“อ้อ มิใช่ๆ พวกเราเพียงสงสัยเล็กน้อย เนื้อจามรีในร้านนี้ดูจะพิเศษอยู่บ้าง กำลังคาดเดากันว่ามาจากที่ใด”
โม่จ้านกลืนเนื้อในปากลงไป หยัดกายยืนขึ้นพลางยกแก้วสุราไปทางเก๋อเหลยเกอหลี่
“ฮ่าฮ่าฮ่า ดูคล้ายว่ามิกี่ท่านจะทำการวิจัยอาหารอย่างค่อนข้างลึกซึ้งทีเดียว”
เก๋อเหลยเกอหลี่หัวเราะพลางพยักหน้า กระดกดื่มสุราองุ่นในแก้วรวดเดียว
“พวกเราจับจามรีได้ในป่าใกล้ๆ หลังจากนั้นจึงส่งให้ร้านอาหารนำมาปรุงอาหาร เป็นเนื้อสัตว์ป่าแท้อย่างแน่นอน”
“ใช่ มิเพียงแต่แหล่งที่มาเท่านั้น ทว่าวิธีการปรุงยังค่อนข้างพิเศษเช่นกัน”
โม่จ้านกุมปลายคาง เผยหนึ่งรอยยิ้มแฝงความหมายคลุมเครือ
“...วิธีปรุงอาหาร? วิธีปรุงอาหารอันใดหรือ?”
เมื่อเห็นท่าทางบอกใบ้ให้ตนขยับเข้าไปใกล้ของโม่จ้าน เก๋อเหลยเกอหลี่รู้สึกงงงวยเล็กน้อย ตนมาทานอาหารที่ร้านนี้บ่อยครั้ง มิเห็นจะรับรู้ได้ถึงวิธีการทำอาหารที่เป็นเอกลักษณ์อันใด?
โม่จ้านขยับเข้าใกล้ใบหูของเด็กหนุ่มผมสีเทาอมน้ำเงินก่อนกระซิบบางสิ่งเสียงเบา ดวงตาของเก๋อเหลยเกอหลี่ฉายแววประหลาดใจชั่วเสี้ยววินาที ก่อนจะกลับคืนสู่ปกติอย่างรวดเร็ว
“...สมแล้วที่เป็นหัวหน้า ‘กลุ่มทหารรับจ้างราชาปีศาจ’ ช่างมีสายตาเฉียบแหลมยิ่งนัก”
เด็กหนุ่มผมสีเทาอมน้ำเงินฝืนหัวเราะออกมา ลดแก้วในมือลงก่อนยื่นไปด้านหน้าโต๊ะ
“เพื่อเป็นการขออภัย ข้าเก๋อเหลยเกอหลี่ขอดื่มคารวะกลุ่มทหารรับจ้างท่านละหนึ่งแก้ว
แม้ว่าจะเป็นสุราที่มีฤทธิ์ต่ำ กระนั้นเก๋อจือยังคงรู้สึกวิงเวียนอยู่บ้างหลังจากฝืนดื่มรวดเดียว ร่างกายเอนพิงอยู่บนตัวของลาถีเท่อ
“...อึกอะ...เวียนหัวมาก...โม่..โม่เจ๋อเอ่อร์...เจ้าเอ่ยกับบุรุษตาหยีผู้นั้น...ว่า...อย่างไร...”
“แท้จริงแล้วพวกเจ้าชิมแล้วพบสิ่งใดกัน? จึงได้ทำตัวลึกลับซับซ้อนถึงเพียงนั้น”
ความอยากรู้อยากเห็นของเจียนั่วกับลาถีเท่อถูกกระตุ้นตั้งแต่ต้นแล้ว คนทั้งสองจ้องมองไปทางบุรุษตัวใหญ่กับตัวเล็กตรงหน้าที่สบตากันด้วยท่าทางแปลกประหลาด นึกอยากจะจับอีกฝ่ายมาไต่สวนเสียเหลือเกิน โม่จ้านเรอออกมาอย่างเกียจคร้าน เลียบนริมฝีปากที่ยังคงหลงเหลือความหวานของสุรา
“เนื้อจามรีของพวกเขาเกิดในป่าจริง เพียงแต่มิได้ล่าโดยนักล่าหรือจับโดยชาวบ้าน...”
“...เจ้า...รีบ...เอ่ย...”
