๑
จุดเริ่มต้น
ณ บ้านตระกูลจีมีศักดิ์ฐานะและอำนาจมากมายในราชอาณาจักรมู่หรง เสนาบดีจีเก้อเหรินให้กำเนิดบุตรทั้งสาม พวกเขาล้วนแล้วแต่เป็หน้าเป็ตาให้แก่สังคมได้อย่างน่าภาคภูมิเว้นแต่บุตรีคนเล็กที่หาได้เป็เช่นนั้น
ทั่วใต้หล้าปรากฏคนแปลกประหลาดมากมายนัก ดั่งเช่นผู้เฒ่าแขนด้วนที่มีงานอดิเรกเล่านิทานแฝงความหมายชวนคิดลึกให้แก่เด็กๆ ฟัง ชายผู้ชื่นชอบแต่งหญิงทาหน้าขาวปากแดงมักเกี้ยวพาชาย บุรุษจอมขี้งกผู้คลั่งไคล้เงินมักใจร้ายต่อราคาไม่เลิกรา
ถึงกระนั้นจากการเอ่ยถึงสามผู้ประหลาด ยังหาได้มีคำว่า ‘ดรุณี’ แม้แต่สักคำเดียว
แต่ แต่ทว่าจำบรรทัดแรกที่กล่าวถึง ‘บุตรีคนเล็ก’ ได้ไหม?
นั่นแหละที่ข้าอยากจะบอก
วันหนึ่งนภาอันมีเมฆากระจายทั่วผืนฟ้าเหนือคันโทงท้ายสลักชื่อเรือนจื่อเหยา อากาศยามเช้าบริสุทธิ์ผุดผ่อง กระนั้นคุณหนูนางหนึ่งยังไว้สำแดงฤทธิ์เดชร้ายกาจ เรียกใช้บ่าวไพร่อย่างไม่มีวันพอใจ
นิสัยของนางค่อนข้างเอาแต่ใจ มักสั่งข้ารับใช้คอยนำของกินมาให้เสี่ยวลู่แมวขนฟูตัวสีขาวด้วยความดื้อรั้นเสมอ
บัดนี้สาวน้อยวัยหกขวบนั่งพิงเก้าอี้ ลูบขนเสี่ยวลู่โดยไม่สนบ่าวไพร่ที่วิ่งวุ่นรีบสรรหาของกินของเล่นเพื่อมาประเคนให้แก่ความเอาแต่ใจของคุณหนูเล็กแห่งจวนเสนาบดีจี แม้กาลเวลาเปลี่ยนผ่าน เกรงว่านิสัยใจคอเช่นนี้คงแก้ไม่ได้ง่ายๆ
ล่วงเลยเก้าปีใกล้ถึงวัยปักปิ่น ความงามของจีเก้อซูโดดเด่นครั้นั้แ่เยาว์วัยจวบจนปัจจุบันอายุสิบสี่เหลือบจะขึ้นสิบห้าหนาว ดวงหน้ารูปไข่เผยเสน่ห์ชวนพิสมัย
ใบหน้างามละมุนละไมฉายความเย้ายวน มากกว่างามบริสุทธิ์เสมือนบุตรีขุนนางเมืองหลวงทั่วไป หากยิ่งยืนปะปนไปกับฝูงชนยิ่งโดดเด่นสง่าราวกับหงสา แม้นางจะมีนิสัยร้ายกาจแต่ ‘นาง’ กลับโค่นล้มฮองเฮาจากบัลลังก์โฉมสะคราญอันดับหนึ่งโดยไร้ซึ่งความพยายามเสียด้วยซ้ำ
ข้อเสียเพียงหนึ่งเดียวของจีเก้อซูคือนิสัยอันร้ายกาจดุจกุหลาบเปื้อนโคลนตมสุดแสนเหม็นโฉ่ และนั่นเป็ตัวบั่นทอนรูปโฉมชวนฝันของนาง ขนาดองค์รัชทายาทผู้เป็พระคู่หมั้นยังนึกรังเกียจถนัด ชายหนุ่มมากหน้าหลายตาติดจะชื่นชอบนางในฐานะโฉมสะคราญอันดับหนึ่งแล้วไซร้
ก็ไม่แคล้วตื่นตะลึงนิสัยใจคอที่ไม่น่าเสน่หาของนาง
ตลอดทั้งในและนอกอาณาจักรใครก็ตามที่ได้ยลโฉมหน้าจีเก้อซูสาวน้อยชาติตระกูลดี เพียบพร้อมไปด้วยทรัพย์สมบัติมหาศาล ต่างต้องพากันหลงใหลกันทั้งนั้น
ถึงกระนั้นว่ากันว่า จีเก้อซูโฉมสะคราญอันดับหนึ่ง ยังต้องพ่ายแพ้ให้แก่ตู้มี่เจียวหญิงสาวผู้มีใบหน้าน่าเอ็นดู นางอาจงามไม่ถึงครึ่งของคุณหนูเล็กตระกูลจี แต่เทียบกันแล้วกลับครองใจประชาชีทุกหมู่เหล่าได้มากกว่าจีเก้อซู ด้วยอุปนิสัยความอ่อนโยนทั้งมีความอ่อนน้อมถ่อมตน ทำให้ผู้คนยกย่องนางให้เป็เทพธิดาจำแลง
ท่ามกลางเสียงสรรเสริญเยินยอ ยินดีต่อการถือกำเนิดขึ้นของเทพธิดาจำแลงอันเป็ที่รักแห่งสำนักเทพ
คุณหนูเล็กแห่งจวนตระกูลจีสิบปีที่ผ่านมานางริษยาตู้มี่เจียวยิ่ง เพราะองค์รัชทายาทสนอกสนใจในตัวนางมากกว่า ตลอดชั่วระยะเวลาหลายปีจึงแสนเจ็บแค้น!
