“ท่านพี่ ท่านว่าวันนี้หลีเอ๋อดูแปลกไปหรือไม่เ้าคะ” เซียงเหลียนถามสามี “นี่ก็ใกล้ค่ำมากแล้ว ท่านยังจะขึ้นเขาอีกหรือเ้าคะ”
“ข้าสัญญาว่าข้าจะไม่เข้าไปในป่าลึก ถ้าฟ้ามืดแล้วก็จะกลับบ้านทันที” ถังซานรู้ว่าภรรยากังวลเขาใช้มือเกี่ยวผมขึ้นทัดหูให้นาง “ถ้าข้าหากระต่ายหรือไก่ป่าได้สักตัว เ้ากับหลีเอ๋อก็จะมีเนื้อกิน หลีเอ๋อพูดถูก ถ้าไม่บำรุงร่างกายเ้าให้ดี ต่อไปเ้าจะมีเ้าตัวเล็กมาให้ข้าได้อย่างไร”
เซียงเหลียนหน้าแดง “ข้ากับท่านอายุแค่สิบหกปี รออีกสักปีสองปีค่อยมีลูกก็ได้”
“ถึงตอนนั้นลูกคนอื่นเขาก็วิ่งได้แล้ว เ้าอยากเห็นข้าถูกเพื่อนหัวเราะเยาะว่าไม่มีน้ำยาหรืออย่างไร”
“ข้าไม่เห็นจะสนใจคำพูดของคนอื่นสักนิด”
“เหลียนเอ๋อ ได้แต่งกับผู้ชายอย่างข้าคงทำให้เ้าลำบากแล้ว ข้าไม่รู้ว่าวันหน้าข้าจะทำให้เ้าได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายเหมือนผู้อื่นหรือไม่ แต่ข้าสัญญาว่าข้าจะดูแลเ้าจนสุดชีวิต แม้ต้องขายร่างกายเพื่อแลกเป็อาหาร ข้าก็จะทำเพื่อให้เ้ายังมีชีวิตต่อไป”
เซียงเหลียนรีบเอามือปิดปากสามีไว้ “หากท่านรังเกียจว่าข้ากินเยอะ ท่านก็หย่ากับข้าได้ั้แ่วันนี้ ไม่เห็นจำเป็ต้องเอาเื่ความเป็ความตายขึ้นมาอ้างเลย”
“ไม่ใช่อย่างนั้น ข้าแค่เปรียบเทียบให้ฟัง” ถังซานกอดภรรยาไว้ “ข้าหมายความว่าต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิต ข้าก็จะทำเพื่อเ้า”
“พี่ใหญ่ พี่สะใภ้” ถังหลีเคาะประตูเรียกพี่ชายกับพี่สะใภ้อยู่หน้าห้อง “ข้ามีเื่จะปรึกษาพวกท่านเ้าค่ะ”
หลีซานผละจากภรรยาก่อนจะเดินไปเปิดประตูให้น้องสาว “เข้ามาก่อนสิ”
“ท่านจะขึ้นเขาจริงๆ หรือเ้าคะ อีกไม่นานฟ้าก็มืดแล้วนะ” ถังหลีมองพี่ชายฝาแฝด ‘พี่ชายข้าเป็คนดี แต่คนดีแบบนี้มักจะถูกคนเอาเปรียบ ไม่ได้แล้ว...ข้าต้องพาเขาแยกบ้าน’
หลีซานลูบผมน้องสาว แม้พวกเขาจะเป็ฝาแฝดกัน แต่เขาก็มักจะทำตัวเหมือนกับเขาเกิดก่อนนางมาหลายปี “ก็ไม่ใช่เพราะเ้าอยากกินเนื้อจนอาละวาดหรือไร”
“ไม่ใช่อย่างนั้นเสียหน่อย ข้าแค่เห็นว่าท่านกับพี่สะใภ้ทำงานหนักมาทั้งวัน แต่อาหารดีๆ กลับถูกเ้าอ้วนนั่นกินไปจนหมด” ถังหลีย่นจมูก แม้จะรู้ว่าคำพูดเหล่านี้คือการบุลลี่ แต่มันก็อดไม่ได้จริงๆ “ถ้างั้นข้าจะขึ้นเขาไปกับท่านด้วย”
“ถ้าหลีเอ๋อไป ข้าขอไปด้วยได้หรือไม่” เซียงเหลียนอยากตามไปด้วย วันนี้เกิดเื่วุ่นวายขึ้นมากมาย หากนางอยู่บ้านคนเดียว กลัวว่าแม่สามีคงจะมาหาเื่นางแน่ อีกอย่าง นางไม่ชอบสายตาของน้องชายสามีเลยสักนิด มันน่ารังเกียจมากเวลาที่เขามองมา
