บรรดาเด็กหนุ่มต่างก็มองหานเฟิงด้วยสายตาแปลกประหลาดเล็กน้อย บิดาของเขาอ่อนโยน แต่บิดาของพวกเขามักจะจริงจังอยู่เสมอ
เมื่อเผชิญหน้ากับบิดาที่จริงจังเช่นนั้น พวกเขาย่อมไม่สามารถตามรบเร้าเขาให้เล่าเื่ให้ฟังได้
มารดาของพวกอ่อนโยนกว่าเล็กน้อย ทว่าเมืองเหรินจงพึ่งก่อตั้งมาได้ไม่กี่ทศวรรษ ประวัติศาสตร์ของมันสั้นเกินไป นั่นหมายความว่ามารดาของพวกเขาส่วนใหญ่ล้วนเป็คนธรรมดาทั่วไป พวกนางไม่ได้มีความรู้มากมายนัก แน่นอนว่าย่อมไม่อาจปลูกฝังความรู้ทั่วไปเหล่านี้ให้พวกเขาได้
มีเพียงหานเทียนเฉิงที่มีนิสัยอ่อนโยนจึงจะสามารถทำเื่เช่นนี้ได้กระมัง
เด็กหนุ่มเหล่านี้ไม่รู้ว่าควรอิจฉาหรือซาบซึ้งใจดีแล้ว
ครูฝึกหลินเอ่ยด้วยท่าทีเคร่งขรึม "หานเฟิงได้บอกประโยชน์ของมันแล้ว เพียงแต่ยังกว้างเกินไป ตอนนี้ข้าจะอธิบายโดยละเอียด"
"ของอย่างสัญลักษณ์นี้ ไม่จำเป็ต้องอยู่เฉพาะบนต้นไม้ ที่อื่นล้วนทำได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับความพอใจของพวกเ้า"
"การสลักสัญลักษณ์เหล่านี้ไว้ จะช่วยให้พวกเ้ารู้ว่าพวกเ้าหลงทางวนอยู่ที่เดิมหรือไม่ แม้กระทั่งบอกได้จากสัญลักษณ์ว่าพวกเ้าอยู่ที่ใด"
"โดยเฉพาะเมื่อพวกเ้าถูกคนตามล่า การสลักสัญลักษณ์ไว้จะช่วยให้พวกเ้าไม่หลงทิศทางเพราะความรีบร้อน"
"ในป่าคล้ายคลึงกันไปหมดทุกหนแห่ง หากไม่ทำสัญลักษณ์เอาไว้ มีความเป็ไปได้ว่าจะเข้าใจผิดสถานที่สองสถานที่เป็สถานที่เดียวกัน"
หานหลินพลันเอ่ยขึ้น "แต่หากทิ้งสัญลักษณ์เหล่านี้เอาไว้ จะไม่ทำให้ผู้ที่กำลังตามล่ารู้ตำแหน่งของท่านได้ง่ายขึ้นหรือขอรับ? "
ครูฝึกหลินมองหานหลินด้วยสายตาชื่นชม "ไม่ผิด ดังนั้นยามที่เ้าทิ้งสัญลักษณ์ไว้ จะต้องสลักไว้ในสถานที่ที่ไม่สะดุดตา จะดีที่สุดหากทำสัญลักษณ์ที่ผู้อื่นยากจะแยกแยะ อย่างเช่นว่าหากทำเป็ลูกศร นั่นก็จะชัดเจนเกินไป"
"บางสำนักที่ฝึกฝนด้วยกัน พวกเขามีสัญลักษณ์และตำแหน่งเฉพาะที่จะบอกที่อยู่ของศิษย์ร่วมสำนัก"
"เื่เหล่านี้ ภายหน้าล้วนต้องให้พวกเ้าค่อย ๆ ทำความเข้าใจ ตอนนี้ไม่พูดเื่เหล่านี้แล้ว พวกเราไปกันต่อเถอะ"
ระหว่างทาง ครูฝึกหลินอธิบายสิ่งที่ต้องรู้ไปไม่น้อย
ความรู้เหล่านี้เป็สิ่งที่เด็กหนุ่มบางคนรู้ บางคนก็ไม่รู้
