You Are My Light 13
“บอกพี่ทีจันทร์อยู่ไหน ได้โปรด”
“หยางลุกขึ้นไปนั่งดีๆ” บอสเอ่ยบอกคนที่ยังคุกเข่าเสียงเข้ม ผู้ชายคนนั้นลุกขึ้นยืนและยังคงก้าวเข้าหาฉันยังดีที่บอสยังยืนกั้นไว้อยู่ ไม่อย่างนั้นฉันเองก็ไม่มั่นใจว่าจะอดทนไม่ตวัดผ่ามือใส่หน้าเขาได้ยังเหมือนกัน
“โรมกูอยากคุยกับตะวันจริงๆ” นี่พวกเขารู้จักกันอย่างนั้นเหรอ
“ค่อยคุยมึงกลับไปนั่งดีๆ ตะวันไปนั่งที่เก้าอี้ครับ” บอสหันมาบอกไม่แค่นั้นเพราะเขาพยุงฉันให้ไปนั่งที่เก้าอี้ทำงานของเขาและยังส่งสายตาปรามๆ ไปให้เพื่อนของเขาอีกด้วย ร่างสูงสมส่วนของผู้ชายคนนั้นเดินไปนั่งที่โซฟาหันหน้ามาทางฉัน
“ตะวัน จันทร์เ้าอยู่ไหมบอกพี่ได้ไหม” จะให้ฉันบอกเขาได้ยังไงล่ะ แล้วเขาจะอยากรู้เื่พี่ฉันทำไม
“อยากรู้ไปทำไมคะ” ฉันถามกลับเสียงห้วนมือบีบกันแน่น บอสที่ยืนพิงโต๊ะอยู่ข้างๆ ยื่นมือมาจับมือฉันไว้แล้วบีบเบาๆ
“พี่รู้พี่ผิด แต่พี่อยากเจอจันทร์จริงๆ นะ”
“ผิดเื่อะไรบ้างล่ะ จำได้ไหมคุณทำผิดอะไรไว้บ้างกับพี่สาวฉันน่ะ” ฉันจ้องเขากลับอย่างเปิดเผย ผู้ชายมักมากอย่างเขาจะมารู้สึกผิดอะไรจริงๆ ปากบอกว่าจะดูแลพี่สาวฉันอย่างดีแต่ไปจีนไม่ถึงปีพี่สาวฉันก็ซมซานกลับมาพร้อมกับเด็กในท้องโดยที่พ่อของเด็กยังไม่รู้เลยมั้งว่ามีลูกน่ะ
“พี่ พี่ พี่ขอโทษ”
“ใครกันเหรอที่รับปากว่าจะดูแลพี่สาวฉันอย่างดี จะดูแลเขาใส่ใจเขาและรักเขาให้มากกว่าที่ฉันรัก ฉันก็โง่เองแหละที่ยอมเชื่อว่าคนแบบคุณจะดูแลพี่สาวฉันได้” ไม่รู้ว่าเผลอบีบมือบอสแรงแค่ไหน แต่ตอนนี้ฉันโกรธและเสียใจมาก ฉันไม่เคยคิดจะเจอเขาอีกเลยและไม่หวังจะเจอด้วยแต่ใครจะไปคิดว่าจู่ๆ เขาก็โผล่มาให้เจอแล้วยังรู้จักกับบอส บอส เหรอ เฮอะ! ฉันสลัดมือบอสออกก่อนจะกุมมือตัวเองไว้พรางบีบเตือนสติ
“ขอโทษ...”
“เก็บคำขอโทษคุณไว้เถอะ ฉันผิดเองที่โง่เชื่อว่าคุณจะทำได้อย่างที่พูด ใครมันจะไปคิดล่ะว่าไหมว่าทันทีที่ถึงที่นู่นคุณก็ทิ้งๆ ขว้างๆ พี่สาวฉัน ทั้งเที่ยวทั้งดื่มเหล้าเที่ยวผู้หญิงขนาดผู้หญิงของคุณไปตบพี่ฉันถึงห้องพักนั่นคุณยังไม่คิดจะสนใจเลย” เหอะ! สีหน้าแววตารู้สึกผิดนั่นมันคืออะไรตลกจัง
“คนมักมากอย่างคุณไม่คู่ควรกับพี่สาวฉันสักนิด”
“พี่ขอโทษที่รักษาคำพูดไม่ได้ แต่พี่อยากขอโทษอยากอธิบายให้จันทร์เข้าใจ พี่อยากแก้ตัวสำหรับทุกอย่าง”
“...”