การได้ยินชื่อเสียงคำร่ำลือด้วยความนับถือของข้าบ่าวรับใช้ที่มักขานถึงตู้มี่เจียวประดุจดั่งเทพเ้าก็ไม่ปาน มันทำให้เพลิงอาฆาตในใจจุดติดขึ้นมาอย่างฉุดไม่อยู่
หากไม่เป็เพราะหญิงแพศยานั่น ความสนใจของทุกคนรวมถึงองค์รัชทายาทคงมาอยู่ที่นาง
ยามนึกถึงใบหน้าของศัตรูหัวใจที่แย่งชิงคู่หมั้นของตนไป ฉับพลันก็บังเกิดอารมณ์เกลียดชัง ยิ่งกำจอกชาแน่นจนมือขาวผ่องขึ้นสีเืแดงระเรื่อ
“หึ! กล้าดียังไงแย่งคู่หมั้นข้าไปยังไม่พอยังแย่งชื่อเสียงของข้าไปอีก!!” จีเก้อซูเขวี้ยงจอกชาทิ้งราวกับสิ่งของไร้ค่า สาวใช้อย่างว่านชิงแม้จะร้องขอให้คุณหนูของนางใจเย็นลง แต่ทว่ามีหรือที่จีเก้อซูคุณหนูตัวร้ายผู้เอาแต่ใจจะยอมละวาง
“ใจเย็นบิดาเ้าสิ! เ้าทำอะไรนอกจากขอร้องให้หยุดได้หรือไม่!? ”
ว่านชิงสาวใช้ตัวน้อยคนสนิทลำบากใจยิ่ง ก้มหน้างุดไม่กล้าจะเงยหน้าขึ้นมาสบั์ตาสีดำลึกของจีเก้อซู คุณหนูยามอารมณ์เสียน่ากลัวเสียยิ่งกว่าปีศาจเสียอีก กระทั่งเสนาบดีจีบิดาแท้ๆ ยังเอาไม่อยู่ มีหรือที่สาวใช้ธรรมดาเช่นนางจะรับแรงกดดันนี้ไหว
“พอ! ข้าจะกลับเข้าห้องใครก็ห้ามมายุ่งมิเช่นนั้น...อย่าหาว่าข้าไม่เตือน!!” สิ้นประโยคคำ ร่างโฉมสะคราญสวมอาภรณ์งามสง่าสีแดงสะบัดพริ้วกระโปรงเข้าไปด้านใน ปิดบานประตูล็อคกลอนไว้สนิทมิดชิด
ไม่มีใครทราบว่านางกำลังกระทำการใดภายในห้องหับ และเหล่าข้ารับใช้ยิ่งหาได้สอดรู้สอดเห็นและ้าหลีกเลี่ยงคุณหนูตัวร้ายเสียด้วยซ้ำ พวกบ่าวกระวีกระวาดอย่างกระตือรือร้น เพื่อให้ตนได้พ้นจากเรือนจื่อเหยา อนึ่งอีกเหตุผลก็คือ้าหลีกหนีจากการถูกเรียกใช้งาน
ใครเล่าในจวนเสนาบดีจี อยากใกล้ชิดสนิทสนมจีเก้อซู คุณหนูตัวร้ายนอกเหนือจากว่านชิง
ห้องแสนโอ่อ่าราวพระราชวังในนั้นร่างบางเอวคอดดุจใบหลิวสะกดกลั้นความตื่นเต้นระคนมือไม้สั่นไม่ไหวอีกแล้ว ตลอดระยะเวลาสิบกว่าปี การันตีคุณภาพว่าด้วยละครคุณหนูตัวร้ายจอมเอาแต่ใจ ยอดความเกลียดชังมากกว่าพันคน!
