทันทีที่ย่าอู๋ได้คำพูดเหล่านั้น ใบหน้าแก่ชราของเธอก็ยับยู่ยี่เหี่ยวเฉาจนแทบไม่ต่างจากผ้าขี้ริ้ว อึดใจต่อมาจึงร้องตะโกนออกไปว่า
“จะเป็นไปได้ยังไงกัน?! ของๆศาสตรจารย์หวังจะมาวางอยู่ที่นี่ได้ยังไง! นังเด็กสารเลว! กล้าโกหกน้ำขุ่นๆเชียวเหรอ!!”