สัตว์อสูรตัวใหญ่อายุมากกว่าพันปีเรี่ยวแรงยอมมากมายกว่าเ้าอ้วน การดิ้นรนเพื่อให้หลุดออกมาย่อมทำไม่สำเร็จตอนนี้ได้แต่ยืนหอบนิ่งๆให้มันรัดเอาไว้ ส่งสายตาขอความช่วยเหลือจากสหายทั้งสองเขากลัวมันจริงๆ ั้แ่ถูกดึงลงมาทั้งเนื้อทั้งตัวเจ็บระบมไปหมดถูกลากถูกดึงทั้งหินขูดบาดเป็แผลไปทั่วทั้งตัว
“ทำไมข้ารู้สึกเหมือนเ้าพังพอนั์มันชอบเ้าอ้วนหล่ะหากจะทำร้ายไม่น่าจะรอจนพวกเรามาทันเช่นนี้”
“หรือเ้านั่นคิดว่าเ้าอ้วนเป็คู่ของมันหรือเปล่า”
“ฮ่าๆ อ้วนจนได้เื่”
ทั้งสองคนไม่ได้สนใจสหายที่ส่งแววตาขอความช่วยเหลือเลยสักนิดหลังจากแกล้งเ้าอ้วนพอสมควรแล้วก็ส่งสายตาให้แก่กัน เตรียมพุ่งเข้าหาพังพอนั์
“พวกเ้าหยุดหากเคลื่อนไหวอีกข้าจะจัดการเ้านี่ซะ”
เสียงแหบแห้งฟังบาดแก้วหูเอ่ยห้ามขึ้นมาเ้าพังพอนตัวนี้สามารถพูดจาภาษามนุษย์ได้ด้วยแสดงว่าระดับความสามารถของิญญาเลื่อนระดับจนสามารถสื่อสารกับมนุษย์ได้แล้ว
“เ้าเป็ตัวอะไรกันแน่้าอะไรจากเ้าอ้วน”
“ข้าคือพังพอนนิลข้าจำศีลอยู่ที่นี่มากกว่าพันปียามที่ข้ารู้สึกตัวออกจากการจำศีลได้รับรู้ถึงกลิ่นของคู่ของข้าจึงออกไปจับเ้านี่กลับมา”
“เ้าเข้าใจอะไรผิดไปหรือไม่เ้าอ้วนนั่นเป็มนุษย์และมีเพศชาย จะเป็คู่ของเ้าได้อย่างไร”
“ข้าเป็สัตว์อสูร ไม่ได้สนใจว่าเพศใดข้าสนเพียงแต่ว่าเ้านี่มีกลิ่นที่เข้ากันได้กับข้าต้องเป็คู่กับข้าอยู่กับข้าที่นี่”
“นี่มันตรรกะอะไรของมันต่างเผ่าพันธุ์จะเป็คู่กันได้อย่างไร”
เสียงเหวินปิงฉีพึมพำขึ้นมาไม่ดังไม่เบาแต่ก็แทรกเข้าไปในใจใครบางคนทำให้แววตาเปลี่ยนไปเล็กน้อยก่อนจะนิ่งสงบเช่นเดิมเหตการณ์ของสหายดูจะลำบากอยู่ไม่น้อย
“ทำอย่างไรเ้าจึงจะปล่อยเขา”
“เหตุใดข้าต้องปล่อยลำพังฝีมืออย่างพวกเ้าจะสู้อะไรกับข้าได้”
ทั้งสองเองก็เริ่มรู้สึกได้ว่าสัตว์อสูรเบื้องหน้าจะมิใช่ธรรมดาเสียแล้วอยู่มาพันปีจำศีลบำเพ็ญตบะได้จะอยู่ระดับใดกันแน่ยังไม่ทันได้เริ่มภารกิจเลยพวกเขาจะรอดไปได้ถึงตอนนั้นหรือ
“เ้า้าเขาไปเพื่ออะไร”
“เขาเป็คู่ของข้าข้าชอบอวบๆขาวๆตัวนุ่มๆเช่นนี้ ฮ่าฮ่า ต่างเผ่าพันธุ์แล้วจะเป็เช่นไร”
“ชอบเ้าอ้วนร่างของท่านกับร่างของเ้าอ้วนมันผิดธรรมชาติ ชายหญิง หยินหยางจึงถูกต้อง”
“ไร้สาระ พวกเ้าไปซะวันนี้ข้าอารมณ์ดี”
