บทที่9
ชายหนุ่มผู้มาใหม่ หน้าอ่อนใส ผิวขาวอมชมพูบนใบหน้าเรียวยาวนั้นมีองค์ประกอบทั้งคิ้ว ตา จมูก ปากได้สัดส่วนโดยเฉพาะริมฝีปากที่บางเฉียบนั้นยามยิ้ม โลกช่างสว่างสดใสโดยรวมแล้วเขานับว่าเป็ผู้ชายหน้าตาดีตามพิมพ์นิยมที่เห็นอยู่ในสังคมสมัยใหม่
นอกจากหน้าตาดีแล้วชายหนุ่มผู้นี้ยังแต่งตัวสะอาดสะอ้านเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีชมพูอ่อนเข้ารูปรับกับกางเกงสีเืหมูที่ยาวห้าส่วนพับปลายรองเท้า กระเป๋าสะพายข้างและเครื่องประดับอื่นทั้งนาฬิกา แว่นตาล้วนเน้นไปที่สีขาว
ที่สำคัญ...รอยยิ้มแบบนี้เลยที่หล่อนมักจะชอบเขียนให้เป็บุคลิกพระเอกในนิยายของตัวเองแวบแรกนั้นจึงทำให้หล่อนตกหลุมรักอย่างช่วยไม่ได้แปลกไหมถ้าหล่อนรู้สึกว่าหัวใจตัวเองกำลังเกิดประจุไฟฟ้ากับชายหนุ่มรุ่นน้องผู้นี้!
“สวัสดีครับ ผมไม่นึกว่าพี่พัดจะมีแขกอยู่ด้วยไม่รู้ว่ากำลังคุยเื่งานกันอยู่หรือเปล่าครับ”
วาตียิ้มแก้เก้อเล็กน้อยพลางปฏิเสธออกไป “คุยเื่งานกันนิดหน่อยเองค่ะแต่เดี๋ยวก็คงเสร็จแล้ว”
“ถ้าอย่างนั้นผมขอนั่งด้วยคนนะครับพอดีเมื่อครู่ผมโทรศัพท์บอกกับพี่พัดเอาไว้แล้วว่าจะตามมาที่นี่ด้วยท้องกำลังร้องจ๊อกๆ ว่าจะทานข้าวพร้อมกับพี่พัดสักหน่อยแต่ไม่นึกว่าพี่พัดจะรีบทาน”
ชายหนุ่มผู้นั้นเหลือบมองไปยังจานเปล่าตรงหน้าของภูพัดด้วยแววตาที่มีนัยยะแปลกๆ โดยที่วาตีมัวแต่หยิบสมุดบันทึกเก็บลงกระเป๋าจึงไม่ทันเห็นประกายตาคู่นั้น
“นี่คุณวาตี...เป็นักเขียนนิยายพอดีพี่กำลังคุยเื่งานกันอยู่น่ะ...ส่วนนี่น้องชายของผมครับ” เสียงของผู้แนะนำเว้นจังหวะไปเล็กน้อย “ชื่ออะชิ...อชิรครับ”
“อะชิหรือคะ? ชื่อแปลกดีจัง เหมือนคนญี่ปุ่นฟังแล้วไม่เห็นพ้องกับชื่อพี่ชายอย่างคุณพัดเลยนะคะ”
หลุดปากถามออกไปโดยไม่คิดอะไรแต่สีหน้าของภูพัดกลับนิ่งสนิท อ่านยากขึ้นมาเสียอย่างนั้น ต่างจากสีหน้าของอชิรที่ดูจะยิ้มกรุ้มกริ่ม และเป็ฝ่ายตอบคำถามของหล่อน
“ใครๆเขาก็พูดแบบนี้ทั้งนั้นแหละครับและส่วนใหญ่ก็จะถามต่อไปว่า อชิร แปลว่าอะไร”
วาตีหยิบแก้วชามะนาวขึ้นจิบให้ความสนใจกับผู้มาใหม่ “นั่นสิคะถ้าฉันถามอีกสักคน คงจะไม่เป็ไรนะคะ”