นับว่าประสบความสำเร็จอย่างยิ่งมากกว่าสิ่งอื่นใด “นี่ฉันทำลงไปจริงๆ ใช่ไหมเนี่ย” คราวนี้นางเปลี่ยนท่ามานั่งยองๆ “ไม่นึกไม่ฝันว่าตัวเองจะตีบทแตกได้ถึงขนาดนี้”
ใช่แล้วคุณผู้อ่านฟังไม่ผิดหรอกค่ะ เหตุการณ์เมื่อตะกี้นี้เป็ ‘การแสดง’
เป็ไง? เก่งใช่ม๊า ก็ข้าเคยมีอาชีพเป็นักแสดงมาก่อน ความสามารถรวมทั้งพร์นี้ติดตัวมาข้ามภพข้ามชาติ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามันมีประโยชน์มาก
แต่ข้อเสียของมันก็คือการเป็ที่ชิงชังของเหล่าบรรดาข้ารับใช้ พูดแล้วมันก็เศร้าใจ(กระซิกๆ) บทนางร้ายนี่ช่วยไม่ได้
และถ้าหากข้าไม่ทำเช่นนี้ จุดจบเหมือนกับในนิยายเกิดใหม่จะบังเกิดขึ้น! วันนั้นจะต้องเป็วันที่ครอบครัวของร่างนี้ถูกปะาเก้าชั่วโคตร
ตอนยังเป็นิสิตนักศึกษาตนเคยติดนิยายราวกับสิ่งเสพติด นิยายประเภทเกิดใหม่แนวทะลุมิติ ส่วนใหญ่ตัวเอกมักจะไปเกิดเป็นางร้าย แถมส่วนใหญ่ตัวเอกที่เป็นางร้ายจะมีคู่หมั้นเป็ถึงเชื้อพระวงศ์ คอนเฟิร์มได้เลยว่าชีวิตของจีเก้อซูต้องเป็นิยายแนวนี้
แม้โลกนี้จะมีพล็อตคล้ายกับนิยายที่เคยอ่าน แต่สิ่งที่มันไม่น่าจะเกิดขึ้นดันเกิดซะได้ เื่นี้เป็ความผิดพลาดอันโค-ตา-ระของผู้เขียนเลยก็ว่าได้ เนื่องจากเื่นี้ ไม่ มี นาง เอก!!
ปัญหาที่ว่านี้จะทำให้เนื้อเื่แปรเปลี่ยนไปอย่างมหาศาล เพราะฉะนั้นข้าจึงควรอุดช่องโหว่โดยการสร้างตัวละครนี้ขึ้นมา
นั่นคือ...เทพธิดาจำแลงผู้ซึ่งบริสุทธิ์ทั้งกายและใจ ‘ตู้มี่เจียว’
ตัวละครตู้มี่เจียวคอสตูมได้แรงบันดาลใจมาจากเอิ่ม...ผีซาดาโกะจากหนังสยองขวัญของญี่ปุ่น ส่วนบุคลิกภาพของนางเอกเอามาจากบทนางเอกเปี่ยมคุณธรรมแมรี่ซู ในส่วนของใบหน้าภาพลักษณ์ภายนอกจะไม่สวยมากแต่ให้มีจริตของความเป็ผู้หญิงเสริมทับด้วยผ้าบางปิดใบหน้าให้ดูน่าค้นหา
พ่อองค์ชายมีรสนิยมชอบบุปผาสีขาวบริสุทธิ์ปราศจากคราบเปรอะคาวโลกีย์ ต่างจากกุหลาบแสนงามทว่าคลุกเคล้าโคลนตมเช่นจีเก้อซู แต่ว่าหารู้ไม่ตัวตนที่เขาหลงใหลคลั่งไคล้หนักหนากลับเป็เพียงหน้ากากในตลาดมืด
หน้ากากหนังมนุษย์ในตระกูลจีถือว่าหาได้ไม่ยากนัก ภายในตระกูลจีมีเส้นสายครอบคลุมทั้งใต้หล้าแห่งนี้ ตลาดการค้าล้วนแล้วแต่ต้องถูกกำกับโดยสัญลักษณ์นกฮูกคราม เื้ัอันยิ่งใหญ่ของตระกูลจีทำให้หลายตระกูลไม่เว้นแม้แต่เชื้อพระวงศ์้าที่จะผูกสัมพันธไมตรี
จีเก้อซูขึ้นชื่อลือชาด้านรูปโฉมงดงามแต่มีใจคอย่ำแย่ ความสามารถเองรึก็ต่ำต้อย หาได้น่าชื่นชมดั่งเช่นพี่น้องคนอื่นนางจึงถูกมองข้ามไปโดยสิ้นเชิง
ตลอดสิบปีเพื่อลัทธิซีเฟิ่งแล้วนางต้องขึ้นเป็ประมุขคนถัดไป ในตอนนี้เกิดเหตุการณ์วุ่นวายนับแต่ฟงซู่ไว่กงประกาศจะเกษียณ ทั้งพี่ชายพี่สาวล้วนตบแต่งแล้วทั้งสิ้น
ด้วยกฎเหล็กของลัทธิซีเฟิ่งคือข้อห้ามตบแต่งก่อนเข้ารับตำแหน่งประมุข จีเก้อซูจึงเป็คนเดียวที่ยังไม่เข้าร่วมพิธีกราบไหว้ฟ้าดิน จนฟงซู่ไว่กงเล็งตำแหน่งนี้ไว้เพื่อนางอย่างจำใจ
