.
.
.
"พี่หญิงอันฉี พี่หญิงพูดแบบนี้ก็เกินไป การฝึกยุทธ์พวกเราจะย่อหย่อนได้รึ มีแต่ยิ่งต้องรุดหน้า ยิ่งตอนนี้สำนักเรามีอัจฉริยะมากมาย หากเราสองปล่อยปละ ไม่ใช่วันหน้าจะมีคนดูแคลนลูกหลานสำนักบรรจบฟ้าของเราหรอกรึ" ยอดหญิงงามพูดอย่างมีเหตุผล
นางพยายามพูดให้ศิษย์พี่หญิงของนางพยายามขยันฝึกฝนมากกว่านี้ นางรู้ตัวว่านางล้ำหน้าศิษย์พี่หญิงของนางไปมากแล้ว แต่ยอดหญิงงามนางก็มิใช่คนที่ทะนงตน ที่นางก้าวหน้าก็เพราะนางพยายามพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ซึ่งต่างกับพี่หญิงสวีอันฉีทั้งๆ ที่จริงแล้วนางมีพรสวรรค์ หากแต่ติดเที่ยวติดเล่นมากจนเกินไป หากพี่หญิงสวีอันฉีขยันเท่านาง เกรงว่านางก็สู้พี่หญิงไม่ได้
"สวีอี้เฟยนะสวีอี้เฟย ข้านั้นไม่เหมือนเจ้าที่วันๆ สนใจแต่ฝึกวิชายุทธ์ บ่มเพาะเร่งระดับฐานพลัง ตัวข้านั้นมีความฝัน ข้าฝันว่าวันสักหนึ่งตัวข้านั้นจะออกจากสำนักแห่งนี้ไป และไปตบแต่งกับยอดบุรุษที่สง่างาม มีบริวารดูแลข้าทั้งค่ำเช้า แทนที่ข้าจะเอาเวลาไปฝึกยุทธ์อย่างเดียว สู้เอาเวลาไปแช่โอสถบำรุงผิวสตรีเพิ่มพูนความงดงามให้เหนือล้ำสตรีใดๆ ดีกว่า นอกจากนั้นยังต้องหาซื้อเสื้อผ้าสวยๆ อยู่กับเจ้าทำให้ข้าเหน็ดเหนื่อยเหลือเกิน" พี่หญิงสวีอันฉีนางพูดและยิ้มอย่างมีความสุข มองจ้องยอดหญิงงามที่ไม่ต้องพยายามเหมือนนาง หากแต่แม้ไม่ทำอะไรนางก็งาม งามจนเกินไป
ไม่ช้านางสวีอันฉีนางก็กล่าววาจาต่อ
"ข้าละเสียดายความงามของเจ้าจริงๆ อี้เฟย ขนาดวันๆ เอาแต่ฝึกยุทธ์เหตุใดใบหน้าของเจ้าจึงงามล้ำข้าได้ ผิวพรรณเจ้าก็ขาวกระจ่างดังนางสวรรค์ ทั้งๆ ที่สมุนไพรหรือโอสถบำรุงสตรีใดๆ เจ้าก็มิได้แตะต้องมัน สวรรค์ช่างไม่ยุติธรรม ไม่ยุติธรรมเสียจริงๆ "
สวีอันฉีพูดพลางทำมือปาดเช็ดน้ำตา นางช่างดูเสแสร้งแกล้งทำยิ่งนัก
ทำให้ยอดหญิงงามอดยิ้มไม่ได้
ก่อนที่ในไม่ช้าพี่หญิงสวีอันฉี นางจะโน้มใบหน้าแนบลำคอของยอดหญิงงาม พร้อมทำท่าดมที่ต้นคอ "สวีอี้เฟยนะสวีอี้เฟย เจ้าต้องไม่ใช่มนุษย์แน่ๆ แม้แต่หลังฝึกยุทธ์เสร็จ เหตุใดตัวเจ้าไม่มีกลิ่นอับ กลิ่นอันไม่พึงประสงค์ใดๆ เลย เหม็นหืนเหม็นเค็มสักนิดก็ไม่มี กลับมีแต่กลิ่นพฤกษาและหมู่ดอกไม้หอมหวนออกมาจากตัวเจ้า ถ้าข้าเป็นบุรุษตัวข้าจะต้องจับเอาเจ้ามาเป็นศรีภรรยาของข้าให้ได้เลย ได้ตายสิ"
พี่หญิงสวีอันฉีพูดไปก็หัวเราะไป
สวีอี้เฟยส่ายหัวกับคำพูดเพ้อเจ้อของพี่หญิง
ศิษย์พี่คนนี้ไม่ว่าจะกี่ปีต่อกี่ปีนางก็ไม่เคยเปลี่ยนเลยแม้แต่น้อย ชอบพูดเกี้ยวพานางเสมอ
ไม่ช้าสองหญิงงามก็เดินคุยเล่นกัน หัวเราะบ้าง ยิ้มบ้าง จนกระทั่งมาหยุดที่สวนดอกไม้ ก่อนจะหยุดนั่งคุยกันที่ศาลาคล้ายมีเรื่องสำคัญ
.