“ได้สิเ้าคะ” ถังหลีรีบตอบ ‘ขึ้นไปบนเขาด้วยกันสิดี ข้าจะได้ทำของอร่อยให้พวกท่านกิน’
เดิมถังซานตั้งใจจะปฏิเสธ แต่เห็นท่าทางกระตือรือร้นของน้องสาว รวมถึงสีหน้าคาดหวังของภรรยา เขาทำได้เพียงพยักหน้าอนุญาต “แต่พวกเ้าสองคนต้องจำไว้ว่าอย่าห่างจากข้าไปไหนเป็อันขาด พอใกล้ค่ำแล้วข้าจะพาพวกเ้าลงจากเขาทันที”
“ได้เลยเ้าค่ะ” ถังหลีรีบตอบ “ข้าไปเอาตะกร้าสะพายหลังก่อนนะเ้าคะ”
“เ้าไม่ต้องแบกอะไรไปหรอก” ถังซานบอกภรรยา
เซียงเหลียนยิ้มให้สามี “ข้าแบกตะกร้าใบเล็กไปก็ได้ เผื่อได้ฟืนกลับมาสักหน่อย ถ้าไม่ได้อะไรกลับมาเลย เดี๋ยวท่านแม่จะบ่นเอา”
“ตามใจเ้าก็แล้วกัน” ถังซานมองภรรยาด้วยสายตาอ่อนโยน
ตอนเช้าถังหลีเดินสำรวจบริเวณนั้นมารอบหนึ่งแล้ว เห็นมีต้นเผือกที่พร้อมเก็บอยู่สองสามต้น หัวเผือกนี้น่าจะพอให้พวกนางอิ่มท้องได้มื้อหนึ่ง ส่วนเบี้ยเผือกต้นเล็ก นางจะให้พี่ชายขุดไปปลูกไว้ท้ายไร่
“พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ พวกท่านมาดูทางนี้เ้าค่ะ”
“มีอะไรหรือหลีเอ๋อ” ถังซานเดินมาถามน้องสาว
ถังหลีชี้ไปที่ต้นเผือกที่นางขุดขึ้นมา “ท่านรู้หรือไม่ว่าสิ่งนี้เรียกว่าอะไร”
“รู้สิ นี่มันคือเผือกพิษ เ้าอย่าบอกนะว่าเ้าจะกินสิ่งนี้”
“เพราะอย่างนี้เลยไม่มีใครขุดมันขึ้นไปกิน แถมยังทำลายต้นอ่อนของมันด้วยใช่หรือไม่เ้าคะ” ถังหลียิ้มให้พี่ชายกับพี่สะใภ้ “ถ้าอย่างนั้นข้าจะทำเผือกให้พวกท่านกินเอง รับรองว่าอร่อยมาก”
เซียงเหลียนเดินมาจับมือน้องสามี “พี่ชายของเ้าพูดถูก เผือกนี้มีพิษ คนที่หมู่บ้านของข้าเคยกินเผือกตายไปจริงๆ”
“นั่นเพราะพวกเขาไม่ปรุงให้มันสุกก่อนเ้าค่ะ” ถังหลียิ้มให้พี่ชายกับพี่สะใภ้อีกครั้งแล้วเริ่มแต่งเื่ “ท่านก็รู้ว่าท่านพ่อกับแม่เลี้ยงมักจะสั่งให้ข้าอดข้าว ที่ข้าขึ้นเขามาบ่อยๆ ก็เพราะมาเก็บเผือกพวกนี้กิน ไม่อย่างนั้นข้าจะมีชีวิตรอดมาถึงวันนี้ได้อย่างไร แต่ถ้าพวกท่านไม่เชื่อ เอาไว้ข้าจัดการกับเผือกพวกนี้เสร็จ ข้าจะกินให้ท่านดู
“ทำไมเ้าไม่เคยบอกเื่นี้กับข้า ต่อไปห้ามกินของมีพิษนี้อีกนะ เอาไว้ข้าจะเก็บผลไม้ป่ามาให้เ้าเยอะๆ” หลีซานขมวดคิ้วถามน้องสาว “หรือว่าเ้าไม่ชอบผลไม้ป่าที่ข้าเก็บมาให้ ไม่เช่นนั้นข้าจะแบ่งอาหารส่วนของข้ามาให้เ้ากิน”