เก๋อจือพยายามเปิดเปลือกตาที่หนักอึ้ง กัดฟันพลางจ้องไปทางโม่จ้านที่จงใจอุบเรื่อง โม่จ้านยกยิ้มชั่วร้ายก่อนจะยื่นมือออกไปช่วย ‘ปิด’ เปลือกตาให้เก๋อจือ
“...มันถูกจับโดยสัตว์ปีศาจที่เกิดมาพร้อมกับพลังเวทมนตร์ มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่จะสามารถอธิบายได้ว่าเหตุใดในเนื้อจึงมีพลังธาตุไฟจำนวนเบาบาง”
แรกเริ่มเจียนั่วพยักหน้าอย่างคลายความสงสัย ทว่าทันใดนั้นถึงกับตื่นตระหนก ตามด้วยใช้สายตามิต่างกับเห็นสัตว์ประหลาดจดจ้องโม่จ้าน
เก๋อจือคือจอมเวทธาตุไฟระดับจอมเวทขั้นสูง สามารถสัมผัสได้ถึงพลังธาตุไฟอันน้อยนิดนับเป็นเรื่องปกติอย่างยิ่ง หลังตนได้เปิดหูเปิดตาเกี่ยวกับ ‘หัตถ์สลัว’ ที่เกิดจากการรวบรวมพลังธาตุเข้าด้วยกัน ย่อมต้องรู้ว่าโม่เจ๋อเอ่อร์สามารถควบคุมพลังธาตุได้หลายชนิด เพียงแต่...นึกมิถึงว่าระดับการตอบสนองของโม่จ้านจะอยู่ในระดับเดียวกับเก๋อจือแล้วงั้นหรือ?
มิถูก ก่อนโม่จ้านจะปลุก ‘หัตถ์สลัว’ ธาตุที่คุ้นชินมากที่สุดคือธาตุน้ำแข็งมิใช่หรือ?!
“โม่เจ๋อเอ่อร์ เจ้า---” สีหน้าของเจียนั่วแลดูตื่นตระหนกระคนสงสัยอย่างเห็นได้ชัด ความรู้สึกแปรเปลี่ยนเป็นซับซ้อนทันใด
“...อืม? มีอันใดหรือเจียนั่ว” โม่เจ๋อเอ่อร์หันหน้ากลับมาด้วยความสงสัย มือใหญ่กุมลงบนหลังมือของเจียนั่วด้วยความเคยชิน
“...อะแฮ่ม ช่างเถิด ยามเย็นกลับไปแล้วค่อยคุยกัน”
เจียนั่วสัมผัสได้ถึงความรู้สึกอันคุ้นเคย ตนส่ายหน้าก่อนมองฝั่งตรงข้ามอย่างจนปัญญา --- เก๋อจือที่ใบหน้าแดงก่ำพูดจาไม่รู้เรื่องเสียแล้ว กระนั้นยังคงฝืนพยายามเอ่ยถามออกมา
“...แต่...แต่ว่า...ตำรา...มี...มี...บันทึกไว้...เพียงว่า...เผ่า..เผ่าที่ฝึก...ฝึก...สัตว์ปีศาจ...มีเพียง...สัตว์กลายร่าง...กับกึ่งมนุษย์...”
