ตอนที่ 21
ออกจากการบ่มเพาะแบบกลุ่ม
ลู่หานตื่นตระหนกเมื่อผู้เป็อาจารย์เอ่ยออกมาว่าจะให้เขานั้นอยู่ที่ทะเลสาปด้านใตู้เาอักษร เขานั้นอยากจะรู้สิ่งที่ตนเองนั้นขาดหายไปในการใช้ปราณกระบี่ การที่เขาอยากจะรู้เกี่ยวกับสิ่งที่เขาขาดหายไปเหตุใดผู้เป็อาจารย์ถึงบอกให้เขามาอยู่แห่งนี้
“ ท่านอาจารย์ถ้าให้ข้าอยู่ที่แห่งนี้จนถึงการทดสอบเริ่มขึ้นแล้วพวกสมุนไพรหยางไท่ผู้ใดจะเป็ผู้ดูแลล่ะขอรับ ” ลู่หานเอ่ยอ้างไปเช่นนั้นเขาหาเหตุผลทั้ง 108 ประการเพื่อจะไม่ให้ตนเองได้อยู่ในที่แห่งนี้
สถานที่แห่งนี้ไม่มีอันใดเลยนอกจากผืนน้ำอันกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา จะให้เขานั้นอยู่ที่นี่กินนอนที่นี่ด้วยพื้นที่เพียงแค่นี้มันจะต้องเป็ผลเสียมากกว่าเป็ผลดีอย่างแน่นอน
เอาเวลาที่อยู่ที่นี่ไปครุ่นคิดถึงสิ่งที่ขาดหายไปจากการอยู่้าสบายๆเสียจะดีกว่า
แต่ทันใดนั้นเองความหวังที่จะได้กลับขึ้นไป้าของลู่หานมันก็หมดลงทันทีชายชราที่สวมใส่อาภรณ์สีดำทมิฬประหนึ่งขนของอีกาที่ยืนอยู่้าผิวน้ำส่ายหัวไปมาเพื่อตอบศิษย์ของตนเอง
“ เ้าไม่ต้องกังวลเ้าแปดเื่สมุนไพรหยางไท่ข้าจะช่วยดูแลให้เ้าเป็อย่างดีเลยแหละ ” เมื่อกล่าวจบหวังเซียนฉิงก็ออกแรงะโขึ้นไป้าอย่างรวดเร็วไม่รีรอให้ลู่หานพูดให้มากความ
มันราวกับว่าหวังเซียนฉิงนั้นรู้อยู่แล้วถ้าอยู่ต่อไปศิษย์ของเขาจะต้องหาเื่ต่างๆมากมายเพื่อมาอ้างให้กลับขึ้นไปอย่างแน่นอน
ลู่หานเงยหน้าขึ้นไปมอง้าที่ร่างของผู้เป็อาจารย์พุ่งทะยานขึ้นไปอย่างรวดเร็ว ตอนที่ลงไปใต้หุบเขาไร้ตะวันตัวของลู่หานนั้นถูกหิ้วขึ้นลงด้วยเลยไม่ทันได้สังเกตว่าการที่มหาปราชญ์แห่งยุคผู้นี้ะโขึ้นไป้าที่มีความสูงหลายร้อยหลายพันลี้ได้ด้วยการะโครั้งเดียวมันเป็เื่ที่น่าใเป็อย่างมาก
ลู่หานก็อดคิดในใจไม่ได้ว่าเมื่อเป็เช่นนี้หรือที่ผู้เป็อาจารย์ยังมาเย้าหยอกว่าให้เขาก้าวข้ามไปอีก นักเขียนนิยายเื่จ้าวกระบี่์สยบฟ้าเขารังสรรค์ตัวละครหวังเซียนฉิงผู้นี้ขึ้นมาให้มันมีพลังอยู่ในระดับที่เรียกว่าข้ามหน้าข้ามตาตัวละครทุกตัวภายในเื่ไปอย่างเห็นได้ชัด
มหาปราชญ์แห่งยุคคือผู้รอบรู้ที่กล่าวได้ว่าแข็งแกร่งที่สุดในทั่วทั้ง 9 ดินแดน ไม่ว่าจะเช่าดินแดนใดหรือว่ายิ่งใหญ่มาจากไหนก็ไม่มีผู้ใดคิดจะต่อกรกับมหาปราชญ์แห่งยุคนี้เลยสักผู้เพราะไม่ว่าผู้ใดก็ย่อมรู้ดีว่าการหันคมกระบี่เข้าหาหวังเซียนฉิงมันเท่ากับความตาย
หลังจากที่ผู้เป็อาจารย์จากไปลู่หานที่ยืนอยู่บนกลางโขดหินท่ามกลางทะเลสาปที่กว้างใหญ่ ลู่หานที่ไม่รู้จะทำเช่นไรก็หย่อนก้นนั่งลงเพื่อหาทางคิดว่าจะเอาเช่นไรต่อ
