บทที่ 50
โต๊ะอาหาร
โต๊ะอาหารขนาดย่อมที่มีเพียงสามที่นั่งเรียงรายไปด้วยกับข้าวเรียบง่ายไม่มากมายแต่กลับมีกลิ่นหอมที่ทำให้บรรยากาศดูอบอวลยิ่งกว่าเดิม
เถาเถาถูกวางลงบนเก้าอี้ตัวเดิมนางหยิบตะเกียบเล็ก ๆ ที่ถูกเตรียมไว้ให้ก่อนจะเริ่มคีบเต้าหู้ตุ๋นใส่ถ้วยตัวเองแต่กลับพลั้งมือให้เต้าหู้ลื่นหล่นกลับลงไปในถ้วยดัง "ป๋อง!"ทำเอานางเบิกตากว้างแล้วรีบเงยหน้ามองทั้งพ่อและแม่
เหยียนไป๋เฉินหัวเราะเบา ๆแล้วเอื้อมมือมาช่วยคีบให้ “ไม่เป็นไร เดี๋ยวพ่อช่วยเจ้าเอง”
ไป๋ซือเหนียงแค่ส่ายหน้ายิ้ม ๆอย่างเอ็นดู ก่อนจะตักเนื้อปลานึ่งอย่างระมัดระวังใส่ถ้วยข้าวของเถาเถาอีกคำหนึ่ง “กินช้า ๆอย่าตะกละนัก เดี๋ยวท้องแน่น”
“เจ้าค่ะ!” เถาเถาตอบกลับเสียงใสก่อนจะก้มหน้าลงกินอย่างตั้งใจ
เสียงช้อนตะเกียบกระทบชามเบา ๆเสียงหัวเราะแว่ว ๆ ของเถาเถาที่ยามได้ฟังบิดาเล่าเรื่องเล็กน้อยของวันที่ผ่านพ้น ทั้งหมดหลอมรวมกันเป็นภาพของครอบครัวที่เรียบง่ายอบอุ่น และเปี่ยมไปด้วยความหมาย
ค่ำคืนนี้…เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของวันใหม่ในนครหลวง แต่ภายในเรือนเมฆาขาวแห่งนี้กลับเป็นเวลาที่ครอบครัวได้หวนกลับมานั่งพร้อมหน้าพร้อมตาอีกครั้งเงียบงามและสุขใจ.
…
ใต้แสงตะเกียงน้ำมันที่ส่องสว่างเพียงแผ่วเบาภายในห้องนอนซึ่งตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่สะอาดสะอ้าน กลิ่นหอมอ่อน ๆของดอกไม้แห้งที่ถูกวางไว้ในแจกันมุมห้องลอยแทรกอยู่ในอากาศยามราตรีของเรือนเมฆาขาวเงียบสงบจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของเด็กหญิงตัวน้อยที่นอนหลับอยู่บนเตียงไม้ขนาดพอเหมาะ
ร่างเล็กของเถาเถานอนตะแคงข้างดวงหน้ากลมใสไร้ตำหนิแนบอยู่บนหมอนเนื้อนุ่มแก้มนวลอมชมพูชูชันขึ้นเล็กน้อยเพราะแรงลมหายใจ แผ่นอกของนางกระเพื่อมเบา ๆตามจังหวะลมหายใจที่แผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบผมยาวเส้นเล็กของเถาเถาปล่อยสยายเล็กน้อย ล้อมกรอบใบหน้าเด็กน้อยราวกับกลีบดอกไม้ที่โอบล้อมเกสรกลาง
แขนเล็กสองข้างของนางยื่นออกจากผ้าห่มผืนบางมือข้างหนึ่งจับนิ้วของไป๋ซือเหนียงไว้แน่น ราวกับเป็นสมบัติที่ปล่อยไม่ได้ส่วนอีกข้างก็ยื่นไปคว้านิ้วของเหยียนไป๋เฉินเอาไว้ ทั้งสองถูกเธอกำไว้ในมือเล็ก ๆอย่างมั่นคงแม้กระทั่งในยามหลับตา