“ให้พี่ได้เจอจันทร์ได้ไหม”
“คุณจะยังกล้าเจอพี่สาวฉันอีกเหรอ หน้าด้านดีจัง”
“ตะวันครับ” บอสเอ่ยปรามเบาๆ เมื่อฉันเริ่มหยาบคายขึ้นกว่าเดิม แต่ทำไมล่ะคนที่ทำชีวิตพี่ฉันพังย่อยยับฉันควรจะยังพูดดีกับเขาอยู่เหรอ
“ไม่ต้องมาดุเลยนะ” ฉันตวัดสายตามองบอสเคืองๆ อีกฝ่ายชะงักไปก่อนจะยกมือลูบผมฉันเบาๆ แทน
“ครับไม่ดุแล้ว แต่ใจเย็นลงกว่านี้นะ”
“ค่ะ”
“พี่รู้พี่ผิดตะวัน แต่พี่ตามหาจันทร์มาจะห้าปีแล้วแต่ไม่เจออะไรเลยอีกอย่างก่อนกลับมาไทยจันทร์ จันทร์เขาท้อง พี่ พี่อยากเจอจันทร์กับลูก”
“ตลกดีจังเลยน้า วันที่พี่ฉัน้าคุณ ้าคุณที่สุดใน่ชีวิตแต่คุณรู้ไหมวันนั้นคุณกำลังออกงานกับผู้หญิงคนหนึ่ง คุณบอกนักข่าวว่าพวกคุณกำลังจะหมั้นกัน วันนั้นเป็วันที่พี่สาวฉันเจ็บที่สุดในชีวิตเลยล่ะ” เจ็บจนวินาทีสุดท้าย
“ตะวัน...”
“ในวันที่คุณกำลังมีความสุขกับสังคมของคุณ มีความสุขกับความมักมากของคุณ คืนนั้น...” ฉันเงียบเม้มริมฝีปากแน่น จิกเจ็บลงบนหลังมือตัวเองเพื่อย้ำเตือนสติ
“พี่สาวฉันกำลังเ็ป เสียงกรีดร้องของพี่ฉัน ฉันยังจำมันได้ดี สีหน้าแววตาของเขาฉันจดจำได้หมดทุกอย่าง” ถ้อยคำพี่ฝากให้ฉันดูแลซันไชน์ฉันยังจัดจำได้
“เมียกับลูกพี่อยู่ไหน!” เสียงตะคอกนั้นทำให้ฉันลุกจากเก้าอี้เดินเข้าไปใกล้เขาตวัดฝ่ามือใส่ใบหน้าเขาเต็มแรง พอจะตบซ้ำบอสก็พุ่งเข้ามากอดฉันไว้ทันที
“ตะวัน! อย่ามาก้าวร้าวกับพี่นะ อย่าคิดว่าพี่ไม่กล้าทำอะไรนะ!!” คนตรงหน้าตวาดเสียงดังลั่นห้องจ้องฉันอย่างโมโห
“เอาสิ! คิดว่าจะยอมหรือไงกับไอ้คนที่ทำให้พี่ฉันต้องตายน่ะ คิดว่าฉันจะยอมเหรอ!”
“...”
“คนที่มันมักง่ายหลอกลวงแบบนั้นฉันไม่กลัว พี่ฉันท้องมันยังไม่สนใจเลยมันยังไปมั่วกับคนอื่น เอาคนอื่นมาที่ห้องคนแบบนั้นฉันไม่กลัวหรอกนะ!”
“อยากเจอพี่ฉันเหรอ ฉันไม่ให้เจอ!!”
“คนที่ทำให้พี่ฉันตายมันไม่มีทางจะได้เจอพี่ฉันอีก จำไว้!!”