เมื่อทายาทตระกูลจีทั้งหลาย ไร้ความสนใจต่อตำแหน่งประมุข จึงต้องเป็นางที่รับผิดชอบหน้าที่นี้ไปโดยปริยาย
พี่สาวของนาง ‘จีเจี๋ยซิน’ ตบแต่งกับฮ่องเต้อาณาจักรหนานจง กลายเป็ฮองเฮาเหนือบรรดาสนมในรั้ววัง
ส่วนพี่ใหญ่ได้รับตำแหน่งหนึ่งในแม่ทัพใหญ่พิชิตดินแดน พี่รองก็กลายเป็ยอดกุนซือควบตำแหน่งราชครู คนเหล่านี้ต่างได้ตำแหน่งใหญ่โตกันทั้งสิ้น
เหลือก็แต่น้องเล็กของบ้านที่มีข่าวลือเล่าอ้างฉาวโฉ่ประหนึ่งผ้าขี้ริ้วที่ชาวเมืองต่างให้ค่าตกต่ำ
จีเก้อซูหยิบกระดาษแผ่นหนึ่ง เพื่อตระหวัดตัวหนังสือลงไปด้วยตัวบรรจงความว่า
‘ถึงท่านตาที่เคารพแผนการของหลานกำลังดำเนินการไปทีละขั้นตอน ยามนี้หลานสบายดี แล้วท่านตาเล่าสบายดีหรือไม่ ข้าจะอยู่อีกเพียงห้าปี ท่านช่วยอดทนรออีกนิด จากนั้นท่านตาช่วยจัดแจงเื่การตายของข้าได้หรือไม่ แม้ข้าอยากเติบโตเป็สาวงาม แต่จะให้ใครรู้ได้อย่างไรว่าหลานคือจีเก้อซูบุตรสาวคนเล็กของเสนาบดีจี คนภายในและภายนอกราชสำนักไม่เคยมีใครล่วงรู้ถึงอำนาจเื้ัของตระกูลจีเช่นลัทธิซีเฟิ่ง ด้วยเหตุนี้การตายของหลานในอีกห้าปีข้างหน้าข้าขอฝากด้วยนะเ้าคะ...จีเก้อซู’
“เสร็จ” จีเก้อซูยังไม่ลืมประทับตรา พลางปัดคราหนึ่งทันใดนั้นสัญลักษณ์ก็จางหาย
“หานจื่ออยู่หรือไม่!? ” เอ่ยจบประโยคแล้ว ร่างสูงของชายหนุ่มผู้หนึ่งอายุอานามยี่สิบต้นๆ พกกระบี่ยอบกายคำนับผู้เป็นายทีหนึ่ง
“คุณหนูมีสิ่งใดให้ข้าน้อยรับใช้” เสียงทุ้มของหนุ่มหน้าหวานถามผู้เป็นายด้วยแววตาราบเรียบ
เขามีนามว่าหยวนหานจื่อ อดีตเด็กชายนักพเนจรปัจจุบันกลายเป็ข้ารับใช้ที่ขึ้นตรงกับตระกูลจี ชายหนุ่มอาศัยอยู่มาเจ็ดปีประพฤติปฏิบัติตนและวางตัวดี เป็ที่รักใคร่ของบรรดาสาวงาม ทั้งยังเป็คนที่ตนไว้วางใจ
“เอานี่ไปให้ฟงซู่ไว่กง” หยวนหานจื่อยอบรับซองจดหมาย จากนั้นก้าวฝีเท้าออกจากเรือนของคุณหนูเล็ก เขานำส่งสาส์นอย่างที่เคยทำทุกครั้งมุ่งหน้ายังตำหนักหงส์หยกอย่างรวดเร็ว
หาได้มีผู้ใดเคยทราบนามหรือตัวตนที่แท้จริงของประมุขแห่งลัทธิซีเฟิ่ง
เนื่องด้วยบุตรหลานมักติดต่อกันด้วยแซ่ฟงซึ่งเป็สกุลไร้ลักษณ์แห่งตำหนักหงส์หยก
มีเพียงผู้ใกล้ชิดและเครือญาติเท่านั้นที่ทราบถึงตัวตนของประมุข
ที่ผ่านมาลัทธิซีเฟิ่งเรืองอำนาจเหนืออิทธิพลอาณาจักรทั่วใต้หล้าอย่างน่ากลัว แต่ก็แปลกที่บางคนกลับคล้ายไส้เดือนตาบอด ไม่ใคร่รู้สึกถึงสัญลักษณ์นกฮูกครามซึ่งแผ่ไพศาลขจรขจายไปทั้งใต้หล้า จะมีเพียงฮ่องเต้และขุนนางข้าราชสำนักที่รับรู้เื่นี้ แต่กระนั้นกลับทำการอื่นใดไม่ได้นอกจากวางเฉย
ปัญหายุ่งยากหาได้กระจุกนอกลัทธิ กลับกันภายในลัทธิซีเฟิ่งยามนี้แบ่งพรรคแบ่งพวกตั้งเป็สองกลุ่มระหว่างสำนักฉินและอารามเต๋า ทั้งสองฝ่ายไม่ลงรอยกันมาเนิ่นนาน การประกาศเกษียณของประมุขหรือจ้าวลัทธิทำให้เกิดการปะทะกันรุนแรง ห้ำหั่นกันด้วยสารพัดวิธี นี่ถือเป็ช่องโหว่อันใหญ่หลวงนำมาซึ่งการแทรกแซงจากภายนอก