“ทุกวันนี้ท่านได้กินมันต้มแค่หัวเดียว ดีขึ้นมาหน่อยก็จะได้กินข้าวต้มครึ่งถ้วย ถ้าท่านแบ่งอาหารมาให้ข้าอีก ท่านคิดว่าท่านยังจะมีแรงไว้ให้แม่เลี้ยงผู้แสนประเสริฐของเราใช้งานได้อีกหรือเ้าคะ ท่านไม่กลัวว่าสักวันพี่สะใภ้จะเป็หม้ายหรือไร”
เซียงเหลียนเห็นด้วยกับพูดของน้องสาวสามี แต่นางสนับสนุนคำพูดนั้นไม่ได้ ไม่เช่นนั้นสามีต้องมองว่านางเป็คนเห็นแก่ตัว แต่นางก็ไม่รู้ว่าจะช่วยน้องสาวสามีอย่างไรเหมือนกัน
“ไม่พูดกับท่านแล้ว ท่านจะไปดูกระต่ายหรือไก่ป่าก็ไปเถอะเ้าค่ะ ข้ากับพี่สะใภ้จะรออยู่ที่นี่” ถังหลีพูดจบก็เตรียมจุดไฟ
ถังซานเดินเข้าป่าไป ทั้งไม่ลืมที่จะหันมากำชับ “พวกเ้าต้องรอข้าอยู่ที่นี่ห้ามไปไหนเป็อันขาด หากไม่เชื่อฟัง ครั้งหน้าข้าจะไม่พาพวกเ้ามาด้วยแล้ว”
“เ้าค่ะเ้าค่ะ” ถังหลีโบกมือไล่พี่ชาย “ข้าจะทำเผือกอร่อยๆ ไว้ให้ท่านชิมก็แล้วกัน”
“เ้าเตรียมหม้อมาด้วยหรือ?” เซียงเหลียนเห็นถังหลีหยิบหม้อดินเผาขนาดเล็กออกมาจากก้นตะกร้าสะพาย
“กว่าจะได้หม้อใบนี้มา ข้าต้องเก็บผักป่าอยู่หลายวันกว่าจะแลกมันมาได้เ้าค่ะ” ถังหลีจะบอกได้อย่างไรว่านี่คือหม้อจิ้มจุ่มที่นางหยิบออกมาจากร้านขายของชำ โซนสินค้าทุกอย่างยี่สิบของนางมีสินค้าหลากหลายชนิดทีเดียว
“แล้วต้องทำอะไรต่อหรือไม่ ข้าจะช่วย”
ถังหลีปอกเปลือกและหั่นเผือกเป็ชิ้นพอดีคำเสร็จ “พี่สะใภ้ช่วยเอาเผือกพวกนี้ไปล้างแล้วก็ตักน้ำมาสักครึ่งหม้อนะเ้าคะ ข้าจะทำเผือกต้มน้ำตาลให้พวกท่านกิน”
“เผือกต้มน้ำตาล? เ้าไปเอาน้ำตาลมาจากไหน เ้ามีเงินซื้อของแพงๆ อย่างนั้นมาได้อย่างไร”
“ข้าก็ไปรับจ้างลุงจ้าวขนฟืนน่ะสิเ้าคะ” ถังหลีแสร้งทำท่ากระซิบ “ลุงจ้าวเป็คนเดียวในหมู่บ้านเราที่มีเกวียนวัว เขามักจะขนเอาของป่ากับฟืนเข้าไปขายในเมืองอยู่เป็ประจำ ข้าก็เลยอาศัยโอกาสนี้นำของป่าของข้าไปแลกของมาบ้าง หรือฝากท่านลุงจ้าวเอาฟืนไปขายบ้าง ทำให้ข้ามีเงินเก็บอยู่บ้างเล็กน้อยเ้าค่ะ แต่พี่สะใภ้ห้ามบอกเื่นี้กับใครนะเ้าคะ ไม่เช่นนั้นแม่เลี้ยงต้องมาบังคับเอาเงินจากข้าไปแน่”
เซียงเหลียนรีบพยักหน้ารับ นางช่วยเหลือน้องสาวสามีไม่ได้ บางครั้งอยากจะแบ่งอาหารให้แต่ตัวนางก็ได้กินไม่เท่าไหร่ ครั้งนี้น้องสามีแค่ให้นางช่วยปิดบังความลับ นางก็รับปากอย่างเต็มใจ ในเมื่อแบ่งอาหารให้ไม่ได้ ให้น้องสาวหาเงินแล้วเก็บเงินไว้ซื้ออาหารให้ตัวเองได้ ก็นับว่านางได้ช่วยน้องสามีบ้างแล้ว “ข้าสัญญาว่าข้าจะไม่บอกใคร เอาล่ะ...ข้าจะเอาเผือกไปล้างแล้วจะตักน้ำมาให้ เ้านั่งรออยู่ตรงนี้นะ”
