มันเหมือนภาพลายเส้น ที่สเก็ตช์หยาบๆ ด้วยฝุ่นชอล์กสีดำ ปรากฏเลือนรางบนกำแพงสีขาวหม่น ๆ เก่า ๆ ด้านหลังตึกห้องสมุดของ “โรงเรียนพัฒนจิตศึกษา”
ภาพลายเส้นนั้นเหมือนภาพนักเรียนชายผมสั้นเกรียนคนหนึ่ง นั่งกอดเข่าจมลึกเข้าไปในกำแพง สีหน้าเศร้าหมองคล้ายมีเื่ทุกข์ใจสาหัส ภาพเลือนรางบนกำแพงเก่านี้ ถ้าใครไม่ตั้งใจสังเกตก็จะไม่เห็น

บริเวณด้านหลังตึกมีบรรยากาศเงียบเหงาอึมครึม กำแพงหลังตึกของโรงเรียนเป็แนวรั้วซึ่งติดกับด้านหลังวัดไชยพินิจ ร่มไม้สนสูงใหญ่เรียงรายกันเป็ทิว ทอดเงาพลิ้วไหวไปมาคอยกั้นอาณาเขตของโรงเรียน ร่มเงาพริ้วไหวของแนวไม้สนดูเหมือนจะช่วยอำพรางภาพลายเส้นขาวดำของนักเรียนชายนั้นไว้
ทิวสนสูงที่น่าจะช่วยสร้างความร่มรื่นให้บริเวณหลังโรงเรียน กลับช่วยสร้างความวิเวกวังเวง แนวสนสูงที่พยายามจะกั้นด้านหลังของโรงเรียนให้ออกจากบรรยากาศอันเปล่าเปลี่ยวของหลังวัด ก็ดูเหมือนจะไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก
บริเวณพื้นดินใต้ต้นสนโรยหินกรวดจนถึงทางเดินพื้นปูน เวลาฝนตก ดินโคลนจึงไม่กระเด็นเปื้อนออกมา หากแต่พื้นปูนทางเดินที่ลาดไว้ระหว่างรั้วหลังโรงเรียนและตึกห้องสมุด ก็มีสภาพทรุดโทรมด้วยกาลเวลา รอยปูนแตกหลายจุด ทั้งมีตะใคร่เขียว ๆ ดำ ๆ ขึ้นประปราย
ทันใดนั้น ก็มีลมพัดโบกมาจากทิศตะวันตก ลมพัดกระโชกแรงไปปะทะกำแพง ทำให้ภาพฝุ่นดำเลือนลางเหมือนรูปนักเรียนชายนั่งยอง ๆ ตรงนั้นฟุ้งกระจายออกไป กลายเป็ผงสีดำปลิวออกจากกำแพง มันปลิวขึ้น ปลิวขึ้น และไปรวมตัวกันเป็เงามืดกลางอากาศคล้ายบ่างตัวใหญ่ พลันบินหายเข้าไปในเงามืดตรงซอกตึกหลังโรงเรียน

..............................
โรงเรียนพัฒนจิตศึกษา (พจศ.) เป็โรงเรียนมัธยมเอกชนของมูลนิธิแห่งหนึ่งในเขตยานนาวา เปิดสอนในปีพ.ศ. 2485 ปัจจุบันเปิดมากว่า 75 ปี เป็โรงเรียนสหศึกษา ที่เปิดสอนในระดับมัธยมต้นถึงมัธยมปลาย โรงเรียนนี้มีการบริหารด้านการศึกษาค่อนข้างดี และมีชื่อเสียงด้านการส่งเสริมความสามารถพิเศษของนักเรียน ดังนั้น เด็กนักเรียนชายหญิงที่จบชั้นประถมที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียง จึงพากันมาเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้จนจบมัธยมปลาย
นักเรียนในโรงเรียนพัฒนจิตฯ มีฐานะทางครอบครัวหลากหลาย นักเรียนหลายคนมาจากครอบครัวมีอันจะกิน และมีอีกหลายคนที่มีฐานะครอบครัวยากจน
บริเวณด้านหน้าของโรงเรียนมีคูน้ำเล็ก ๆ ไหลผ่าน ทางโรงเรียนจึงต้องสร้างทางเดินเป็สะพานทอดเข้าประตูใหญ่ ถนนที่แล่นผ่านหน้าโรงเรียนมีรถวิ่งสองเลน รั้วหน้าโรงเรียนเป็แนวกำแพงปูนทาสีขาวสูง 1 เมตร มีเหล็กเส้นทาสีฟ้าอ่อน 1 เมตรเรียงรายเป็่ ๆ บนกำแพงสีขาวนั้น