การคงอยู่ของลัทธิซีเฟิ่งในใต้หล้าหาผู้ใดมาควบคุมสถานการณ์ตามปกติได้ยาก และเื่นี้ว่ากันว่าย่อมเป็หน้าที่ของสามเซียนผู้เฒ่าผู้กุมอำนาจเบื้องลึก
ขณะที่รอประกาศเกษียณอย่างเป็ทางการ จีเก้อซูนางจำต้องเล่นบทตัวร้ายสลับกับนางเอกผู้แสนดี มันยุ่งยากชะมัดเลย! แต่มีเวลาอีกมากก่อนการเตรียมการ นางต้องทำอะไรหลายอย่างให้ลุล่วง พอมาฉุกคิดก็อยากหยุดพักและใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยเหมือนแต่ก่อนจัง
แต่จะทำยังไงได้เพื่อการคงอยู่ของลัทธิ ความอยู่รอดปลอดภัยของตระกูลจี หากสามารถหาคนมาแทนที่ตนได้คงจะไม่เปลืองแรงขนาดนี้ ว่าแล้วนางก็ถอนหายใจยาวเหยียด
อีกหนึ่งเดือนจะถึงวันเฉลิมฉลองวันงานราชสมภพแห่งองค์รัชทายาท จีเก้อซูขึ้นชื่อเื่นิสัยเลวร้าย เป็ไปไม่ได้ที่นางจะแปรเปลี่ยนเป็คนดีภายในชั่วข้ามคืนคราวนี้จึงสบโอกาสโชว์ทักษะการแสดง เพื่อให้ได้ความชังเท่าทวีคูณจากพ่อพระเอก
ไปเถอะทำให้พ่อพระเอกเกลียดกันดีกว่า!
ตัวช่วยปรปักษ์นางร้ายก็ต้องมีความคิดวาดหมายว่า ยามตนออกงานเคียงคู่องค์รัชทายาท ด้วยจริตของนางร้ายอันร้ายกาจย่อมต้องทำทีมองคนรักด้วยความขัดเขิน ฉะนั้นท่าทางของจีเก้อซูคือส่งแมกชะม้อยช้อยชายตาให้ดูเกินความพอดีนิดนึง
และแล้วนางเอกตัวจริงปรากฏพร้อมกันกับคู่แข่งทางความรักของนางร้าย ทั้งสามฝ่ายต่างฟาดฟันกันเพื่อแย่งชิงพระเอก พล็อตนิยายแย่งผู้ชายน้ำเน่าสิ้นดีแต่ก็เอาเถอะเพื่อตำแหน่งอันสูงส่งแล้วสีต้องทนได้
จะว่าไปนางต้องจ้างใครดีจึงจะเหมาะสมกับบทคู่แข่งนางร้าย?
ทว่าความคิดจำต้องยุติลงเปลือกตาเริ่มจะหนักอึ้ง “หาว” เอาเป็ว่าตอนนี้พักผ่อนก่อนดีกว่า เล่นบทนางร้ายเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว
แสงอรุณยามเช้า…
ตำหนักหงส์หยกยามนั้นฟงซู่ไว่กงพนักพิงบนเก้าอี้หยกอย่างสงบเสงี่ยม ไร้ความสนใจต่อเื่ราววุ่นวายราวกับปล่อยวางแล้ว ความเป็อยู่เรียบง่ายไร้กังวล
จิ้งจอกชราผู้ช่ำชองหมากล้อม จิตใจพร่ำบ่นถึงพวกโง่งมที่จ้องจะตะครุบตำแหน่งอันสูงส่งของเขาราวสุนัขบ้าล่าเนื้อ ลำบากคนแก่เช่นเขาต้องคอยหลีกหน้าไม่สนทนาพาทีด้วย ส่ายหน้าพลางถอนหายใจว่าแทนที่จะได้เกษียณอย่างสงบสุข
ยังไม่ทันได้หยุดพักหายใจหยวนหานจื่อก็ได้ปรากฏตัวขออนุญาตเพื่อเข้าพบชายชราฟงซู่ องครักษ์มิกล้าขัดขวางพลอยจะหลีกทางให้แก่ชายหนุ่ม พวกเขาซาบซึ้งดีแก่ใจต่อความสัมพันธ์ชายหนุ่มต่อชายชรา
เขาพบเห็นชายชราสวมชุดสีเปลือกไม้นั่งยองๆ ให้อาหารปลาในบ่อ จึงตรงดิ่งเข้าไปคารวะ
“คารวะนายท่านผู้เฒ่าฟงซู่” เมื่อครั้นชายชราพบกับหยวนหานจื่อก็รู้สึกถูกชะตาั้แ่ครั้งแรก ฟงซู่เองนับว่าเอ็นดูรักใคร่หนุ่มมากความสามารถเช่นหยวนหานจื่อ
“ไม่ต้องมากพิธี” ฟงซู่แววตาประกายเปี่ยมเมตตา ชายชราผายมือเป็สัญญาณเชิญให้นั่งลง