“ตะวันๆ ตะวันมองพี่ฟังพี่ตะวัน” เสียงบอสเอ่ยเรียกนุ่ม มือตบที่แก้มเบาๆ เรียกสติฉันให้กลับมา แต่พอได้เห็นหน้าผู้ชายคนนั้นฉันก็ไม่อยากมีสติแล้ว อยากขาดสติแล้วฆ่าผู้ชายคนนั้นให้ตายไปเลย
“ตะวันครับ ใจเย็นๆ ก่อน มองหน้าพี่นะไม่โมโหสิเดี๋ยวลูกก็ถึงแล้วนะ” ลูก นั่นสิ ลูกจะเห็นฉันเป็แบบนี้ไม่ได้ ฉันยกมือเช็ดน้ำตาตัวเอง ตบหน้าเรียกสติเบาๆ ก่อนจะตวัดสายตาชิงชังมองผู้ชายคนนั้น เขาเหมือนสติหลุดไปแล้วแววตาเหม่อลอยไหนจะน้ำตาที่ไหลอาบแก้มนั่นอีก เหอะ เสียใจเหรอ เสียใจได้เท่าฉันไหม พี่จันทร์คือครอบครัว คือคนเดียวที่ฉันเหลืออยู่เขาเป็ใครกันที่ทำให้พี่ฉันเป็แบบนั้น
“ไปกันเถอะ เดี๋ยวรับลูกหน้าบริษัทเราก็ไปร้านอาหารเลยนะ” บอสบอก แต่ฉันไม่ได้ตอบอะไรเขาสักอย่าง
“หยางมึงกลับไหวไหม เดี๋ยวกูให้คุณเอกไปส่งมึง ไม่ก็ให้คนของมึงมารับกูต้องพาน้องไปแล้ว มึงมีอะไรก็ค่อยโทรมา มึงทำตัวมึงเองนะ พวกกูเคยเตือนแล้วมึงเพื่อนกูผิดกูก็จะบอกว่าผิด กลับบ้านไปพักซะมีสติแล้วค่อยมาคุยกัน” บอสเอ่ยประโยคยาวๆ ก่อนจะประคองฉันออกจากห้องทำงานเขา กระเป๋าสะพายฉันบอสก็ถือให้ครั้งนี้เราใช้ลิฟต์ในการลงไปชั้นล่าง เพราะฉันเดินแทบจะไม่ไหว บอสพาไปนั่งรอที่รถในหัวฉันตอนนี้มันวกวนเหมือนภาพฉายซ้ำไปมาอยู่แบบนั้น
“ไชน์เป็ลูกของพี่สาวตะวันใช่ไหมครับ” นั่งกันอยู่นานบอสก็เอ่ยถาม ถามแบบเข้าประเด็นทันทีไม่มีอ้อมค้อม
“ค่ะ”
“พี่สาวตะวันเสียตอนไหน”
“เสียวันที่คลอดซันไชน์”
“เื่นี้มีใครรู้บ้างครับ”
“มีแค่เพื่อนหนูสองคนแล้วก็แฟนพวกนั้น”
“เก่งมากเลยนะ ทั้งเรียนและทำงานไหนจะดูแลไชน์อีก หนูเก่งมากเลยนะครับ” มือร้อนวางที่ผมฉันเบาๆ ลูบอย่างให้กำลังใจ
“หนูเหนื่อยมากเลยนะ เหนื่อยมาก ท้อจนไม่อยากจะมีชีวิตต่อด้วยซ้ำแต่เพราะไชน์หนูจึงมีกำลังใจ หนูจะไม่ยอมให้เขามาเอาไชน์ไป”
“ครับ พี่เองก็จะอยู่ข้างหนู”
“จันทร์บอกตลอดว่าไม่ต้องไปโกรธไปเกลียดผู้ชายคนนั้น เป็เพราะเราพลาดเองที่หลงเชื่อใจเขา ตอนที่จันทร์กลับมาแล้วบอกว่าท้องหนูทั้งดีใจและใที่ต้องมารู้อีกว่าผู้ชายคนนั้นทำอะไรกับจันทร์ไว้บ้าง เราพยายามหาเงินทุกทางเพื่อที่หนูจะได้เรียนต่อ มีเงินใน่หลานคลอด ต้องดูแลหลานให้ดีเท่าที่จะดูแลได้ ไม่สนใจคนอื่นที่เอาแต่นินทาว่าจันทร์เป็เมียน้อย เป็ชู้คนอื่นพอท้องก็ไม่มีพ่อ มันเจ็บและทรมานมากเลยนะ ส่วนเขาไม่เคยรับรู้อะไรเลย เขายังสนุกกับการใช้ชีวิตโดยที่ไม่รู้เลยว่าคนๆ หนึ่งหมดอนาคตเพราะเขา เขาหลอกว่าจะช่วยส่งให้จันทร์ได้เรียนที่ดีๆ จะดูแลจันทร์อย่างดี เราโง่เองที่หลงเชื่อ”
“ตะวัน พี่รู้ว่ามันเชื่อยาก ตะวันเองก็คงไม่เชื่อเื่คำสัญญาเพราะประสบการณ์ตะวันมีเื่ราวที่ไม่น่าจดจำ แต่พี่จะทำให้เห็นเองว่าพี่คนนี้จะอยู่ข้างๆ ตะวัน ไม่ว่าตะวันจะเจอเื่อะไร”
“...”
