“ขนาดพวกเขาไม่รู้ว่าแม่ท้อง ยังรับยากรับเย็นขนาดนี้ ถ้าท้องโตอีกหน่อย แม่ต้องแย่แน่เลยลูก” ฝนทิพย์ลูบท้องน้อยแล้วบ่นกับพึมพำออกมา พลางเลื่อนสายตาไปยังเบื้องหน้า เพื่อมองหาป้ายรับสมัครงานที่นอกเหนือจากอินเทอร์เน็ตระบุไว้
ชายหนุ่มยังคงใช้ชีวิตเป็ปกติ ไม่ได้สนใจเื่ราวของฝนทิพย์มากนัก เขารอเพียงแค่ตรวจดีเอ็นเอพิสูจน์ให้อธิพันธ์สบายใจ จะได้จบปัญหาทุกอย่าง เย็นวันนั้นหลังจากหิรัญกลับเข้าบ้านมา เขาชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นบิดายืนกอดอก มองตรงมาด้วยสีหน้าไม่พอใจ
“ทำไมแกทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น” หิรัญได้ยินดังนั้นจึงถอนหายใจออกมา พร้อมกับถอดสูทออกแล้วพาดไว้บนเก้าอี้ ก่อนจะเดินเข้ามาทิ้งตัวลงนั่งด้วยกิริยาสบาย
“เื่อะไรเหรอครับ” หิรัญเอ่ยถามอีกฝ่ายด้วยท่าทางสุขุม
“ทำไมแกควงรตีไปไหนมาไหน ทั้งที่ปัญหาของแกยังกองอยู่ข้างหน้า รอตรวจดีเอ็นเอให้เสร็จสิ้นก่อนไม่ได้หรือไง ถ้าเด็กในท้องเป็ลูกแกขึ้นมาจริง ๆ แกจะทำยังไง” สีหน้าของชายกลางคนพูดด้วยความเป็ห่วง
“พ่อครับ ผมกับรตี เราคู่ควรกันทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็ฐานะทางสังคม การศึกษา หรือแม้แต่รสนิยม ถ้าผมแต่งงานกับรตี ธุรกิจเราก็มีแต่เจริญรุ่งเรืองนะครับ พ่อจะให้ผมปล่อยเธอไปง่าย ๆ ได้ไง” เขาเอื้อมไปยกน้ำขึ้นดื่ม แล้วตอบบิดาด้วยสายตาว่างเปล่า
“แกรู้หรือเปล่าว่าตอนนี้ฝนทิพย์อยู่ที่ไหน” หิรัญนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่อธิพันธ์จะเอ่ยขึ้น
“ฉันให้ชัยศักดิ์ไปสืบมาหมดแล้ว ตอนนี้ฝนทิพย์ออกจากมหาวิทยาลัย เธอเดินหางานทำทุกวัน โดยไม่เข้ามาขอความช่วยเหลือจากเราหลังจากที่แกปฏิเสธไปในวันนั้นไง”
“แต่ล่าสุดผมบอกเธอไปแล้วนี่ครับ ว่าถ้าตรวจดีเอ็นเอแล้วเป็ลูกผมจริง ๆ ผมยินดีรับผิดชอบ” หิรัญตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบแล้วให้เหตุผลต่ออีก
"มันก็ไม่แปลกที่เวลานี้เธอจะดิ้นรนเอาตัวรอดด้วยตัวเอง ก็ในเมื่อยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าเด็กในท้องใช่ลูกผมหรือเปล่า เธอจะกล้ามาขอความช่วยเหลือจากเราได้ยังไงกัน”