“นางเป็เช่นไรบ้าง” เจอคำถามของชายชรา หยวนหานจื่อทำสีหน้าคล้ายจะลำบากใจขึ้นโดยพลัน เนื่องจากว่านิสัยของคุณหนูเล็กยังคงไม่แปรเปลี่ยนไปในทางที่ดี ฟงซู่ลูบเคราสีดอกเลาพงกศีรษะเบาบางเป็เชิงเข้าใจ
“ยัยหนูคนนี้ไม่เข็ดหลาบ” เอ่ยพลางส่ายหัวพร้อมเอือมระอา
“นางรังแกเ้า? ”
“เปล่าขอรับข้าน้อย…” หยวนหานจื่อยิ้มอ่อนโยนไม่เอ่ยสิ่งใด เขานึกถึง่เวลาของเขาและคุณหนู แม้ไม่ได้สนิทชิดเชื้อกับจีเก้อซูหารู้ไม่ว่าเขาจับตามองหญิงสาวมาตลอดเจ็ดปี ย่อมเกิดความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะอธิบาย
ฟงซู่สังเกตอากัปกิริยาสีหน้าแววตาของชายหนุ่ม จึงพานให้ตีความไปไกล มือหยาบกร้านทุบโต๊ะจนกระเพื่อมไหว “ยัยเด็กนี่รังแกเ้าจริงๆ คงไม่เห็นหัวตาเฒ่าผู้นี้แล้วกระมัง”
หยวนหานจื่อคิดจะแก้ไขความเข้าใจผิด ทว่ากลับเนี้ยมอายเกินกว่าจะกล่าววาจาออกไป เพราะเขาชื่นชมผู้าุโเบื้องหน้าดั่งเทพเซียน
เขาต้องทำภารกิจให้สำเร็จมิเช่นนั้นเกรงว่านางจะไม่พอใจ จึงยื่นจดหมายให้แก่ชายชราโดยพลัน
ฟงซู่เชิดหน้ายโสโอหังต่อว่าหลานสาว “เหอะยัยหลานคนนี้จะขออะไรอีกแล้วเป็แน่ ข้าไม่รับ!” ชายชราสะบัดมือทำท่าคล้ายว่าจะไม่รับ
“คุณหนูอุตส่าห์ลงมือเขียนด้วยตัวเอง ลายมือที่นางเขียนอาจไม่ได้ดีเด่นแต่ท่านได้โปรดเถอะขอรับ”
เห็นแก่หยวนหานจื่อฟงซู่จึงรับจดหมายของหลานสาวอย่างไม่พอใจ “งั้นเ้าก็รีบออกไปซะ!”
“นายท่านผู้เฒ่ารักษาสุขภาพด้วย” ชายหนุ่มผสานมือโค้งคำนับอย่างอ่อนน้อม
ลับหลังร่างบุรุษหน้าหวานล้ำคล้ายอิสตรีที่คล้อยอันตรธานจากไป ฟงซู่เปิดซองจดหมาย ค่อยอ่านไปทีละบรรทัดก่อนหยิบใช้กำลังภายในจุดไฟตรงที่ปลายนิ้วเผาซองอย่างระมัดระวัง
ทันใดนั้นใจความใต้แผ่นกระดาษปรากฏสู่สายตาเป็รูปบุปผาสี่กลีบ
“ทำอะไรเอาแต่ใจนักนังเด็กคนนี้!!” ชายชราแม้แสดงท่าทีไม่พอใจแต่ในใจกลับยินดียิ่ง
“ดูท่าข้าคงจะเกษียณอายุให้เร็วที่สุด ปีนี้นางอายุเท่าไหร่ตู้คง? ”
ชายใต้ม่านหมอกตอบในรวดเดียวอย่างล่วงรู้มานาน “เรียนท่านประมุขนางถึงคราวปักปิ่นแล้ว”
“ความหมายของบุปผาสี่กลีบนี่...หึๆๆๆ...เป็อันตกลงเ้ารีบนำคำของนางไปให้สามเซียนผู้เฒ่าเสีย”
“ขอรับข้าจะรีบดำเนินการ”
ตู้คงเป็ถึงมือขวาของประมุขรูปลักษณ์กำยำล่ำสันเสมือนพลทหารผ่านศึกมากกว่าจะเป็ยอดกุนซือแห่งลัทธิซีเฟิ่งเสียอีก ชายวัยกลางคนควบม้ามุ่งหน้าไปยังเขตลับในทันทีที่รับคำสั่ง ชายชราจดจ้องร่างกำยำนั่นด้วยประกายครุ่นคิดว่าหลานสาวและชายผู้เป็ถึงยอดกุนซือจะจับมือทำสิ่งใดกัน
“ข้าย่อมปล่อยวางให้แก่คนรุ่นใหม่” ฟงซู่มองตู้คงจากดาดฟ้าพลางไพล่มือไว้ด้านหลัง ก่อนจะหันหลังมาสนใจปลาหลากสีสันแหวกว่ายชลธีในบึงบ่อ
แต่ความสงบ่บ่ายอันแสนสุนทรีย์ยังคงขุ่นใจอยู่เนืองๆ สายตาเผยความขุ่นข้องหมองใจหางตาตระหวัดยังชายหน้าตอบที่ยามนี้ใบหน้ามีเหงื่อไหลเล็ด คิดด้วยความฉงนปนกลัวเกรงว่า ข้าทำสิ่งใดผิด?!