แรกเริ่มทั้งสองคนต่างพุ่งเข้าใส่ด้วยอาวุธในมืออย่างรวดเร็วคนหนึ่งลงมือด้านซ้ายอีกคนเข้าทางด้านขวาหวังเพียงสัตว์อสูรเบื้องหน้าจะยอมละมือจากสหายเพียงชั่วขณะ แต่เหมือนจะไม่ได้อย่างใจนึกเสียแล้วเพียงคมอาวุธห่างจากขนมันเพียงหนึ่งชุนก็กระเด้งออกแรงกว่าน้ำหนักที่กดลงไปมากกว่าสองเท่าต่างถอยหลังตามแรงดาบและกระบี่ที่สะท้อนกลับออกมา
พลังที่กระจายออกมาจากมันมีความแข็งแกร่งมากดูจากลักษณะแล้วเป็พลังในธาตุดินและไฟขนที่เดิมดูเป็เพียงขนพังพอนธรรมดากลับแข็งกล้าดุจเส้นเหล็กสัตว์อสูรที่สามารถมีพลังิญญาและอาคมอย่างน้อยต้องระดับหกเสียแล้ว
“ท่านสามารถใช้ร่างมนุษย์ได้ใช่หรือไม่เหตุใดไม่เปลี่ยนร่างให้พวกเราได้ชมเสียหน่อย”
“ชิเหตุใดจำเป็ต้องให้เ้าได้เห็นร่างแปลงของข้า”
“ท่านกลัวอัปลักษณ์จนเ้าอ้วนรับไม่ได้หรือไร”
เหวินปิงฉีพยายามพูดจาหล่อหลอกให้อีกฝ่ายละจากร่างจริงที่แสนจะแข็งแรงสู่ร่างแปลงมนุษย์เพื่อลดความกดดันในการต่อสู้ลงดูเหมือนร่างกลมใหญ่ั์้าแสดงความสง่างามตามความคิดของตนให้เ้าอ้วนได้เห็นจึงค่อยๆเปลี่ยนเป็ชายฉกรรจ์ร่างหนาสูงเท่าฟ่านหงอี้ลักษณะท้วมเกือบอ้วนผมยาวถึงเอว่หน้าท้องมีคนดกดำสวมกางเกงสีน้ำตาลเข้มไม่สวมเสื้อ
ทั้งสองรวมถึงเ้าอ้วนถึงกับตกตะลึงในความรวดเร็วของอีกฝ่ายและรูปลักษณ์ที่ปรากฏให้เห็นแม้ไม่ได้สง่างามแต่ดูแข็งแรงบึกบึนยิ่งทั้งยังมีแววตาที่ดูฉลาดเ้าเล่ห์ยิ่งนักพวกเขาจะทำอย่างไรให้อีกฝ่ายยอมปล่อยเ้าอ้วนจากการปะทะกันรอบแรกสองคนพ่ายแพ้แน่นอนหากเพิ่มเป็สามน่าจะพอหนีรอดได้บ้างไม่ต้องคิดว่าจะเอาชนะเลย
ทันใดในหัวของฟ่านหงอี้ก็มีเสียงของหนิงหลงดังขึ้นมา
“เ้าออมมือไว้เพื่อสิ่งใดเ้านี่สามารถบังคับขู่เข็ญเ้าได้หรือ”
เมื่อเขาได้ยินแววตาก็แสดงออกถึงความลังเลหากทั้งสองคนได้รู้ตัวตนที่แท้จริงของเขาความเป็สหายที่คบกันมาจะหายไปหรือไม่
“อย่าลังเลหากเพื่อนเ้าถูกกระทำป่าเถื่อนเช่นนั้น เ้าคิดว่าเขาจะเป็เช่นไร”
ในใจเขาได้คำตอบทันที
“ปิงฉีเ้าค่อยช่วยเ้าอ้วน พังพอนนี้ให้ข้าจัดการเอง”
พลังิญญาที่ผ่านการฝึกฝนจากหนิงหลงถูกปล่อยออกมา บรรยากาศรอบตัวฟ่านหงอี้ดูเหมือนเฉียบคมขึ้นมากคล้ายมีลมหมุนวนเบาๆชายผ้าขยับไหวไปมาสหายทั้งสองจ้องมองเขาด้วยสายตาบ่งบอกความแปลกใจรู้ว่าฟ่านหงอี้มีวิทยายุทธ์สูงแต่ไม่คาดว่าอีกฝ่ายจะมีพลังิญญาด้วย