ลู่หานตระหนักได้อย่างนึงว่าอย่างไรเสียการที่อาจารย์ของตนเองนำตนเองมาปล่อยไว้ใตู้เาอักษรเช่นนี้มันแปลว่าสถานที่แห่งนี้ย่อมมีคำตอบให้เขาอย่างแน่นอน
บุรุษที่สวมใส่อาภรณ์สีน้ำเงินเข้มเริ่มพยายามใช้ความสุขุมของตนเองคิดถึงคำตอบที่ตนเองนั้นควรจะหาและวิธีการที่ตนเองนั้นจะสามารถหาคำตอบนั้นเจอ
ผ่านไปอีกหลายวันบัดนี้เหล่าศิษย์ของสำนักอักษร์ได้ออกจากการบ่มเพาะแบบกลุ่มที่กินเวลาไปถึง 1 เดือนเรียบร้อยแล้ว
หลังจากออกมาจากการบ่มเพาะแบบกลุ่มมี 2 ผู้ที่มุ่งตรงมาที่ยอดเขาหวนหลงของลู่หานทันที กลางูเาที่มีเรือนไม้หลังเล็กๆที่ตั้งอยู่ใจกลางยอดเขามีหนึ่งสตรีกับอีกหนึ่งบุรุษมาเยี่ยมเยียนผู้ที่เป็เ้าของเรือน
ด้านหน้าของเรือนไม้ร่างของสตรีที่สวมใส่อาภรณ์สีขาวงดงามที่มีใบหน้างดงามแต่นิ่งเฉยแฝงความเ็าไม่แสดงอารมณ์อันใดออกมา มู่หลานครั้งนี้นางมากับบุรุษผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ข้างกาย
บุรุษวัยประมาณ 20 ปลายๆที่มีร่างกายสูงใหญ่องอาจสง่างามใบหน้าหล่อเหลาหาผู้ใดเปรียบแต่ก็ยังน้อยกว่าลู่หานอยู่ประมาณ 3 ส่วน กระนั้นเครื่องแต่งกายที่บุรุษผู้นี้ใส่มันก็ดูไม่ธรรมดา ทั่วทั้งกายสวมใส่อาภรณ์สีขาวที่ดูงดงามและสูงศักดิ์พร้อมกับกระบี่สีขาวที่ดูล้ำค่าที่อยู่ในมือซ้าย ท่าทางองอาจเมื่อผนวกเข้ากับของที่ประดับอยู่ตามร่างกายและใบหน้านั้นแสดงให้เห็นออร่าแห่งความน่าเชื่อถือออกมาอย่างชัดเจนผิดกับลู่หาน
บุรุษวัย 20 ปลายๆที่ยืนอยู่ข้างกายของมู่หลานคือศิษย์พี่ใหญ่แห่งสำนักอักษร์ เยี่ยหวน ผู้เป็ตัวเอกของนิยายเื่จ้าวกระบี่์สยบฟ้า
หลังจากการออกจากการบ่มเพาะแบบกลุ่มครั้งนี้มันทำให้ทั้งเยี่ยหวนและมู่หลานมีพลังบ่มเพาะในด้านต่างๆรุกหน้าขึ้นไปเป็อย่างมาก
ครั้งนี้หลังจากที่ออกมาจากการบ่มเพาะแบบกลุ่มมู่หลานนางได้มุ่งตรงมาที่ยอดเขาของศิษย์น้องแปดของตนเองทันทีแต่นางก็ไม่ได้มาเพียงผู้เดียวแต่ชักชวนศิษย์พี่ใหญ่ของนางมาด้วย
“ น้องแปดจะเป็อันใดมากหรือเปล่า ” เยี่ยหวนใช้ใบหน้าที่หล่อเหลาแฝงความอบอุ่นของตนเองเอ่ยออกมาด้วยความเป็ห่วง
มู่หลานใช้ใบหน้าที่ไร้ความรู้สึกของนางส่ายหัวไปมาเพื่อต่อกลับไป
“ งั้นเข้าไปกันเถอะมู่หลาน ” เยี่ยหวนเดินนำหน้ามู่หลานเข้าไปเพราะความเป็ห่วงที่มีให้กับศิษย์น้อง 8 ของตนเอง โดยมีมู่หลานเดินตามหลังไปติดๆ