กลิ่นหอมของเผือกต้มน้ำตาลชวนให้น้ำลายสอ
“นี่คือกลิ่นอะไร ทำไมถึงหอมขนาดนี้” ถังซานแบกตะกร้าเดินมาหาภรรยากับน้องสาว
“หลีเอ๋อทำเผือกต้มน้ำตาลเ้าค่ะ”
“เผือกต้มน้ำตาล?” ถังซานถามน้องสาวเสียงเข้ม “เ้าไปเอาหม้อกับน้ำตาลมาจากไหน คงไม่ได้ไปขโมยใครมาหรอกนะ”
“โธ่...ทำไมท่านถึงคิดว่าข้าไปขโมยของของผู้อื่นเขามาเ้าคะ ข้าหาของป่าไปแลกพวกมันมาต่างหาก” ถังหลีอธิบายถึงที่มาของของเหล่านี้ให้พี่ชายฟังอีกรอบ นางไม่เบื่อที่จะอธิบายหรอก เพราะมันยังดีกว่าที่นางต้องไปอธิบายเื่มิติวิเศษให้พี่ชายกับพี่สะใภ้ฟัง นอกจากพวกเขาจะไม่เชื่อ แต่อาจคิดว่านางเสียสติไปเลยด้วยซ้ำ “ทีนี้พวกท่านจะกินเผือกต้มน้ำตาลของข้าได้หรือยังเ้าคะ”
ถังหลีแจกตะเกียบและถ้วยไม้ไผ่ที่เตรียมมาจากบ้านให้กับพี่ชายและพี่สะใภ้ ตะเกียบกับถ้วยไม้ไผ่นี้เป็ของที่พี่ชายทำไว้ให้นางใช้ เพราะนางไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ชามดินเผาหรือแม้แต่ข้าวของอื่นเหมือนคนในบ้าน
ถังซานดมเผือกต้มน้ำตาลและมองไปที่น้องสาว “มันกินได้จริงๆ ใช่ไหมหลีเอ๋อ ข้ายังไม่อยากตายนะ ข้ายังไม่มีลูกสักคนเลย”
“ถ้าท่านไม่กินเผือกต้มน้ำตาลถ้วยนี้ลงไปสิเ้าคะท่านจะได้ตายก่อนที่จะมีลูกจริงๆ” ถังหลีคีบเผือกเข้าปาก จากนั้นก็ยกชามไม้ไผ่ขึ้นมาจิบน้ำหวานตาม “ร่างกายของเราควรได้รับของดีเข้าไปบ้าง อย่างน้อยเผือกต้มน้ำตาลนี้ก็ให้พลังงานและยังบำรุงร่างกายได้ด้วย พวกท่านรีบกินเข้าไปเถอะเ้าค่ะ วันหลังถ้าเจอของดี ข้าจะทำของอร่อยให้ท่านกับพี่สะใภ้กินอีก”
“หากเ้าหาของป่าได้ เ้าก็นำไปแลกเป็เงินเก็บไว้เองเถอะ วันหน้าเ้าจะได้มีสินเดิมติดตัวไปบ้าง” ถังซานทนความหอมและความหิวไม่ไหว เขาคีบเผือกแล้วซดน้ำหวานตามลงไป “อร่อย! เผือกต้มน้ำตาลของเ้าอร่อยจริงๆ ด้วย”
เซียงเหลียนที่ยังเคี้ยวเผือกอยู่ในปากก็พยักหน้ารับ “เผือกต้มน้ำตาลของเ้าอร่อยมากจริงๆ”
“วันหลังข้าจะทำของอร่อยอย่างอื่นให้พวกท่านกินอีก แต่พวกท่านห้ามนำเื่นี้ไปบอกใครเป็อันขาด” ถังหลีหันไปมองพี่ชาย “พี่ใหญ่ ข้าอยากพาท่านกับพี่สะใภ้แยกบ้าน ท่านเห็นว่าอย่างไร”
“แยกบ้าน? แยกบ้านแล้วเราจะไปอยู่ที่ไหน สมบัติทุกชิ้นของท่านแม่ แม่เลี้ยงก็เอาไปแลกเป็เงินเก็บไว้ส่งเสียให้ถังซุนเรียนจนหมดแล้ว เ้าคิดว่าท่านพ่อจะยอมเอาเงินนั้นมาแบ่งให้เราหรือ?”