“ถ้าเป็ ‘เพื่อน’ของพี่พัด จะถามเื่อะไรก็ตอบได้ทั้งนั้นแหละครับ” อชิรเน้นคำว่า ‘เพื่อน’ อย่างจงใจ แต่ดูเหมือนวาตีจะไม่สนใจนัก เขาจึงเล่าต่อ “อชิร แปลได้หลายความหมายครับ ทั้งคล่อง ว่องไว ตัวเบา สนามรบแต่ผมชอบอันที่แปลว่า ที่ว่าง ครับ...มันมีความหมายกินลึกดีครับ”
“ฉันชอบชื่อนี้นะคะ”
วาตีรู้สึกกระดากเหมือนกันที่ยังแทนตัวว่า‘ฉัน’ กับอชิรทั้งที่ค่อนข้างมั่นใจว่าเขาน่าจะมีอายุน้อยกว่าหล่อนหลายปีทีเดียวแต่หล่อนก็มีเหตุผลส่วนตัวที่ว่า หล่อนไม่ชอบ ‘ความแก่’ หล่อนไม่อยากเรียกเขาว่า‘น้อง’ เพราะมันจะดูห่างเหินกันเกินไป
“แล้วคุณวาล่ะครับ พี่พัดบอกว่าเป็นักเขียนด้วยไม่ทราบว่าใช้นามปากกาอะไรหรือครับ”
“ดาหราวาตีค่ะ...เคยได้ยินบ้างไหมคะ”
“ไม่เคยได้ยินครับ แล้วมันแปลว่าอะไร ชื่อมันยาวจัง”
ภูพัดกระแอมไอขัดกลาง“คุยกันอยู่สองคนลืมไปแล้วหรือครับว่าวันนี้คุณวามาสัมภาษณ์ผม”
“การได้คุยกับน้องชายของคุณก็ถือว่าฉันกำลังสัมภาษณ์อยู่เหมือนกันนะ”
“สัมภาษณ์อะไรเหรอครับ”อชิรขมวดคิ้วมุ่น
นักเขียนสาวผู้เป็เ้าของชิ้นงานจึงอธิบายโดยสังเขปให้อชิรฟังหลังจากนั้นจึงตอบคำถามที่เขาอยากรู้ความหมายเื่นามปากกาของหล่อนเช่นกัน
“ฉันขอตอบคำถามอะชิเื่นามปากกาหน่อยนะคะดาหราวาตีเป็ชื่อของธิดาองค์ที่ 2 ของระตูหมันหยาจากเื่ อิเหนาค่ะแต่ถ้าแปลแบบแยกคำ ดาหราแปลว่า สาวงามส่วนวาตีนั้นเป็คำเติมเพื่อแสดงว่าเป็เพศหญิง...คำแปลยาวสมกับชื่อนามปากกาไหมคะ”
“ถ้าอย่างนั้นคุณวาก็สวยสมกับชื่อนามปากกาแล้วครับ”
ภูพัดเป็คนออกปากชมหล่อนขึ้นมาดื้อๆทำให้อชิรวางสีหน้าเรียบเฉยทันที หล่อนเองก็พลอยปั้นหน้าไม่ถูกไม่รู้ว่าสองหนุ่มนี้กำลังไม่กินเส้นกันอยู่ลึกๆหรืออย่างไร
แต่เท่าที่ฟังหนุ่มหน้าใสพูดไม่กี่คำหล่อนก็ลงความเห็นว่า เขาเป็เด็กหนุ่มหน้าตาดีที่มีความคิดสลับซับซ้อนอยู่บ้างคำพูดที่ออกจากปากก็ดูเป็ผู้ใหญ่เกินตัว จนหล่อนไม่กล้าคาดเดาเื่อายุรู้แต่ว่าถ้าหล่อนเปรียบเสมือนโคแก่ เขาผู้นี้ก็คงไม่ต่างจากหญ้าอ่อน
แล้วถ้าเป็ภูพัดล่ะ?รายนั้นก็หญ้าอ่อนสำหรับหล่อนเหมือนกันไม่ใช่หรือ?