แต่เมื่อเดินนำหน้าเข้าไปแล้วเท้าทั้งสองข้างของหนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีก็ต้องหยุดชะงัก เมื่อทั้งสองนั้นพบเข้ากับชายชราที่สวมใส่อาภรณ์สีดำทมิฬประหนึ่งขนของอีกาที่นั่งจิบชาอยู่บนเก้าอี้ตำแหน่งประธานภายในห้องโถงทางเข้า
ใบหน้าของเยี่ยหวนและมู่หลานตระหนกขึ้นเล็กน้อยในตอนแรกก่อนที่ทั้งสองจะรีบคุกเข่าลงทันทีสองมือยกขึ้นมาประสานกันเบื้องหน้าแล้วเอ่ยอย่างพร้อมเพรียงกัน
“ ศิษย์คำนับอาจารย์ขอรับ/ศิษย์คำนับอาจารย์เ้าค่ะ ”
จะไม่ให้ใได้เช่นไรก่อนหน้าที่ทั้งสองจะย่างกายเข้ามาภายในเรือนไม้หลังนี้ก็มั่นใจได้แล้วว่าไม่สามารถััได้ถึงตัวตนอื่น
กล่าวข้อกระจ่างเื่นี้ได้ว่าหวังเซียนฉิงผู้นี้สามารถซ่อนเร้นตัวตนของตนเองไม่ให้ศิษย์ทั้งสองสามารถััได้
“ ขออภัยขอรับท่านอาจารย์ศิษย์ไม่ทราบว่าท่านอยู่ในที่แห่งนี้ ” เยี่ยหวนเอ่ยออกมาตามมารยาท
“ ไม่ต้องมากพิธีลุกขึ้น ” หวังเซียนฉิงตอบกลับไป
ศิษย์ทั้งสองที่คุกเข่าอย่างนอบน้อมอยู่เบื้องหน้าก็ลุกขึ้นมาอยู่ในท่ายืนปกติ
“ ศิษย์มาที่นี่เพื่อมาเยี่ยมน้องแปดเห็นน้องสามบอกว่าน้องแปดป่วยเมื่อเดือนก่อนยามนี้เลยมาดูให้เห็นกับตาว่าหายดีแล้วหรือยัง ” เยี่ยหวนเอ่ยกับอาจารย์ของตนเองอย่างนอบน้อมมีวาจาฉะฉานพูดไหลลื่นน่าฟังท่าทางสง่างามไร้ที่ติ
หวังเซียนฉิงที่กำลังยกน้ำชาดื่มอยู่นั้นก็ตอบกลับไปด้วยท่าทางสบายๆที่ติดเป็นิสัยของตนเอง “ เ้าแปดสบายดีพวกเ้ากลับไปได้แล้ว ”
เื่นี้ทั้งเยี่ยหวนและมู่หลานััได้ถึงพิรุธมากมายเหตุใดผู้เป็อาจารย์ถึงมาอยู่ในที่แห่งนี้ทั้งที่โดยทั่วไปแล้วก็แทบจะไม่ปรากฏตัวมาให้พวกเขาเห็น ยกเว้นในยามที่จะชี้แนะเื่ต่างๆหรือสั่งให้ไปทำบททดสอบ
ข้อสังเกตอีกเื่คือผู้เป็อาจารย์ไล่พวกเขาทั้งสองกลับทันที เยี่ยหวนจับสังเกตหลายๆอย่างได้เมื่อครู่เขาบอกว่าจะมาเพื่อดูอาการของศิษย์น้องแปดเหตุใดท่านอาจารย์ถึงแม้เขาเข้าไปพบแล้วไล่กลับทันที
“ ศิษย์ถามอาจารย์ศิษย์อยากพบน้องแปดสักหน่อยได้หรือไม่ ” เยี่ยหวนเอ่ยถามอย่างนอบน้อมเท่านั้นเพียงแค่อยากจะรู้ว่าสิ่งที่ผู้เป็อาจารย์กำลังปกปิดอยู่มันคืออะไรกันแน่
“ ชิ.. ” หวังเซียนฉิงทำเสียงไม่พอใจออกมาก่อนจะกล่าว “ เ้าหนึ่งเ้าเป็คนที่สงสัยอย่างนี้ั้แ่เมื่อใดกัน ”
“ ข้าบอกให้พวกเ้าออกไปจะออกดีๆหรือจะให้ข้าเตะส่ง ”
เพียงแค่ได้ยินคำพูดนั้นหนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีก็พากันวิ่งออกไปนอกเรือนเพื่อกลับยอดเขาของตนเองอย่างรวดเร็ว ทั้งเยี่ยหวนและมู่หลานต่างรู้กันดีว่าท่านอาจารย์ของพวกเขาเมื่อพูดแล้วกระทำจริงๆไม่ใช่การข่มขู่