“แกก็เลยปล่อยให้เธอเดินหางานทำทุกวันทั้งท้องอ่อนอย่างนั้นเหรอ” อธิพันธ์ถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
“ผมยอมตรวจดีเอ็นเอเพื่อให้พ่อสบายใจ ทั้งที่ความจริงเราแค่โยนเงินให้เธอก้อนหนึ่งมันก็จบแล้วไม่ใช่เหรอ”
“แกจะทำอย่างนั้นได้ยังไง ก็ในเมื่อชัยศักดิ์บอกฉันว่า หลายวันก่อน ฝนทิพย์เข้าไปโวยวายที่บริษัท เพราะเข้าใจผิดคิดว่าแกหลอกให้เธอไปนอนด้วย จนสุดท้ายแกเองไม่ใช่เหรอที่ให้ชัยศักดิ์ไปสืบจากนฤมน ถ้าแกมั่นใจว่าฝนทิพย์เป็ผู้หญิงขายบริการจริง ๆ แกจะให้ชัยศักดิ์ไปสืบทำไม” หิรัญชะงักนิ่งเงียบไป
“ชัยศักดิ์บอกพ่อหมดเลยเหรอ”
“ก็ลองมันไม่บอกดูสิ” ท่าทางโกรธของบิดาทำให้หิรัญเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนอธิพันธ์จะพูดต่ออีกด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
“ถ้าทุกอย่างเป็อย่างนั้นจริง ๆ ลูกในท้องของฝนทิพย์ก็มีสิทธิ์เป็ลูกของแกไม่ใช่เหรอ จนถึงขนาดนี้แล้วแกยังกล้าเอาเงินฟาดหัวเธออีกเหรอ” อธิพันธ์ถามหาศีลธรรมในใจลูกชาย ขณะที่ชายหนุ่มเอนกายพิงโซฟา แล้วเลื่อนสายตาตรงมายังบิดาของเขา
“เอาล่ะผมไม่เถียง... แน่นอนว่าบางที เธออาจถูกใครบางคนหลอกให้มานอนกับผม แต่ที่สุดแล้วมันก็แค่ความผิดพลาดที่ไม่ได้เกิดจากความรัก พ่อจะให้ผมรับผิดชอบทั้งชีวิตของเธอ ผมก็คงไม่ยอม เพราะคนที่ผมจะแต่งงานด้วยมีแค่รตีเท่านั้น”
“ถ้าผลตรวจออกมาว่าเป็หลานฉัน เป็ลูกของแกจริง ๆ แกจะบอกรตียังไง?” คำถามของชายกลางคนทำให้หิรัญชะงัก
“ถ้าเป็ลูกผมจริง ๆ ก็รับผิดชอบแค่เด็ก และคงต้องบอกความจริงกับรตีไปตรง ๆ”
“รับผิดชอบแค่ลูกเหรอ?”
“ก็ต้องแบบนั้นสิครับ พ่อจะให้ผมรับผิดชอบแม่เด็กเพื่ออะไร เราไม่ได้รักกัน เธอไม่มีอะไรคู่ควรกับผมด้วยซ้ำ” หิรัญตอบตามความรู้สึก พร้อมสายตาผิดหวังของอธิพันธ์จะฉายแววออกมา
“แกนี่มัน เหมือนคุณตาแกไม่มีผิด” อธิพันธ์ถอนหายใจกึ่งต่อว่า
“ผมไม่คุยกับพ่อละ ไปพักผ่อนก่อนดีกว่า” เขาทำท่าเบี่ยงตัวเดินไป
“เดี๋ยวก่อน”
“อะไรอีกล่ะครับ”
“ระหว่างนี้ แกจะปล่อยให้ฝนทิพย์ ลอยลำอุ้มเด็กในท้องเผชิญชีวิตอยู่ข้างนอกตามลำพังหรือไง แกไม่ห่วงเด็กในท้องบ้างหรือไง”
“แล้วพ่อจะให้ผมทำยังไง ก็ในเมื่อยังไม่รู้ว่าเป็ลูกผมจริงเปล่า”
“รับฝนทิพย์เข้ามาอยู่ในบ้าน” อธิพันธ์ข่มเสียงต่ำ