ถังหลีได้ยินคำพูดพี่ชายก็ตาเป็ประกาย “พี่ใหญ่! ท่านเห็นด้วยที่ข้าจะชวนท่านแยกบ้านใช่หรือไม่เ้าคะ”
ถังซานมองน้องสาวอย่างนึกสงสารแต่ถึงอย่างไรมันก็ไม่ใช่เหตุผลที่พวกเขาจะแยกบ้าน “หลีเอ๋อ ข้ารู้ว่าเ้าได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็ธรรม แต่อย่างไรเกิดเป็บุตรก็ต้องกตัญญู”
“พี่ใหญ่ ท่านหยุดก่อน!” ถังหลียกมือขึ้นห้าม “ขออภัยที่ข้าเสียมารยาทเ้าค่ะ ข้าเข้าใจที่ท่านกำลังจะพูด แต่คำว่ากตัญญูนั้น เราควรกตัญญูต่อผู้ที่เราควรกตัญญู ท่านพ่อเป็ผู้ให้กำเนิดเราก็จริง แต่เราต้องเอาชีวิตของเราไปแลกกับคำว่ากตัญญูนั้นมาด้วยหรือเ้าคะ ข้าไม่เอาชีวิตอันมีค่าของข้าไปแลกกับคำพูดไร้สาระนั่นหรอก”
“หลีเอ๋อ! เหตุใดเ้าถึงพูดจาอกตัญญูเช่นนี้”
ถังหลียิ้มเย็น “เหอะ...ข้าอกตัญญูหรือเ้าคะ หากท่านคิดอย่างนั้นข้าก็ไม่เถียง หากอกตัญญูแล้วข้ามีชีวิตรอดข้าก็ยอม เช่นนั้นก็ขอเชิญท่านกลับไปเป็ลูกชายที่แสนกตัญญูต่อไปเถิดเ้าค่ะ”
ถังหลีเก็บหม้อดินเผาและถ้วยไม้ไผ่ใส่ตะกร้า จากนั้นก็สะพายตะกร้าเดินลงเขาไป นางไม่ได้โกรธพี่ชายจริงๆ หรอก ในยุคนี้ผู้คนต่างก็ยึดหลักกตัญญู แต่ก็ไม่ใช่ว่านางจะไม่รู้จักคำนั้น กับคุณพ่อคุณแม่เมื่อครั้งที่นางยังเป็นางสาวรินรดา นางก็ปฏิบัติกับพวกท่านอย่างกตัญญูเช่นกัน แต่คุณพ่อคุณแม่ของนางไม่เหมือนกับถังต้าหลางและจวงหุยเหนียงในชาติภพนี้
คนเห็นแก่ตัวที่คอยเอารัดเอาเปรียบและแม้แต่ฆ่าคนได้อย่างถังต้าหลางกับจวงหุยเหนียง ควรค่าที่นางกับพี่ชายต้องมากตัญญูด้วยหรือ แต่ก็เอาเถอะ...การจะเปลี่ยนความคิดของพี่ชายคงทำไม่ได้ภายในวันสองวัน เอาไว้พี่ชายเจอเหตุการณ์หนักๆ เข้าเมื่อไหร่ ถึงตอนนั้นเขาก็จะคิดได้เอง