“เอาละ เช็ดน้ำตาได้แล้วคนเก่ง ลูกมาแล้วเดี๋ยวลูกจะคิดว่าพี่ทำตะวันร้องไห้”
“ขอบคุณค่ะ”
“ไม่ต้องขอบคุณเพราะพี่อยากดูแลตะวัน ดูแลลูก ขอแค่อยู่ข้างๆ พี่ก็พอ” บอสเดินลงไปรับซันไชน์จากคุณเลขาพรกระซิบอะไรสักอย่างกับไชน์ก่อนทั้งสองจะยิ้มเ้าเล่ห์ใส่กัน บอสเปิดประตูด้านหน้าก่อนจะส่งไชน์ให้ฉันจากนั้นก็ปิดประตูและเดินอ้อมมาขึ้นรถ กระเป๋าเขาก็ค่อยๆ ยื่นไปวางที่เบาะด้านหลัง
“สวัสดีครับ” ลูกชายยกมือไหว้ด้วยท่าทีน่ารักน่าเอ็นดู
“สวัสดีครับ วันนี้เป็ไงบ้างเล่นซนหรือเปล่า” ฉันถามลูกพรางมองอย่างเอ็นดู มือก็ยกขึ้นเช็ดเหงื่อตามกรอบหน้าออกให้
“ไม่ซนครับ วาดรูปทั้งวันเลยสนุก” ไชน์คุยจ้อไม่หยุดฉันเองก็ฟังไปหัวเราะไปกับท่าทางขึงขังของลูกชาย
“วาดรูปม้าบ้างสิ”
“อือ ไชน์วาดรูปม้าไม่สวยอ่า แต่ไชน์จะหัดวาดนะครับ”
“ขอบคุณครับ ลูกม้าทำได้อยู่แล้ว”
“ร้อนไหม?” บอสที่ทำหน้าที่ขับรถอยู่เอ่ยถามขึ้นมา มือก็ยื่นมาปรับแอร์ให้ทั้งที่สายตายังจับจ้องบนท้องถนน
“ม้าๆ”
“หือ? ว่าไงครับ” ฉันก้มมองคนในอ้อมกอดอย่างสงสัย
“ป๊าบอกว่าจะพาไปหาคุณย่าครับ ไปหาอารินกับอารอนด้วย” อ๋อ ที่เขาว่าคุณหญิงอยากทานข้าวด้วยใช่ไหม
“ที่บอกน่ะเหรอคะ” ฉันหันหน้าไปถามบอส เขาเอ่ยตอบทั้งที่สายตากำลังจับจ้องบนท้องถนน
“ครับ ปกติรอนจะไม่กล้าออกมาทานข้าวข้างนอก แรกๆ มันกลัวสายตาคนอื่นที่มองแต่วันนี้แปลกมากพอบอกว่าจะพาหลานกับตะวันไปทานข้าวที่ห้างมันก็บอกอยากมาทานข้าวด้วย ทำเอาแม่กับรินตื่นเต้นใหญ่เลย”
“ปกติไม่มาเหรอคะ”
“ครับ รอนอยู่แต่บ้านเลย ถึงแม้รินกับแม่จะชวนแต่ก็ไม่ยอมออกมา กระทั่งเจอไชน์นั่นแหละถึงยอมออกมาน่าจะติดไชน์กันทั้งบ้านแล้ว” บอสเล่าพรางยิ้มอบอุ่น
“คุณรอนมีอะไรในใจหรือเปล่าคะ เหมือนเขาจะอยากพูดอะไรสักอย่างแต่ก็ไม่กล้าพูด” ฉันถามออกไปตรงๆ ฉันไม่อยากให้ครอบครัวเขาเสียเวลาเพราะการไม่พูดคุยกัน บางทีเราควรจะคุยกันให้มากเพื่อความเข้าใจจะได้ไม่ต้องเสียดายเวลาที่อาจจะเหลืออยู่ไม่น้อย
“มีมั้งครับ พี่ก็คอยถามอยู่แต่รอนก็บอกไม่มีอะไร”
“ชวนคุณรอนออกมาทานข้าวบ่อยๆ สิคะ”
“อือ ครับ เดี๋ยวพี่จะชวนบ่อยๆ นะ”