วาตีกำลังจะถามอชิรต่อทว่าภูพัดกลับตัดบทขึ้นเสียดื้อๆ “ตกลงที่อะชิโทร.หาพี่ แล้วแวะมาหาถึงนี่ มีอะไรเร่งด่วนหรือเปล่า”
“ไม่มีหรอก แค่ผมอยากทานข้าวเย็นพร้อมพี่พัดก็เท่านั้นเอง”
“ถ้าอย่างนั้นก็สั่งสิ”
ภูพัดกวักมือเรียกพนักงานในร้านมารับออเดอร์จากอชิรส่วนตัวเขาก็หันมาทางวาตี “คุณวาจะทานอะไรเพิ่มหรือเปล่าครับจะได้สั่งไปพร้อมกัน ของหวานที่นี่ก็อร่อยนะครับ”
“ไม่ดีกว่าค่ะแค่นี้ก็อิ่มแล้ว...อีกอย่างตอนนี้มันก็เริ่มเย็นมาก ฝนก็ยังตกไม่หยุดฉันยังไม่ได้งานสักเท่าไหร่เลยค่ะ ยังไม่อยากกลับบ้านมืดค่ำ”
“จริงๆแล้วไว้ถามวันหลังก็ได้นะครับเพราะยังไงคุณวาก็ต้องอยู่ใกล้ชิดตามติดข่าวสารของผมอีกนานเป็เดือนๆกว่างานจะเสร็จ”
“แต่ฉันไม่มีเวลาว่างมากขนาดต้องตามคุณไปทุกหนแห่งทุกวี่วันหรอกนะคะ”
เขายิ้มๆไม่ยอมตอบเหมือนคำพูดนั้นมันถูกกักไว้ที่ริมฝีปาก “เอาเป็ว่าวันนี้ถือว่าเราสองคนมาทำความรู้จักตัวจริงกันเอาไว้ก่อนดีกว่านะครับแล้วผมจะทำนัดกับคุณอีกที เบอร์โทร.ของคุณวา ผมก็มีแล้ว มันอยู่ในนี้ครับ”
เขาใช้นิ้วชี้เคาะไปที่ขมับข้างหนึ่งทำให้หล่อนหน้าร้อนซู่...เพราะหล่อนเข้าใจความหมายดี
แต่ที่ไม่เข้าใจก็คือสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ตอนนี้คือตัวตนที่แท้จริงหรือแค่การแสดง...เพราะหันไปเห็นอชิรกำลังขมวดคิ้วมุ่นด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามมากมายทีเดียว
“ถ้าอย่างนั้นฉันขอตัวเลยนะคะ ยังไงจะติดต่อคุณพัดอีกทีว่าสะดวกวันไหน ว่าแต่คุณพัดจะกลับยังไงคะในเมื่อรถของคุณยังจอดไว้ที่โรงแรมไม่ใช่หรือคะ”
“ไม่ต้องห่วงครับคนขับรถของผมเขารู้จากอะชิแล้วว่าจะมารับผมกับน้องได้ที่ไหนถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวผมไปส่งที่รถนะครับ”
เขากำลังจะแสดงความเป็สุภาพบุรุษลุกจากเก้าอี้ไปส่งหล่อนที่รถยนต์ แต่ไม่ทันได้ลุก เสียงวี้ดว้ายของคนกลุ่มหนึ่งที่ผลักประตูเข้ามาก็ตรงแน่วมายังโต๊ะของหล่อน เมื่อหันไปดู คำอุทานของหล่อนแทบกลืนหายไปเกลี้ยงเพราะว่าคนกลุ่มนั้นจะว่าเป็แฟนคลับก็คงไม่เชิงเพราะแต่ละคนนั้นนอกจากจะแต่งตัวจัดจ้านด้วยเสื้อผ้าหลากเฉดเสียงกรี๊ดก๊าดยังดังคับห้อง บ่งบอกตัวตนชัดเจนว่าทั้งกลุ่มเป็...กะเทย
“ว้าย! ตัวเอง ตัวจริงทำไมหล่อะเิแบบนี้ล่ะฮ้า...ใช่ไหมยะพวกเราคนอะไรก็ไม่รู้ เท่เป็บ้าเลย ยิ่งั้แ่ตัวเองมีข่าวว่าเป็พวกเดียวกับเรารู้ไหมฮ้า ว่าพวกเรายึดเอาตัวเองเป็ไอดอลเลยนะ...”
วาตีเสียวสันหลังวาบถ้อยคำของกะเทยละอ่อนกลุ่มนั้น ฟังแล้วคลื่นเหียนเวียนหัว ทำให้หล่อนหายใจติดขัดชักสับสนขึ้นมาอีกแล้วว่าจริงๆภูพัด...
เป็...หรือไม่เป็!
//////////////////////////////////////////////////