ฟงซู่ยิ้มเหี้ยมเกรียม “ข้าเคยเน้นย้ำแก่ทั้งสำนักฉินและอารามเต๋าว่าเช่นไร…หืม? ”
“ทะ ท่านจ้าวลัทธิเคย” ชายหน้าตอบสะอึกในลำคอกลั้นใจเอ่ยปาก “เคยเน้นย้ำเื่การห้ามรบกวนเวลาว่างของท่านจ้าวลัทธิ”
“เช่นนั้นก็ไสหัวไป!!”
“แต่ท่านประมุขนายท่านข่ง้าหารือเื่การเดินหมาก…”
“ข้าไม่ว่าง” ฟงซู่สะบัดแขนเสื้อด้วยอารมณ์อันหงุดหงิด
“แต่ท่าน…”
“แต่อันใดข้าบอกไม่พบคือไม่พบถ้ามัน้าพบให้มันจ่ายข้ามาสิบอีแปะ”
“ขะ ขอรับ” ชายหน้าตอบรับก่อนหายไปจากสายตาชายชราอาภรณ์สีเปลือกไม้ เขาเกรงกลัวข่งเล่อทว่าท่านประมุขนั้นต่างออกไป เขาย่อมต้องสังหารคนขัดคำสั่งได้โดยตาไม่กะพริบแน่
ชายชราฟงซู่ส่ายศีรษะผ่อนลมหายใจยาวเหยียดให้แก่ความน่ารำคาญของสำนักฉิน เทียบกันแล้วอารามเต๋าสงบเสงี่ยมเจียมตัวกว่าแม้แสนกลซ่อนกรงเล็บเอาไว้อย่างมิดชิด
เดิมทีชายชราตั้งใจจะมอบตำแหน่งและอำนาจทั้งหมดให้หลานชายคนโต เป็ที่น่าเสียดายเพราะจีหลงดันแต่งฮูหยินเสียก่อน ในบรรดาพี่น้องเหลือก็แต่จีเก้อซู
เื่ราวความสำคัญของนางมีหรือที่พวกสองหน่อจะไม่อินังขังขอบ ทุกวันนี้พวกมันเลยหมกมุ่นอยู่กับความโลภทะยานอยากที่จะกลายเป็ประมุขจนตัวสั่น
แม้หลานสาวคนเล็กหรือจีเก้อซูจะมีความคิดแสนประหลาดไปบ้าง อย่างน้อยวรยุทธของนางย่อมเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ
ลัทธิซีเฟิ่งสถานการณ์ไม่สู้ดีนักการที่นางจะเคลื่อนไหวคงจะง่ายกว่านี้หากมีอำนาจหนุนหลัง
การแย่งชิงอำนาจเปรียบเสมือนกับชิงบัลลังก์โลหิต ประมุขแห่งซีเฟิ่งคือของหวานแสนเย้ายวนของทั้งใต้หล้า ลำพังสำนักฉินและอารามเต๋าอันยิ่งใหญ่ พวกมันจะขวนขวายเล่ห์กลใดและวิธีใดเพื่อใช้มาห้ำหั่นกัน!? ฟงซู่ชรายกยิ้มเ้าเล่ห์ลูบหนวดมีนัยยะคลุมเครือ
สำนักฉิน...ข่งเล่อนั่งพนักพิงแท่นบัลลังก์ จิตใจกระฟัดกระเฟียดดื่มสุราอึกใหญ่ ไม่สนใจสาวใช้ที่หวาดกลัว ชายชราเขวี้ยงจอกสุรา “ออกไป” ข้ารับใช้ทั้งหมดจึงเร่งรัดทยอยตัวจากไปด้วยฝีเท้าอันไวว่องในทันทีที่เขาเอ่ยปาก
ไม่นานนักชายหนุ่มผู้หนึ่งก็ปรากฏตัว เขามีหน้าที่เป็องครักษ์และผู้ส่งสาส์น และเมื่อก้าวสู่ห้องโถงพลันโค้งคำนับข่งเล่อด้วยความนอบน้อม
ใบหน้าหวานราวอิสตรีฉายแววสุภาพอ่อนโยน เขาจะเป็ใครไปไม่ได้นอกจากหยวนหานจื่อ
ข่งเล่อเอ่ยเสียงเรียบ “ว่ามา”
“เรียนท่านผู้เฒ่าข่งชายแดนด้านใต้เกิดเื่ขอรับ”