บอสเงียบเสียงไปแล้ว และฉันเองก็ต้องฟังเ้าลูกหมูคุยโม้เื่ที่โรงเรียนกระทั่งถึงห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ซันไชน์ก็ยังไม่หยุดโม้บอสอุ้มซันไชน์ด้วยแขนอ้างหนึ่งอีกข้างก็จับมือฉันเดินไปยังร้านอาหารที่เขานัดกับครอบครัวเขาไว้ จะว่าไป ทำไมฉันถึงได้ยอมให้เขาจับมือแล้วพาไปเจอครอบครัวเขาบ่อยแบบนั้นล่ะ จะใจง่ายเกินไปแล้วนะตะวัน
‘ว้าวๆ รู้นะคิดอะไรในใจ’ เสียงคุ้นเคยของจันทร์เ้าดังขึ้นแต่ไม่ยักจะเจอร่างโปร่งแสงอย่างที่เคยเจอเลย
‘อะไรล่ะ อย่ามาอ่านความคิดเค้านะ’
‘ชอบเขาเหรอ? บอสคนนั้นน่ะ’
‘บ้า ไม่ได้ชอบ’
‘ปากแข็งจริง ไม่ต้องมองหา ไม่ให้เจอหรอกนะแต่จะอยู่ใกล้ๆ ไม่ต้องกลัว’
‘อื้อ ขอบคุณนะ’
“ตะวัน ตะวันครับ”
“คะ? อะไรนะคะ” ฉันสะบัดหน้ามึนๆ มองคนที่เรียกตัวเอง ด้วยความที่คนข้างๆ สูงกว่าเยอะมากทำให้เขาจำต้องก้มหน้ามองฉันอย่างเป็ห่วง
“พี่ถามว่าจะไปห้องน้ำกันก่อนไหม”
“อ้อ ค่ะ ไปค่ะ” ฉันพยักหน้าเร็วๆ
“เดี๋ยวพี่ไปด้วย หน้าซีดมากเลยไม่สบายหรือเปล่า” มือหนายกขึ้นประคองแก้มเบาๆ พรางส่งสายตาห่วงใยมาให้
“ไม่เป็ไรค่ะ”
“งั้นไปห้องน้ำกันก่อนนะครับ” เราทั้งสามไปที่ห้องน้ำกันก่อน ไชน์งอแงจะไปกับบอสฉันเลยต้องปล่อยไปเพราะพวกเขาก็ผู้ชายเหมือนกัน ส่วนฉันเข้าห้องน้ำทำธุระเสร็จก็ออกมาข้างนอกเจอบอสกับไชน์กำลังถ่ายรูปเล่นกันอย่างสนุกฉันไม่ค่อยเห็นไชน์สนุกแบบนี้นานแค่ไหนแล้วนะ แทบจะนับครั้งได้เลยที่สนุกทั้งสีหน้าและแววตา
“ม้ามาแล้วลูก ไปกัน”
“ครับ! ม้า ไปกันๆ” ร่างเล็กวิ่งเข้ามาจับมือฉันไว้ก่อนจะดึงให้เดินไปยังร้านอาหารมืออีกข้างของซันไชน์ถูกบอสกอบกุมมือไว้อย่างหวงแหน ฉันรู้สึกดีใจมากจริงๆ ที่มีคนเอ็นดูลูกชายฉันนอกจากเพื่อนๆ ฉันก็มีเพียงน้องเ้าเอยกับแฟนของเธอที่เอ็นดูซันไชน์พอมาเจอพี่ๆ ที่แผนกรวมถึงบอสฉันก็แทบจะร้องไห้เพราะไม่รู้จะขอบคุณพวกเขายังไงที่พวกเขาเอ็นดูลูกฉันมากขนาดนี้
“หลานย่ามาแล้ว คิดถึงจังเลย” คุณหญิงเอ่ยขึ้นพร้อมกับชูแขนมาตรงหน้ารอให้ซันไชน์เข้าไปหา ไชน์เองก็คงรู้ว่าคนตรงหน้า้าอะไรถึงได้วิ่งเข้าไปกอดอ้อนแบบนั้น
“นั่งครับ”
“ขอบคุณค่ะ” บอสเลื่อนเก้าอี้ให้นั่งก่อนจะที่เขาจะนั่งลงข้างๆ