“หือ? เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเก๋อเหลยเกอหลี่มิได้มีสหายจากสองเผ่าพันธุ์นี้”
โม่จ้านจ้องมองเด็กหนุ่มผมแดงที่ฤทธิ์สุราพุ่งขึ้นหัวด้วยสายตายากอธิบาย ครั้นเห็นสายตางงงวยมิต่างกันของเจียนั่ว ลาถีเท่อจึงอธิบายทั้งรอยยิ้ม
“เผ่ากึ่งมนุษย์และเผ่าสัตว์กลายร่างที่สามารถเลี้ยงสัตว์ปีศาจมักคิดว่าตนเองสูงส่ง นอกเหนือจากการทำการค้า พวกเขามิค่อยร่วมมือกับมนุษย์นัก ยิ่งมิต้องเอ่ยถึงการเป็นสหาย”
“อ่อ ที่แท้เป็นเช่นนี้...” โม่จ้านพยักหน้า กุมปลายคางพลางครุ่นคิด
“ทว่าตรอกขี้เถ้าสามารถพัฒนาจนเป็นเช่นนี้ อีกทั้งเก๋อเหลยเกอหลี่จะต้องมิใช่คนธรรมดาเป็นแน่ หากจะทำการค้าประเภทนี้ก็นับว่าปกติอย่างยิ่ง”
ลาถีเท่อหยิบผ้าเช็ดปากทั้งรอยยิ้ม เช็ดน้ำลายให้เก๋อจือที่เริ่มส่งเสียงกรนออกมาเสียเล้ว
“ข้าค่อนข้างสนใจประวัติชีวิตของเขามิน้อย ความสุภาพอ่อนโยนจากภายในสู่ภายนอกเช่นนั้นมิอาจเสแสร้งแกล้งทำ ช่างไม่เข้ากับสภาพแวดล้อมของตรอกขี้เถ้าอย่างสิ้นเชิง”
“ฮี่ แท้จริงแล้วข้าเองก็สนใจมากเช่นกัน ประเดี๋ยวกลับไปค่อยถามซีนั่วสักหน่อย”
โม่จ้านหัวเราะเสียงเบา ส่งเนื้อจามรีแผ่นสุดท้ายเข้าปากก่อนหยัดกายลุกขึ้นเพื่อไปเข้าห้องน้ำ หลังจากเดินไปได้ครึ่งทาง โม่จ้านพลันเหลือบไปเห็นตำแหน่งที่นั่งในงานเลี้ยงของมังกรกึ่งมนุษย์โดยบังเอิญ ภายในใจเกิดเป็นเสียงดัง ‘กึก’
ตนมิเพียงแต่เห็นคนที่คุ้นตา ทว่าคล้ายจะค้นพบความลับของตำแหน่งที่นั่งในงานเลี้ยงเสียแล้ว
โต๊ะของซีนั่วมีขนาดใหญ่เพียงครึ่งเดียวของโต๊ะงานเลี้ยงทั่วไป เมื่อกวาดตามองดูคล้ายจะเรียงอยู่ในระดับเดียวกับจี๋เอ่อร์ป๋อเท่อที่เป็นหัวหน้ากิลด์เช่นกัน นับว่าเป็นเรื่องปกติอย่างมาก เพียงแต่เมื่อมองจากมุมของตนในยามนี้ ตำแหน่งการจัดวางโต๊ะงานเลี้ยงที่แนวตั้งแนวนอนไม่ตรงกันเช่นนี้นับว่าแปลกประหลาดยิ่งนัก --- หากเปลี่ยนมุมมอง เก๋อเหลยเกอหลี่ผู้จัดงานเลี้ยงยังคงเป็นประธาน โต๊ะเล็กของซีนั่วแลดูคล้ายเป็นโต๊ะลำดับรองอย่างแฝงนัย และโต๊ะของจี๋เอ่อร์ป๋อเท่อ โต๊ะของตนและโต๊ะของเจ้าตัวใหญ่ใส่หมวกเรียงอยู่ในระดับเดียวกัน กลายเป็นโต๊ะลำดับที่สาม
หากตำแหน่งที่นั่งเช่นนี้จึงจะเป็นจุดประสงค์แท้จริงของเก๋อเหลยเกอหลี่ เช่นนั้นตนก็สามารถวิเคราะห์ได้สองประการ ประการแรกซีนั่วมิเพียงแต่เป็นหัวหน้ากิลด์สาขาย่อยของสองกิลด์เท่านั้น ทว่ายังเป็นหนึ่งในเสาหลักของตรอกขี้เถ้าอีกด้วย มิเช่นนั้นคงเป็นไปมิได้ที่จะจัดตำแหน่งที่นั่งเช่นนี้ ประการที่สอง โต๊ะของตนอยู่ระดับเดียวกับโต๊ะของจี๋เอ่อร์ป๋อเท่อ สื่อถึงหัวหน้าของเหล่าผู้คุ้มกันการเคลื่อนย้าย เช่นนั้นเจ้าตัวใหญ่ที่แสนคุ้นตาผู้นั้นเล่าคืออันใดกัน?