ระหว่างทางนี้เด็กหนุ่มทั้งหลายได้อะไรไปมากมาย
ระหว่างนี้ พวกหานหย่งซิ่งทั้งสามคนก็แบ่งปันความรู้บางอย่างเช่นกัน
ไม่นาน คนทั้งกลุ่มก็มาถึงปลายเขตรอบนอกเขายอดหยก
ที่นี่สัตว์อสูรระดับหนึ่งพบเห็นได้น้อยแล้ว ส่วนใหญ่เป็สัตว์อสูรระดับสอง
"หานเลี่ย ลิ่นเกราะทองตัวนี้มอบให้เ้าแล้ว"
เบื้องหน้ากลุ่มคน สัตว์อสูรลิ่นเกราะทองตัวหนึ่งมองทุกคนด้วยสายตาระแวดระวัง
ด้วยพวกครูฝึกหลินปกปิดกลิ่นอายของพวกเขา ดังนั้นลิ่นเกราะทองตัวนี้จึงตรวจจับได้เพียงกลิ่นอายของพวกหานหลิน กลิ่นอายนี้ไม่รุนแรงนัก แม้ลิ่นเกราะทองจะตื่นตัว มันก็ไม่ได้จากไป
"ข้า? " หานเลี่ยชี้ไปที่ตนเอง ยังคงรู้สึกเหลือเชื่ออยู่บ้าง
ครูฝึกหลินพยักหน้า "ไม่ผิด เ้านั่นแหละ"
"ลิ่นเกราะทองตัวนี้เป็สัตว์อสูรระดับสองที่พึ่งเลื่อนระดับ ระดับพลังของมันต่ำกว่าเ้า หมัดยาวพื้นฐานและท่าขาพื้นฐานของเ้าก็เข้าขั้นสมบูรณ์แล้ว กรงเล็บสยบนิ่งของเ้าก็ใกล้จะสำเร็จขั้นเล็ก ๆ แล้ว ขอเพียงเ้าเค้นกำลังภายในออกมาเต็มร้อย เ้าก็จะสามารถฆ่าลิ่นเกราะทองนั้นได้ภายในสามกระบวนท่า"
"หากเ้าใช้มากกว่าสามกระบวนท่า นั่นหมายความว่าเ้าต้องฝึกให้หนักขึ้น"
หานเลี่ยกลืนน้ำลาย กัดฟันแน่น แล้วเดินออกไป เมื่อลิ่นเกราะทองตัวนั้นเห็นหานเลี่ย มันก็ฉีกยิ้มเหี้ยมเกรียม ฟันแหลมคมของมันเปล่งประกายแวววาว
ลิ่นเกราะทองตัวนี้มองจากไกล ๆ แล้วดูธรรมดายิ่ง แต่เมื่อเข้าไปใกล้ หานเลี่ยก็เป็ต้องหวาดกลัวเมื่อพบว่ามันสูงกว่าครึ่งคน จัดได้ว่าขนาดตัวใหญ่โต หานเลี่ยเริ่มตัวสั่นไปทั้งตัว
ลิ่นเกราะทองอาจจะรับรู้ได้ถึงความกลัวของหานเลี่ย มันจึงฉีกยิ้มกว้างขึ้น ลงมือโจมตีในทันที
แต่ในยามนี้ หานเลี่ยกลับทำเพียงจ้องมองลิ่นเกราะทองตัวนั้นอย่างโง่งม
ลิ่นเกราะทองอดใจไม่ไหวอีกต่อไป คิดจะกลืนกินหานเลี่ยลงไปในปากเสีย ะโพุ่งเข้าหาเขาทันที
หานเลี่ยกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว ล้มลุกคลุกคลานอยู่ตรงนั้น หลบหลีกการโจมตีของลิ่นเกราะทองอย่างไปได้อย่างทุลักทุเล
ลิ่นเกราะทองไม่พอใจแล้ว อาหารของมันกลับหลบหนีไปได้แล้วจริง ๆ
ด้วยความโมโห ลิ่นเกราะทองจึงร้องคำรามเสียงดังลั่นยิ่งกว่าเดิม
อีกทางด้านหนึ่ง หานหลินร้องขึ้นอย่างกระวนกระวายใจ "ครูฝึกขอรับ!"