นอกจากนี้ ก็มีต้นสนปลูกเรียงรายตลอดแนวกำแพงเหมือนด้านหลังตึก แต่อาจเป็เพราะด้านหน้าของโรงเรียนติดกับถนนใหญ่ มีรถวิ่งผ่านไปมา และฝั่งตรงข้ามเป็ที่พักอาศัยของผู้คน จึงดูไม่วิเวกวังเวงน่ากลัวเท่ากับด้านหลังซึ่งติดกับวัด
แผ่นไม้ป้ายชื่อของโรงเรียนตั้งอยู่เหนือประตูทางเข้า มุงด้วยหลังคากระเบื้องสีน้ำตาล ปลายแผ่นป้ายชื่อโรงเรียนเอนออก พอใบสนร่วงจากต้น ก็ปลิวตกอยู่บนหลังแผ่นป้าย นานวันเข้าก็กองเต็มแผ่นป้ายชื่อโรงเรียน ยามลมพัดกระโชกแรง ใบสนเส้นแห้ง ๆ สีน้ำตาลอมเขียว ก็ร่วงปลิวตามกัน
ตัวอาคารของโรงเรียนพัฒนจิตฯ นั้นเป็ตึกสองชั้น สร้างรอบสามด้านเป็รูปตัวยูล้อมสนามด้านหน้า เมื่อเดินเข้าหน้าประตูโรงเรียน ก็จะเห็นตึกนักเรียนมัธยมต้นซึ่งอยู่ทางทิศเหนือ ส่วนตึกกลางซึ่งตั้งตรงกับประตูใหญ่นั้นเป็ตึกมัธยมปลาย เรียกกันว่า “ตึกห้องสมุด” เพราะมีห้องสมุดสร้างขึ้นมาอีกหนึ่งชั้นครึ่งตรงริมตึกกลางต่อกับตึกด้านทิศใต้ ทำให้เฉพาะส่วนที่เป็ห้องสมุดสูงขึ้นมาเกือบเป็ตึกสี่ชั้น
ด้านหน้าของตึกบริเวณห้องสมุดที่สูงโด่งขึ้นนี้ เรียกกันมานานว่า “หอคอยห้องสมุด” เพราะสร้างเหมือนรูปหอคอยนาฬิกา มีหน้าต่างซึ่งปิดตายมาหลายสิบปี ข้างหน้าของหอคอยห้องสมุด มีต้นหางนกยูงสูงเกือบเท่าตัวตึกหอคอย ออกดอกสีแสดให้เห็นทั้งปี ตัดกับแนวสนสีเขียวเข้มที่ปลูกรอบโรงเรียน ต้นหางนกยูงออกดอกสีแสดเต็มต้น มองจากหน้าโรงเรียนจึงเป็เป้าสายตาของผู้คนมากกว่าบริเวณห้องประชุมหน้าเสาธงกลางโรงเรียน
ด้านหน้าตึกโรงเรียนเป็สนามหญ้าขนาดย่อม ส่วนตึกทางทิศใต้นั้นเป็ตึกที่ทำการของโรงเรียน มีสองชั้นเหมือนตึกอื่น ซึ่งชั้นสองเป็ห้องฝ่ายบริหารและห้องทำงานอาจารย์ ส่วนชั้นล่างเป็ห้องกิจกรรมพิเศษของนักเรียน ด้านหลังของตึกสร้างเป็โรงอาหาร ที่จอดรถและห้องพักนักการ
หลังโรงอาหารเป็เขตพื้นที่เปล่าของมูลนิธิ ยังไม่มีการปรับปรุงพื้นที่ จึงเป็ที่พงรกชัฏ ท่านผู้อำนวยการโรงเรียนสั่งห้ามผู้ใดเข้าไปโดยเด็ดขาด เพื่อความปลอดภัย จึงให้สร้างกำแพงปูนสลับกับรั้วเหล็กสูงกั้นเขตโรงเรียนไว้
กลิ่นดอกกระดังงาที่ปลูกไว้ด้านหลังของโรงเรียนส่งกลิ่นหอมมากับสายลม กลิ่นดอกไม้หอมที่โชยมาเบา ๆ ทำให้นักเรียนแต่ละรุ่นคิดถึง่เวลาที่ยังเรียนอยู่ในโรงเรียนพัฒนจิตศึกษาแห่งนี้
เสียงก้าวเดินเป็จังหวะขึ้นไปตามขั้นบันได การวางน้ำหนักเท้าเบา ๆ แสดงถึงความระมัดระวังในการเดิน ผู้ที่เดินขึ้นบันไดไปบนตึกหอคอยห้องสมุด เป็นักเรียนชายวัยรุ่นอายุ 17 ปีคนหนึ่ง รูปร่างสูงโปร่ง ท่าทางคล่องแคล่ว เขาก้าวเท้าเดินขึ้นไปบนห้องสมุดที่อยู่ชั้นสาม แล้วหยุดอยู่หน้าห้องทำงานเล็ก ๆ ห้องหนึ่งที่อยู่ติดกับห้องสมุด