“สวัสดีค่ะ” ฉันยกมือไหวทั้งคุณหญิง คุณรอนและคุณริน ทั้งสามรับไหว้พร้อมกับส่งรอยยิ้มมาให้ รอไม่นานอาหารก็มาเสิร์ฟระหว่างทานคุณหญิงและคุณรินก็ชวนคุยเพื่อไม่ให้เงียบจนเกินไป คุณรอนเองก็มองคนนั้นทีคนนี้ทีดูแล้วเขาจะยังกังวลแต่ก็พยายามไม่สนใจ
“ตะวัน”
“คะ?” ฉันหันกลับมามองคนข้างๆ ที่เอ่ยเรียกเสียงกระซิบ
“ชวนรอนไปเดินดูเสื้อผ้ากันไหม”
“ค่ะ” ก็น้องชายเขา ทำไมต้องมาถามฉันด้วยล่ะ
“ม้าครับ เราไปดูของเล่นได้ไหม ดูเฉยๆ ไม่ซื้อก็ได้” คนที่นั่งอยู่ระหว่างฉันกับบอสเอ่ยอ้อนเสียงหวาน อะไรคือการกระพริบตาอ้อนปริบๆ แบบนั้นกัน ไปเอามาจากไหนลูกแค่นี้ม้าก็ใจอ่อนจนไม่รู้จะอ่อนยังไงแล้วนะ
“ครับๆ เดี๋ยวพาไปครับ”
“ไปไหนครับ” บอสก้มหน้าถาม มือก็ยกเช็ดมุมปากให้ซันไชน์ ทำไมเราดูเหมือนครอบครัวกันแบบนั้นล่ะ เขาจะใส่ใจเก่งเกินไปแล้วนะ
“ไปดูของเล่นครับ ม้าจะพาไป” ไชน์ทำท่าอวดบอสใหญ่เลยล่ะ
“ชวนอารอนไปด้วยไหม อารินด้วยชวนคุณย่าด้วยนะคุณย่าสายเปย์” บอสกระซิบกับซันไชน์ก่อนที่เ้าตัวเล็กจะหันไปอ้อนๆ ทั้งสาม
“คุณย่าครับ อารอน อาริน เราไปดูของเล่นกันไหมครับ ไปดูเฉยๆ ไม่ต้องซื้อ” คนตัวเล็กที่สุดเอ่ยบอกทุกคนเสียงหวานทั้งยังทำท่าทางอ้อนๆ อีกด้วย
“หลานชวนแบบนี้ไปไหมคะแม่ อารอน” คุณรินเอ่ยถามทั้งสองเสียงสดใส แววตาเป็ประกายเต็มไปด้วยความหวัง
“รอนไปไหมลูก ไหวไหม”
“มะ...ไป ไปครับแม่” คุณรอนยิ้มกว้างมือเอื้อมตักอาหารมาใส่จานเล็กๆ ของซันไชน์ รอยยิ้มและดวงตาของเขาราวกับกำลังค่อยๆ ยิ้มค่อยๆ เปิดใจ นี่คงเป็สัญญาณที่ดีสินะที่จะทำให้คุณรอนเปิดใจกับคนในครอบครัวเขา
‘ครอบครัวสุขวันต์จังเลยน้า’ เสียงแซวของจันทร์ทำเอาฉันหน้าร้อนวูบไปหมด ทำไมต้องมาแซวตอนอยู่กับคนเยอะๆ ด้วยเนี่ย
‘เงียบเลยจันทร์’
‘ชิ ชอบดุเค้า’
มีพี่สาวเป็ผีขี้งอนนี่เหนื่อยนะ แล้วยังเป็ผีขี้แซวด้วย
==================================
ตอนนี้หลากหลายอารมณ์มากจริงๆ แยกอารมณ์ไม่ถูก แต่ที่แน่ๆ เราชอบอารอนค่ะ 555555
ใครรออีบุ๊ครอยาวๆ เลยนะคะ เพราะเปิดปมมาเยอะเกินไป ตอนนี้เพิ่งเริ่มเคลียปมแรก จะร้อง ไม่น่าทำอะไรซับซ้อนเลย เขียนไปงงไป 555555 บ้าบอมาก
ยังไงก็ฝากติดตามด้วยนะคะ ถ้าไม่รีบฝากเม้นด้วยนะคะ ถือว่าเป็กำลังใจเนอะ ขอบคุณที่ยังติดตามค่ะ