ครูฝึกหลินโบกมือด้วยสีหน้าจริงจัง "ไม่อาจลงมือ แม้กระทั่งระดับนี้ยังผ่านไปไม่ได้ ต่อไปรังแต่จะเลวร้ายยิ่งกว่าเดิม"
"หานหลิน พวกเ้าต้องจำไว้ว่า การประลองที่พวกเ้าจะเข้าร่วมไม่ได้ปลอดภัย"
"ท่านเ้าเมืองเป็พียงคนที่อาณาจักรต้าจิ้นส่งมา เขามาจับตามองบรรดาตระกูลของพวกเรา"
"อีกทั้งเพราะมีคนที่อาณาจักรส่งมา เมืองที่ก่อตั้งขึ้นจึงได้รับการยอมรับจากอาณาจักร หากมีกองกำลังใดคิดจะทำลายเมืองนั้น จักต้องเผชิญกับการไล่ล่าของอาณาจักร"
"เมืองที่ไม่ได้รับการยอมรับจากอาณาจักร แม้ถูกทำลาย ก็จะไม่มีผู้ใดมาล้างแค้นให้"
"แต่ในขณะเดียวกัน ในฐานะท่านเ้าเมือง เขาย่อมไม่ใส่ใจความขัดแย้งของบรรดาตระกูลทั้งหลายนี้ของพวกเรา"
"ตอนนี้ทุกตระกูลในเมืองเหรินจงอยู่ในขั้นพัฒนา ทุก่เวลาหนึ่ง จะมีบางตระกูลที่ได้เลื่อนระดับ พละกำลังพวกเขาจะเพิ่มขึ้นมากมาย ขณะที่บางตระกูลจะเสียหายอย่างหนัก สถานะของพวกเขาก็ตกต่ำลง"
"เพื่อที่จะเพิ่มความแข็งแกร่งของตระกูล ในทางหนึ่งจำเป็ที่จะต้องเพิ่มสมาชิกผู้ฝึกยุทธ์ในตระกูล ในอีกทางหนึ่ง ก็จำเป็ที่จะต้องข่มตระกูลอื่น ๆ "
"วิธีที่ดีที่สุดคือกำจัดอัจฉริยะจากตระกูลอื่น"
"การประลองหนึ่งเดือนให้หลังนี้ พวกเ้ามีความเป็ไปได้มากว่าจะต้องประสบกับการบีบเคล้นจากอัจฉริยะของตระกูลอื่น หากไม่แข็งแกร่ง ถึงตอนนั้นย่อมต้องชะตาขาดแล้ว"
สีหน้าหานหลินและคนอื่นแปรเปลี่ยนฉับพลัน ระหว่างการแข่งขันจะต้องมีคนตายหรือ?
สีหน้าขอหานเฟิงกลับไม่เปลี่ยนมากนัก ดูจากการเคลื่อนไหวในการฝึกฝนครั้งนี้ หานเฟิงก็คาดเดาผลลัพธ์นี้ได้แล้ว ดังนั้นหานเฟิงจึงแทบจะอดใจไม่ไหวเพิ่มความแข็งแกร่งของตนขึ้นโดยเร็ว
ถึงตอนนี้ หานเลี่ยอยู่ในสภาวะที่น่าอับอายแล้ว เขาถูกลิ่นเกราะทองวิ่งไล่ไปทั้งูเา บนร่างไม่มีเสื้อผ้าแม้สักชิ้น ร่างกายมีแต่าแเต็มไปทุกหนทุกแห่ง
หากระดับพลังของหานเลี่ยไม่ได้สูงกว่าลิ่นเกราะทองตัวนั้น เขาอาจจะสิ้นใจไปแล้ว
จู่ ๆ ครูฝึกหลินก็ะโขึ้น "หานเลี่ย เ้าสู้มันกลับเสียบ้าง ดูเ้าตอนนี้สิ นี่ยังเป็ลูกศิษย์ชั้นยอดของตระกูลหานอยู่อีกหรือ?เห็นได้ชัดว่าเป็สวะ!"
"แม้กระทั่งสัตว์อสูรที่พึ่งเลื่อนเป็ระดับสองยังสู้ไม่ได้ เ้ายังจะทำอะไรได้อีก? "
"เ้าฝึกฝนกำลังภายในมาหลายปีเพียงนี้ ก็เพื่อใช้หนีหางจุกตูดหรือไร? "
คำถามที่รัวออกมาเป็ชุดของครูฝึกหลิน ทำให้หานเลี่ยตะลึงงัน
สวะ?หรือว่าเขาเป็สวะจริง ๆ?
หานเลี่ยกระอักเืออกมาเต็มปากขณะที่ถูกลิ่นเกราะทองตัวนั้นฟาดหางใส่ กระทั่งส่งเขาลอยออกไป
หานเลี่ยลุกขึ้นยืนอย่างอับอาย จู่ ๆ ความโกรธลูกหนึ่งก็ปะทุขึ้นมาในอกเขา
ก่อนจะมาที่นี่ เขานับว่าตนเองเป็ชั้นยอดของตระกูลหานมาโดยตลอด ทว่าบัดนี้ เขากลับถูกเรียกว่าสวะแล้ว!
เพียงสัตว์อสูรระดับสองตัวหนึ่งไม่ใช่หรือ มีอันใดให้หวาดกลัวกัน!
ดวงตาหยอกเย้าของเ้าลิ่นเกราะทองเปลี่ยนเป็เยือกเย็น มันตื่นตัวขึ้นอีกครั้ง จับจ้องไปยังอาหารตรงหน้ามัน ในความรู้สึกของลิ่นเกราะทอง จู่ ๆ อาหารประหลาดสองขานี่ก็ให้ความรู้สึกอันตรายขึ้นมา