เหยียนไป๋เฉินนั่งอยู่ข้างเตียงร่างสูงในชุดคลุมยามค่ำถูกแสงไฟอุ่น ๆ สาดลงบนใบหน้าสะท้อนรอยยิ้มละมุนที่มุมปากของเขาดวงตาคมคู่นั้นทอดมองบุตรสาวด้วยแววตาอ่อนโยนเกินจะเอ่ยเป็นคำเขาเงียบอยู่เช่นนั้นไม่เอ่ยสิ่งใด ปล่อยให้ช่วงเวลาแห่งความสงบสุขค่อย ๆไหลผ่านไหล่และหัวใจ
ตรงข้ามอีกฝั่งของเตียงไป๋ซือเหนียงก็นั่งอยู่เช่นกัน นางพิงเบา ๆ กับพนักเก้าอี้ ผ้าม่านบางพลิ้วไหวช้าๆ รับลมกลางคืนนัยน์ตาของนางทอดมองเถาเถาด้วยแววตาอ่อนโยนแบบที่ไม่ค่อยปรากฏให้ใครเห็นนักมือข้างหนึ่งของนางถูกเถาเถาจับไว้แน่นเช่นเดียวกัน
ในยามนี้หากมีผู้ใดก้าวเข้ามาในห้องคงรู้สึกแปลกใจไม่น้อย บุรุษผู้หนึ่งกับสตรีผู้หนึ่งนั่งคนละฝั่งของเตียงร่วมกันในห้องนอนห้องเดียวแถมยังปล่อยให้เด็กหญิงน้อยคนนั้นกุมมือไว้ทั้งสองข้างอย่างแนบแน่น
แต่กลับไม่มีใครรู้สึกขัดเขินไปมากกว่านี้ อย่างน้อยก็ไม่ใช่ไป๋ซือเหนียง
สำหรับนางการเติบโตในโลกที่โหดร้ายและไร้ซึ่งกรอบกติกาทำให้นางไม่เคยยึดติดกับเรื่องของมารยาทในแบบที่ชนชั้นสูงให้ความสำคัญห้องนอนหรือห้องนั่ง… สำหรับนางคือสถานที่พักพิงไม่ใช่สนามตัดสินจริยธรรมและหากบุรุษผู้นั้นคือบิดาของเถาเถา นางย่อมไม่มีเหตุผลอันใดจะต้องต่อต้าน
กลับกันคนที่กำลังนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของเตียงอย่างเหยียนไป๋เฉินต่างหากที่รู้สึกประดักประเดิดอยู่ลึก ๆ ในใจ แม้จะแสดงออกเพียงรอยยิ้มและแววตาสงบนิ่ง แต่ความจริงแล้วนี่เป็นครั้งแรกที่เขาก้าวเข้ามาในห้องนอนของสตรีโดยปราศจากความเกี่ยวพันอันใดในฐานะสามีภรรยาอย่างแท้จริง
ภายในห้องมีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วของเถาเถาความนิ่งเงียบเช่นนี้… แม้จะไม่มีคำใดเอ่ยออกมาแต่กลับเต็มไปด้วยความอบอุ่นในหัวใจของทั้งสองคน
ไป๋ซือเหนียงเลื่อนสายตามองเถาเถาพลางหัวเราะเบา ๆ อย่างไม่มีเสียง ก่อนจะพึมพำแผ่วเบาในใจ
"นางวิ่งเล่นทั้งวัน ใช้พลังงานไปไม่น้อย"ไป๋ซือเหนียงเอ่ยขึ้นเบา ๆขณะทอดสายตามองบุตรสาวตัวน้อยที่หลับปุ๋ยอยู่บนเตียงรอยยิ้มอ่อนโยนแต่งแต้มบนใบหน้า ก่อนที่มือข้างหนึ่งจะเอื้อมไปเบา ๆปัดปอยผมที่ตกลงมาปิดดวงหน้าเล็กของเถาเถาออกอย่างแผ่วเบาเพื่อให้นางหลับสบายยิ่งขึ้น
บรรยากาศภายในห้องนอนยังคงอบอวลด้วยความสงบและไออุ่นของครอบครัวยามราตรีเงียบสงัดมีเพียงเสียงจิ้งหรีดจากนอกหน้าต่างและแสงตะเกียงที่ส่องวูบไหวอยู่ใกล้หัวเตียง