.
.
"สวีอี้เฟยสองปีมานี้เจ้าว่าพานลี่เป็นอย่างไรบ้าง เจ้ากับข้าเป็นอาจารย์ของนาง ข้าอยากฟังความเห็นของเจ้า"
ยอดหญิงงามนางคล้ายต้องขมวดคิ้ว นั้นเพราะสีหน้าของพี่หญิงสวีอันฉีของนาง ตอนนี้ช่างดูแปลกเหลือเกิน พี่หญิงนั้นดูเหมือนมีสีหน้าลำบากใจอะไรบางอย่าง
สวีอี้เฟยนางจึงต้องขบคิดสักหน่อยก่อนจะตอบแล้ว หลังจากคิดอยู่ครู่ ยอดหญิงงามก็พูดขึ้น นางพูดพร้อมนึกภาพของเด็กหญิงตัวน้อย ศิษย์ที่น่ารักของนาง
"ศิษย์พานลี่นับเป็นยอดอัจฉริยะของรุ่น นางฉลาดเกินวัยจริงๆ ไม่ว่าวิชาใด วิชาอะไรที่ข้าสอนนาง นางไม่เพียงแค่เรียนรู้ไว แต่นางยังเข้าใจอย่างถึงแก่นแท้ของเคล็ดวิชาโดยที่ข้าแทบจะไม่ต้องบอกกล่าวสิ่งใดต่อนางเพิ่มเติมแม้แต่น้อย นางคืออัจฉริยะและศิษย์ที่น่าภาคภูมิใจยิ่งของพวกเรา"
สวีอันฉีนางทำมือตบโต๊ะ ก่อนจะพูดขึ้น นัยน์ตาดูลุกลี้ลุกลนอย่างประหลาด ยอดหญิงงามเห็นแบบนี้คล้ายต้องพยายามกลั้นขำแล้ว
"นั่นแหละที่ข้าจะพูดกับเจ้า" ไม่ช้าสวีอันฉีก็ทำหน้าจริงจัง "เจ้าไม่คิดหรือว่านางจะเก่งจนเกินไปรึ และเจ้าไม่คิดหรือว่ามีคนในสำนักสอนวิชาเหล่านี้ให้แก่นางก่อนแล้ว…” สวีอันฉีลากเสียง “เช่นนนนนนนว่า… บิดาเจ้ามีเล็กมีน้อย หรือว่าพ่อของข้าแอบไปมีน้องสาวโดยที่ข้าและท่านแม่ไม่รู้ตัว เจ้าเคยคิดเช่นข้าหรือไม่อี้เฟย"
ยอดหญิงงามได้ยินศิษย์พี่พูด แม้แต่นางก็ยังอดที่จะขำมิได้ ตอนนี้ได้แต่เอามือป้องปากแล้ว ขำขัน ขำขันจนเกินไป พี่หญิงสวีอันฉี นิท่านคิดได้อย่างไร
สวีอี้เฟยนางได้แต่ฝืนกลั้นหัวเราะไม่อยากให้เสียอาการ แต่นางทนไหว "หึ..หึ ศิษย์พี่ท่านพูดอะไรก็ไม่รู้ ตลกจริงเชียว จะเป็นไปได้อย่างไร ทำอย่างกับว่าไม่รู้จักท่านพ่อและท่านอาอย่างนั่นแหละ"
"อี้เฟยเจ้าก็พูดไป ไม่ลองดูหน้าตาและผิวพรรณของพานลี่ศิษย์ตัวน้อยของพวกเราเล่า ในสำนักนอกจากเจ้าและข้าแล้วต่อไปใครจะงดงามสู้นางได้ละ เมื่อเป็นแบบนี้เจ้าคิดดู หากนางไม่ได้มีเชื้อสายที่ราวกับพญาหงส์เช่นพวกเรา นางจะงามได้ขนาดนี้รึ"
"คิกคิก" ยอดหญิงงามได้แต่อดกลั้นขำที่จะหัวเราะจากคำพูดเพ้อฝันของพี่หญิงสวีอันฉีแต่สุดท้ายนางก็ทำไม่ได้อีกครั้ง จำต้องหัวเราะออกมาเบาๆ น้ำตาแห่งยอดหญิงงามไหลซึม