กระบี่ค่อยถูกวาดเบาๆจากปลายกระบี่ที่ถูกชี้ไป้าค่อยๆลดลงเฉียงทแยงกับพื้นดินรอบกระบี่คล้ายมีรังสีจางๆคล้ายมีคล้ายไม่มีเ้าพังพอนั์พอได้เห็นท่าทางที่เปลี่ยนไปของเขาก็ปรับสีหน้าที่เยาะเย้ยดูถูกมนุษย์อายุขัยสั้นๆเหล่านี้เป็สีหน้าเอาจริงเอาจังขึ้นมาทันที
“เ้าเป็ใครกันแน่”
ฟ่านหงอี้ไม่มีคำอธิบายใดๆให้กับอีกฝ่ายพุ่งเข้าใส่ด้วยความเร็วที่แตกต่างกับครั้งแรกจนเหวินปิงฉีและหลีเหยียนฉือเบิกตากว้างยิ่งกว่าเดิมเมื่อเห็นกำลังและความเฉียบคมของกระบี่ที่ฟาดฟันเข้าหาร่างแปลงของพังพอนั์ที่ยามนี้ในมือมีอาวุธเป็ดาบขนาดใหญ่เข้าประทะกับกระบี่ที่้าให้อีกฝ่ายถอยร่นพ่ายแพ้เพียงเวลาหนึ่งเค่อการต่อสู้ทั้งสองผ่านไปนับหกสิบท่า บางครั้งทั้งสองคนตามดูไม่ทันด้วยซ้ำนี่สหายของเขาแอบซ่อนฝีมือที่แท้จริงไว้เท่าใดกันแน่สัตว์อสูรระดับหกยังสามารถเข้าต่อสู้ตัวต่อตัวได้หากได้ฝึกฝนต่อไปพวกเขาสองคนจะตามหลังได้ทันหรือไม่ช่างห่างไกลกันเกินไปเสียเหลือเกินแต่สีหน้าทั้งสองหากได้มองเห็นหน้าตนเองมันคือสีหน้าของคนที่ภาคภูมิใจเป็อย่างยิ่ง(สหายข้าเก่ง)
ระหว่างที่ฟ่านหงอี้กับพังพอนั์กำลังสู้กันหลีเหยียนฉือก็แอบค่อยๆขยับร่างอ้วนๆมายืนอยู่ข้างๆ เหวินปิงฉีราวกับหาที่พึ่ง (สมน้ำหน้ายามข้าเตือนเ้าไม่ใส่ใจ) แววตาที่ถูกมองจากสหายบ่งชี้ความรู้สึกออกมาอย่างชัดแจ้ง
“ข้ารู้ตัวว่าผิดแล้วเ้าอย่าเบื่อข้าเลยนะ”
“อย่าให้มีครั้งที่สองมิเช่นนั้นข้ากับหงอี้จะทิ้งเ้า”
“ข้าสัญญา”
ทั้งสองสนทนากันสองสามประโยคก่อนจะหันไปเฝ้าดูการต่อสู้อย่างตั้งใจนี่ก็เป็โอกาสที่หาได้ยากสำหรับทั้งสองในการได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์การต่อสู้ระหว่างสัตว์อสูรระดับกลางต่อสู้กับคนที่มีฝีมือมิใช่ระดับต้นๆเช่นเขาสองคนเมื่อกลับไปสำนักยังสามารถนำไปใช้ในการฝึกปรือฝีมือให้พัฒนามากยิ่งขึ้น
พังพอนั์ในร่างแปลงยิ่งสู้กันนานก็ยิ่งััได้ถึงพลังิญญาของอีกฝ่ายที่ยังมั่นคงไม่มีอาการหายใจหอบเหนื่อยให้เห็นแม้แต่น้อยตนคงกำลังต่อสู้อยู่กับมนุษย์ที่มีฝีมือไม่ธรรมดา ทั้งอาคมที่ใช้รับมือก็รู้สึกได้ว่ามีรากฐานจากอาจารย์ที่อยู่ในระดับสูงแน่นอนคนผู้นี้หากฝึกฝนต่อไปต้องก้าวหน้าขึ้นสู่ระดับสูงสุดได้เป็แน่แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เกี่ยวข้องกับมันเอง