"อีกไม่นาน…ข่าวเกี่ยวกับเจ้าคงจะแพร่ไปทั่วเมืองหลวง" เสียงของเหยียนไป๋เฉินดังขึ้นเบาๆ ขณะดวงตาคมยังจับจ้องใบหน้าไร้เดียงสาของเถาเถา "น่าจะมีคนเริ่มพูดว่าเจ้าคือคุณหนูตระกูลไป๋ตระกูลที่ล่มสลายไปเมื่อสิบปีก่อน"
ไป๋ซือเหนียงยกถ้วยชาขึ้นจิบหนึ่งคำก่อนจะวางลงแล้วแย้มยิ้มบาง ๆ ตอบกลับด้วยน้ำเสียงสงบเรียบไร้คลื่นอารมณ์ "จะช้าหรือเร็วสุดท้ายเรื่องนี้ก็ต้องเปิดเผยอยู่ดี... เร็วขึ้นหรือช้าลงก็มิได้แตกต่างกันมากนัก"
"เจ้ามิได้กังวลเลยหรือ?" เหยียนไป๋เฉินหันมามองนางโดยตรง ดวงตาเรียบนิ่งแฝงความห่วงใยชัดเจน"บิดาของข้าบอกว่าการล่มสลายของตระกูลไป๋นั้น...มิใช่เรื่องธรรมดา หากคนที่อยู่เบื้องหลังรู้ว่ามีสายเลือดของตระกูลกลับมาแน่นอนว่าเขาคงไม่อยู่เฉย"
ไป๋ซือเหนียงหันไปสบตากับเขานัยน์ตาคมสั่นไหวเพียงแผ่ว ก่อนจะกล่าวเรียบ ๆ ว่า "อืม...ตอนนั้นข้ายังเด็กมาก ในวันที่ตระกูลถูกกวาดล้าง ข้ายังไม่อาจเข้าใจสิ่งใดได้แต่ตอนนี้ ข้ากลับมาแล้ว นี่ก็ถือเป็นโอกาสที่ดีมิใช่หรือ?"
น้ำเสียงของนางแน่วแน่ทว่าไม่แข็งกร้าว ดุจสายลมยามค่ำคืนที่เย็นสงบแต่แฝงพลังที่ไม่อาจมองเห็น
เหยียนไป๋เฉินเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างจริงจัง "ในตอนนี้... อย่าเพิ่งออกไปด้านนอกดีกว่ารอให้ทุกอย่างนิ่งก่อน หากข่าวของเจ้าถูกแพร่ออกไป แล้วเจ้าเร่งตัวออกไปในทันทีเกรงว่าอาจมีผู้คิดปองร้าย"
เขาหยุดเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเดิม "ท่านพ่อบอกข้าแล้วว่าอีกไม่นานฝ่าบาทจะส่งหนังสือแต่งตั้งมา แม้พิธีแต่งยังไม่จัดแต่เมื่อเจ้าได้รับตำแหน่งอย่างเป็นทางการเป็น 'พระชายาแห่งซื่อจื่อ'แล้ว อย่างน้อยก็จะช่วยลดแรงกดดันและอันตรายไปได้มาก"
ไป๋ซือเหนียงนิ่งฟังก่อนจะพยักหน้าอย่างแช่มช้า
นางเข้าใจดีโลกแห่งเมืองหลวงมิใช่สถานที่ที่ผู้ไร้รากฐานจะสามารถก้าวยืนอย่างมั่นคงได้ง่ายดายหากไร้สถานะ ไร้ชื่อเสียง ทุกย่างก้าวย่อมแวดล้อมด้วยกับดักแห่งเล่ห์กล
แต่หากมีตำแหน่ง “พระชายาแห่งซื่อจื่อ”ที่ได้รับแต่งตั้งจากราชสำนักคำสั่งนี้ย่อมเป็นเกราะชั้นดีที่มิอาจผู้ใดละเมิด
นางไม่ใช่ผู้หลงใหลอำนาจหรือตำแหน่งทว่าสถานะ ในเมืองหลวงนี้ คือเส้นแบ่งระหว่าง ‘ปลอดภัย’ และ ‘ตกเป็นเป้า’
หากจะต้องตามหาความจริงต่อกรกับเงามืดในอดีต นางจำเป็นต้องยืนอยู่ในที่ที่มั่นคงก่อน
ไป๋ซือเหนียงทอดสายตามองลูกสาวที่หลับสนิทมือเล็ก ๆ ยังจับนิ้วของทั้งนางและเหยียนไป๋เฉินไว้ไม่ยอมปล่อย
นางแย้มยิ้มบางเบาอีกครั้ง