ชายชราเลิกคิ้วขึ้นสูงอารมณ์ที่กำลังไม่อยู่กับร่องกับรอยแวบหายฉับพลัน “หืม? ”
“ท่านผู้เฒ่าเปรียบเสมือนมือขวาของท่านประมุข ย่อมต้องสามารถออกคำสั่งแทนท่านประมุขได้”
เ้าหนุ่มนี่หมายถึงฟงซู่ไว้วางใจสำนักฉิน?! ชายหนุ่มรอคำสั่งทว่าข่งเล่อกลับว่า “ไม่ต้อง”
“นายท่านโปรดไตร่ตรองด้วย”
ข่งเล่อปราดสายตาประกายั์ตามีอย่างอื่นแอบแฝง “เดิมทีข้าคิดว่าเ้าเป็เพียงผู้ส่งสาส์นธรรมดา แต่ดูท่าเ้าเองก็มีแผนการอะไรอยู่”
ชายหนุ่มยิ้มเย็นอย่างเป็ปริศนา “เกรงว่านายท่านคงเข้าใจผิดแล้ว หากไม่มีอันใดแล้วข้าคงต้องขอตัว”
แต่ก่อนที่เขาจะจากไป
คำต่อมาของชายชราทำเอาฝีเท้าหยวนหานจื่อหยุดชะงัก ชายชราเอ่ยมือเหี่ยวย่นตบบัลลังก์เบาๆ
“เอาอย่างนี้เป็อย่างไรมาร่วมมือกันแล้วข้าจะให้ในสิ่งที่เ้า้า”
“...”
“ว่าอย่างไร? ”
ชายหนุ่มจุดประกายปากขยิบเป็มุมโค้งขึ้น ในหัวคิดของข่งเล่อเ้าหนุ่มนี่ไม่เลวนัก ทั้ง..ยังเป็ถึงคนสนิทของฟงซู่ความสามารถย่อมไม่ธรรมดา ข้อเสนอนี้เย้ายวนใจยิ่งกว่าสาวงามหากมันปฏิเสธคงโง่งมไร้ปัญญาแล้ว
ข่งเล่อทราบมาว่าหยวนหานจื่อนั้นเป็คนพเนจรมาก่อน เื่ภูมิหลังไร้คนสนับสนุน กว่าเขาจะไต่เต้ามาอยู่จุดนี้ได้ เด็กคนอื่นย่อมกลายเป็เพียงรากไม้แห้งเหี่ยว จะเป็ชายสุภาพอ่อนโยนดั่งเช่นแสดงออกได้อย่างไรชายชราหัวเราะหึ
การได้หนึ่งในสองขั้วอำนาจมาอยู่ในกำมือ ถือว่าก้าวเข้าสู่สังเวียนการประลองอันโเี้ของผู้แข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้า
หยวนหานจื่อฉีกยิ้มใบหน้ายังคงสุภาพอ่อนโยนจนชายชราเดาอารมณ์ความรู้สึกที่แท้จริงของชายหนุ่มไม่ออก
“...”
เขาก้าวมาหนึ่งก้าวเอ่ยไม่ช้าไม่เร็วว่า “นายท่านข้อเสนอของท่านไม่เลว แต่ดูเหมือนท่านจะเข้าใจผิดบางอย่างเกี่ยวกับตัวข้า แท้ที่จริงแล้วข้าแซ่หยวนหาได้…ชอบใจต่อตำแหน่งและหน้าที่เพียงอย่างเดียว หนทางของข้านั้นยังอีกยาวไกลนัก และประมุขย่อมต้องสืบทอดสายโลหิตให้แก่บุตรหลานสายเืเดียวกัน แต่ถ้าหากท่านประมุขเปลี่ยนกฎแล้วถึงตอนนั้นข้าคงต้องพิจารณาเื่ความร่วมมือระหว่างเรา” ชายหนุ่มเอ่ยก่อนปลีกตัวจากไปดั่งสายลมหวนปลิดปลิว
ชายชราผู้นั่งบัลลังก์เส้นขมับปูดโปนชี้นิ้วมือสั่นสะท้าน เอ่ยเสียงคล้ายกับสะกดกลั้นความโกรธเอาไว้ “เ้าหนุ่มนี่มันคิดว่าตนเองมีฐานะอันใดถึงบังอาจมาหวังตำแหน่งประมุขนอกจากจะทระนงตนแล้วยังมักใหญ่ใฝ่สูง!!”