ั้แ่สู้กันมามีแต่ตัวมันที่ได้รับคมกระบี่เป็รอยาแมานับไม่ถ้วนยังดีที่ขนของมันหนาและแข็งมิเช่นนั้นคงประคองร่างต่อสู้ไว้ไม่ไหวแต่บนร่างของอีกฝ่ายยังไม่มีรอยแผลเลยแม้แต่น้อยดูแล้วหากสู้ต่อคงไม่แคล้วต้องเสียชื่อสัตว์อสูรระดับหกให้ถูกสัตว์อสูรอื่นดูถูกแน่มันต้องหาลู่ทางเสียแล้ว
“เ้าเด็กน้อยหากข้าปล่อยเพื่อนเ้า เ้ากับข้าก็ควรเลิกต่อสู้กันได้แล้วมิใช่หรือ”
มันเห็นชายหนุ่มที่ต่อสู้กับตนหยุดชะงักก่อนที่จะเริ่มต่อสู้ใหม่อีกครั้งในหัวของฟ่านหงอี้ก็อยากหยุดต่อสู้เช่นกันแค่นี้เขาก็เปิดเผยตัวตนกับสหายทั้งสองไปมากแล้วแต่เสียงของหนิงหลงที่ดังขึ้นให้เขาได้ยินเพียงคนเดียว(นาง้าให้เขาจัดการพังพอนตัวนี้ให้เด็ดขาด)เขาเองก็ไม่้าขัดใจนางจึงต้องลงมืออย่างต่อเนื่องทำให้เ้าพังพอนั์มีสีหน้าไม่พอใจมากขึ้น
สุดท้ายมันก็ทนไม่ไหวกลับสู่ร่างเดิมในนี้คับแคบเกินไปและไม่มีช่องทางอื่นที่ตนจะสามารถหนีออกไปภายนอกได้ยิ่งสายตาเหลือบไปพบร่างของหนิงหลงที่ยืนเพียงลำพังทั้งยังเป็สตรีเพียงหนึ่งเดียวแต่รอบกายที่ไร้คลื่นพลังกลับทำให้นางดูลึกลับน่ากลัวในสายตาของมัน(มันสังหรณ์ใจว่าสตรีผู้นี้่มิใช่คนที่มันจะต่อกรด้วย)
เหวินปิงฉีและหลีเหยียนจือชายหนุ่มสองคนที่สนใจเพียงยืนมองสหายตนต่อสู้เสียงอาวุธปะทะกันกับเงาร่างสองเงาพุ่งเข้าใส่กันผลัดกันรุกผลัดกันรับสลับตำแหน่งหมุนวนไปรอบโพรงบางครั้งเขาทั้งสองยังต้องขยับหลบคมดาบคมกระบี่ที่ฟาดฟันกันมาทางที่พวกเขายืนอยู่ด้วยซ้ำหากหลบไม่ทันคงต้องได้แผลเืตกยางออกเป็แน่
ยามนี้พังพอนั์อยากหนีเหลือเกินต้องหาลู่ทางออกไปจากโพรงนี้ยามต่อสู้มันพยายามอย่างยิ่งให้มันค่อยขยับมาอยู่ทางด้านปากทางออกอย่างแเี(ตามความคิดของมัน)
“อ่ะ”
จังหวะหนึ่งฟ่านหงอี้พลาดเพียงเล็กน้อยเ้าพังพอนพุ่งทะยานเลยร่างของเขาไปก่อนที่ทุกคนจะตั้งหลักได้เ้าพังพอนั์ก็ทะยานหายออกไปตามช่องทางที่พวกเขาผ่านเข้ามาเสียแล้ว
“เ้าเป็อย่างไรบ้างหงอี้”
“เ้านั่นหนีเร็วเป็บ้า”
“เ้าตั้งใจ”
สามคนที่ทำตัวเป็ผู้ชมต่างพูดกันคนคนละประโยคช่างแตกต่างกันนักฟังดูดีหน่อยคือเหวินปิงฉีที่ดูจะสนใจว่าเขาได้รับอันตรายหรือไม่