เจ้าตัวโตที่เป็นฝ่ายเข้ามาชวนตนคุยยามอยู่ที่โรงพักม้าของเมืองเป้ยเท่อคือหนึ่งในสี่หัวหน้ากองพลของกองทัพราชาปีศาจ นามเจี๋ยหลัว เขามิใช่หัวหน้ากลุ่มทหารรับจ้าง แต่ทว่ากลับนั่งในตำแหน่งเดียวกัน เช่นนั้นถือเป็นการยืนยันว่าถึงแม้ตำแหน่งของอีกฝ่ายจะไม่ต่ำ แต่กระนั้นก็มิได้สูงไปกว่าซีนั่ว
เช่นนั้นก็พอจะคาดเดาลำดับของสี่หัวหน้ากองพลจากตำแหน่งที่นั่งในงานเลี้ยงได้อย่างคร่าวๆ ซีนั่วตำแหน่งสูงกว่าเจี๋ยหลัว ยามนี้ยังไม่รู้ลำดับของอามู่กับปู้ไหลเต๋อเป็นการชั่วคราว เพียงแต่เมื่อดูจากความเชื่อใจที่ราชาปีศาจมีต่อปู้ไหลเต๋อในอดีต อีกฝ่ายคงจะมีตำแหน่งไม่ต่ำไปกว่าซีนั่ว
“พวกเจ้าจำยามที่อยู่ในป่าไร้นามแล้วมีสัตว์ปีศาจระดับสูงจับจ้องพวกเราได้หรือไม่?”
โม่จ้านที่เพิ่งกลับมานั่งลงอีกครั้งเปิดหัวข้อสนทนาพลางใคร่ครวญ
“...โม่เจ๋อเอ่อร์เจ้าคิดไกลเกินไปแล้วกระมัง จามรีอย่างมากก็ไม่เกินขั้นสี่ อีกทั้งยังมีพลังโจมตีไม่มากนัก”
ลาถีเท่อหลุดหัวเราะ ลอบอุทานว่าท่านอาจารย์ช่างสมองใหญ่เสียจริง เพียงไปเข้าห้องน้ำความคิดยังล่องลอยไปเสียไกล
“หากสัตว์ปีศาจตัวนั้นแข็งแกร่งเช่นที่พวกเราสัมผัสได้จริง ต่อให้ผู้เลี้ยงดูสั่งให้ทำก็คงมิยอมไปจับกระมัง”
โม่จ้านนิ่งเงียบมิเอ่ยสิ่งใด ลางสังหรณ์บอกกับตนว่าสัตว์ปีศาจตนนั้นจะต้องเกี่ยวข้องกับซีนั่วอย่างแน่นอน
ระหว่างทางมายังร้านอาหาร ตนค้นพบว่าข้างทางมีร้านขายลูกสัตว์ปีศาจอย่างคาดมิถึง ภายในเขตแผ่นดินใหญ่ ช่องทางการซื้อลูกสัตว์ปีศาจถือว่ามีน้อยยิ่งนัก แทบจะเรียกได้ว่ามีราคาทว่าไม่มีตลาด เช่นนั้นเหตุใดจึงมีขายอยู่ที่นี่อย่างเปิดกว้าง? คำอธิบายเพียงหนึ่งเดียวคือตรอกขี้เถ้ามีช่องทาง ‘นำเข้าสินค้า’ เป็นกรณีพิเศษ
หากเก๋อเหลยเกอหลี่กับซีนั่วร่วมมือกันในด้านการค้าของตรอกขี้เถ้า พวกเขาไม่มีทางหยุดอยู่เพียงการซื้อขายเนื้อสัตว์เท่านั้น การจัดหาลูกสัตว์ปีศาจอาจเป็นหนึ่งในการค้าด้วยเช่นกัน เพราะมีเพียงผู้ที่คุ้นเคยกับลักษณะทางกายภาพและนิสัยใจคอของสัตว์ปีศาจทุกชนิดเท่านั้นจึงจะมีแหล่งที่มาของลูกสัตว์ปีศาจและไข่สัตว์ปีศาจได้มากพอ
ตนไม่คิดเช่นกันว่าสัตว์ปีศาจระดับสูงที่ถูกเลี้ยงดูจะยอม ‘ขี่ช้างจับตั๊กแตน’ เพียงแต่หากมีสัตว์ปีศาจระดับสูงสักตัวคอย ‘บัญชาการ’ สัตว์ปีศาจเล็กๆ ตัวอื่นให้ไปล่าสัตว์หรือหาแหล่งกำเนิดสัตว์ปีศาจ เช่นนั้นก็คงจะง่ายขึ้นมากเสียแล้ว