เพราะความขำขันต่อสวีอันฉีเลยทีเดียว
"คิกคิก ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงท่านคิดว่าศิษย์น้องพานลี่จะเป็นน้องหญิงของท่านหรือของข้าละ พี่หญิง อิอิ"
"สวีอี้เฟยบิดาเจ้าสง่างามรักคุณธรรมยิ่ง ไม่น่าใช่... แต่ถ้าเป็นบิดาข้าก็ไม่แน่" สวีอันฉีทำสีหน้าจริงจัง ก่อนแอบแบะปาก
ยอดหญิงงามเห็นสีหน้าแบบนี้ของสวีอันฉีนางก็ได้แต่อมยิ้มและส่ายหัวไปกับความคิดนี้ของพี่หญิงสวีอันฉี
นั่นเพราะนับตั้งแต่ที่พานลี่เข้าสำนักมา ยอดหญิงงามกับสวีอันฉีก็เป็นคนดูแลพานลี่สตรีตัวน้อยผู้นี้มาตลอด
เพราะในสำนักจะหาสตรีที่เก่งกาจเท่านางทั้งสองก็ไม่มีอีกแล้ว
หากจะมีก็เป็นปรมาจารย์หญิงที่สูงวัยที่ไม่อาจจะรับศิษย์ติดตามได้อีกต่อไป
และเพราะแบบนี้ก็ทำให้ยอดหญิงงามนางจึงรู้จักนิสัยใจคอของพานลี่เด็กหญิงเป็นอย่างดี แม้นิสัยใจคอของพานลี่เด็กหญิงจะเหมือนสวีอันฉีอยู่บ้าง และรูปร่างหน้าตาของนางก็น่ารักน่าเอ็นดู เป็นเด็กหญิงที่เป็นที่รักของคนในสำนักชั้นในจำนวนมาก
แต่เรื่องของการเป็นคนร่วมสายเลือดนั้นเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน นั่นเพราะประวัติและชาติตระกูลของนางถูกเปิดเผย บิดานางก็ยังมีชีวิตอยู่และจะเป็นไปได้อย่างไรเล่าที่นางจะเป็นบุตรหลบซ่อนของบิดาของนางหรือของพี่หญิง
คงมีแต่พี่หญิงสวีอันฉีของนางเท่านั้นแหละที่คิดอะไรเช่นนี้ได้
.
.
.
ตอนนี้พี่หญิงสวีอันฉีสีหน้าจริงจังถึงที่สุด นางจริงจังจนแม้แต่ยอดหญิงงามยังไม่กล้าพูดอะไร เกรงทำให้พี่หญิงลำบากใจ ยอดหญิงงามสงสารพี่หญิงของนางเหลือเกินที่คิดอะไรเช่นนี้ได้ สุดท้ายนางก็จำใจต้องยอมตามน้ำ
"ก็เพราะแบบนี้แหละสวีอี้เฟย ข้าจึงมาชวนเจ้าไปช่วยกันลองจับตานางดูกันหน่อย… พวกเราอาจจะได้ค้นพบความจริงที่ยิ่งใหญ่บางอย่างที่ซ้อนอยู่ในตัวนางก็ได้นะ เช่น… หญิงชู้ของพ่อข้า"
ยอดหญิงงามมองเข้าไปในตาของสวีอันฉี นางได้แต่ขำขันในใจแต่นางก็ไม่อาจจะขัดความตั้งใจของพี่หญิงของนางได้ นางสัมผัสได้ถึงความตั้งใจอย่างแท้จริงในตัวพี่หญิงสวีอันฉี
สุดท้ายยอดหญิงงามนางได้แต่ส่ายหัวเบาๆ และจำยอมต้องไปเป็นเพื่อนสวีอันฉีทำเรื่องไร้สาระนี้ร่วมกับนาง