เมื่อผู้ที่มาวุ่นวายงานภายในยอดเขาแห่งนี้จากไปหวังเซียนฉิงเองก็มานั่งดื่มชาอย่างสงบใจได้อีกครั้ง เขานั้นไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังเื่ศิษย์คนเล็กของเขาจากเหล่าศิษย์พี่ของเ้าแปดพวกนั้นอันใดหรอกแต่เพียงแค่เขานั้นี้เีจะตอบคำถามให้มากความ
ศิษย์คนที่ 1 ของเขามีนิสัยชอบหาความจริงและถามเื่ต่างๆจนรู้กระจ่างเพราะเช่นนั้นหวังเซียนฉิงจึงเกียจคร้านในการตอบคำถามกับเ้าหนึ่งมากที่สุด
“ เอาละเ้าแปดตอนนี้เหลือเวลาอีกเพียงแค่ 1 เดือนเท่านั้นนะ ตอนนี้เ้าสามารถใช้ปราณกระบี่ได้หรือยัง ” หวังเซียนฉิงเอ่ยถึงศิษย์ของตนเองพลางกับดื่มชาอย่างสงบใจ
การทดสอบจะเริ่มขึ้นตอนประมาณกลางเดือนห้าเท่ากับว่าบัดนี้ลู่หานยังเหลือเวลาอีกประมาณ 1 เดือนในการฝึกฝนใช้ปราณกระบี่
เมื่อนึกเื่ต่างๆไปๆมาๆใบหน้าอันอบอุ่นของชายชราที่สวมใส่อาภรณ์สีดำประหนึ่งขนของอีกาที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ตำแหน่งประธานภายในห้องโถงก็ตื่นตระหนกราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้
“ แย่แล้วๆ วันนี้ข้าต้องรดน้ำนี่นา ”
วันนี้เป็วันที่สมุนไพรหยางไท่ต้องรดน้ำแต่แทนที่มหาปราชญ์แห่งยุคผู้นี้จะลุกขึ้นไปเพื่อตักน้ำไปรดต้นสมุนไพรหยางไท่แต่เขากลับทำเพียงการสะบัดมือไปด้านหน้า
ตอนนี้ค่ายกลเ้าพฤกษาขนาดใหญ่ได้ถูกกลางจนปกคลุมทั่วทั้งยอดเขาหวนหลงแห่งนี้แล้ว หวังเซียนฉิงนั้นใช้ความสามารถของค่ายกลจ้าวพฤกษาในการเคลื่อนที่น้ำบางส่วนจากแหล่งน้ำที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของยอดเขาแห่งนี้ไปที่บริเวณแปลงสมุนไพรหยางไท่ที่ตอนนี้มันมีจำนวนมากถึง 7 แปลงหรือประมาณ 1400 ต้น
น้ำจำนวนนึงได้ถูกเคลื่อนที่ไปอยู่้าของแปลงสมุนไพรก่อนที่พวกมันจะแตกออกกลายเป็ละอองตกลงมาใส่แปลงสมุนไพรราวกับเม็ดฝน เพียงแค่นี้การลดน้ำมันก็เสร็จได้อย่างง่ายดาย
“ สะดวกสบายจริงๆ ” หวังเซียนฉิงเอ่ย
ตอนนี้มหาปราชญ์แห่งยุคผู้นี้ได้สร้างค่ายกลจ้าวพฤกษาขนาดใหญ่ปกคลุมเอาไว้ทั่วทั้งยอดเขาแห่งนี้เพื่ออำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ แน่นอนว่าหลังจากศิษย์ของเขากลับมาเขาจะทำให้ทุกอย่างมันกลับกลายเป็เหมือนเดิม
เมื่อทำสิ่งที่ตนเองนั้นหลงลืมไปเสร็จหวังเซียนฉิงยกถ้วยชาขึ้นมาดื่มอีกครั้ง ดวงตาทั้งสองข้างของมหาปราชญ์แห่งยุคที่นั่งอยู่ได้พักปิดลงไปสักพักแล้วเอ่ยออกมาด้วยท่าทางสงบใจ
“ เก่งขึ้นมากเลยนี่ ” เขาเอ่ยออกมาราวกับเห็นภาพอันใดสักอย่าง
จบตอน