ตอนที่ 9 งานแต่งที่จำใจ
“ท่านพ่อ บ้านหวังกลับไปแล้วหรือเจ้าคะ” จิ่งเหวินรุ่ยได้รับการรายงานจากพี่ฮุยหลานว่าบ้านหวังจากไปแล้ว นางจึงเดินมาพบผู้เป็นพ่อที่นั่งยิ้มกริ่มรอตนอยู่
“กลับไปแล้วละ ต่อจากนี้ไปเจ้าก็สบายใจได้เลยว่าหวังต้าฟ่ง คนสารเลวนั่น จะไม่มากวนใจเจ้าอีกอย่างแน่นอน” จิ่งจงอี้ยิ้มกว้างพร้อมกับวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ
“จริงนะเจ้าคะท่านพ่อ” จิ่งเหวินรุ่ยฉีกยิ้มจนปากแทบจะถึงใบหู แล้วเข้าไปสวมกอดบิดา
“แน่นอน เพราะพ่อใช้ไม้เด็ดดักทางเขาไว้แล้ว เขาจะไม่มีทางมาตอแยเจ้าอีกอย่างแน่นอน” จิ่งจงอี้ลูบหัวน้อยๆ ของบุตรสาวอย่างปลอบโยน
“ข้ารักท่านพ่อที่สุดเลยเจ้าค่ะ” จิ่งเหวินรุ่ยกระชับอ้อมกอดอีกนิดแล้วยิ้มอย่างพอใจ
(จากนี้ไปข้าก็จะตัดขาดกับพวกเขาได้เสียที การแต่งงานที่ทำร้ายข้าไปทั้งชีวิตแบบนั้น ข้าไม่ต้องการมันอีกแล้ว จะว่าไปนอกจากหงเหมยหลิวแล้ว เหมือนกับว่าข้าเคยได้ยินคนพูดกันว่าหวังต้าฟ่งก็แอบไปมีความสัมพันธ์กับคนอื่นด้วยเช่นกัน เหมยหลิวนะเหมยหลิว จากนี้ไปเจ้าต้องจับให้ได้ไล่ให้ทันซะแล้วล่ะ ขอให้เจ้ามีความสุขกับสุนัขตัวผู้ที่เจ้าเลือกนะ) เหวินรุ่ยระบายยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ
“จริงสิข้าเกือบลืมไปเลยเจ้าค่ะ ท่านพ่อดูนี่สิเจ้าคะ” เหวินรุ่ยรีบเอาสร้อยคอที่นางทำขึ้นมาใหม่ให้ท่านพ่อได้ดู และบอกว่าสร้อยคอเส้นนี้นางจะให้คนมาประมูลราคาแข่งขันกัน ผู้ที่ประเมินราคาสูงที่สุดก็จะได้รับสร้อยคอเส้นนี้ไป ที่สำคัญก็คือสร้อยคอเส้นนี้นางได้ทำต่างหู และปิ่นปักผมที่เป็นชุดเดียวกันไว้อีกด้วย
“เจ้าจะใช้ของสามสิ่งนี้วางไว้ให้คนมาสู้ราคากันงั้นหรือ” จิ่งจงอี้มองบุตรสาวคนงามของเขาแล้วเผยรอยยิ้มที่อบอุ่นออกมา
หลังจากวันนั้นที่เหวินรุ่ยขายเครื่องประดับได้ กิจการผ้าไหมถึงจะเงียบไปบ้างก็ตาม แต่กำไรจากการขายเครื่องประดับของนางกลับเพิ่มขึ้นเป็นหลายเท่าตัว จนบ้านจิ่งกลับมาลืมตาอ้าปากได้อีกครั้ง ทั้งหมดทั้งมวลก็ต้องขอบคุณบุตรสาว ที่มีความละเอียดลออสร้างสรรค์ของล้ำค่าขึ้นมา ถึงนางจะทำเครื่องประดับได้แค่สัปดาห์ล่ะไม่กี่ชิ้นแต่เพียงเท่านี้ก็เกินพอแล้วสำหรับบ้านจิ่งของเราในยามนี้
“ท่านพ่อ ท่านว่าข้าควรตั้งราคาไว้เท่าไหร่ดีหรือเจ้าคะ”
“เจ้ามีราคาในใจแล้วใช่หรือไม่” จิ่งจงอี้ยิ้มบางแล้วหยิบสร้อยคอเส้นนั้นที่มีความประณีตมากกว่าเส้นอื่นๆ ขึ้นมาดู
“อืม ข้าคิดไว้ว่าราคาเริ่มต้นคือสามสิบตำลึงทองเจ้าค่ะ แต่ไม่รู้ว่ามันจะแพงเกินไปหรือเปล่า แต่ว่าหากไม่มีคนมาซื้อจริงข้าก็จะเอาวางขายไว้เช่นนั้นไปก่อน เพราะอย่างไรเสียพวกเครื่องประดับเหล่านี้นับวันราคาก็จะยิ่งสูงขึ้นไปอีก”
“พ่อเห็นด้วยกับคำที่เจ้าพูด ถึงราคามันจะสูงเท่ากับบ้านหนึ่งหลัง แต่สิ่งที่เจ้าทำมันออกมาก็งามเหมาะกับผู้มีอันจะกิน พ่อเชื่อว่าอีกไม่นานคงมีคนที่คู่ควรมารับมันไปอย่างแน่นอน”
“ท่านพ่อรู้ใจข้ายิ่งนักเจ้าค่ะ” จิ่งเหวินรุ่ยหัวเราะชอบใจ
“เห้อ… พ่อยังคิดอยู่เลยว่าจะเลิกขายผ้าไหมดีหรือไม่ เพราะผ้าไหมของพ่อนั้นไม่ใช่สิ่งที่จะจุนเจือครอบครัวของเราได้เลย” จิ่งจงอี้ถอนหายใจออกมาเมื่อเห็นยอดเงินที่ร่อยหรอลงทุกวัน
“งานขายผ้าเป็นสิ่งที่ท่านชอบไม่ใช่หรือเจ้าคะ เช่นนั้นท่านพ่อก็ขายต่อไปเถอะเจ้าค่ะ”
“พ่อแค่อยากปิดกิจการผ้าไหมไป แล้วเปิดร้านเครื่องประดับให้เจ้าแทน เจ้าว่าดีหรือไม่”
“ปิดไม่ได้นะเจ้าคะ หากท่านพ่อปิดไปลูกค้าผ้าไหมคนก่อนๆ ก็จะไม่มาแวะเวียนมา ทีนี้ลูกค้าที่จะเข้าร้านก็จะน้อยลง หากเป็นเช่นนั้นเครื่องประดับของข้าก็คงจะเป็นหมันไปแน่ๆ เลยเจ้าค่ะ” จิ่งเหวินรุ่ยที่อาศัยลูกค้าเก่าของท่านพ่อที่แวะเวียนมา ถึงกับหน้าถอดสี หากลูกค้ากลุ่มนั้นเงียบไปมีหรือเครื่องประดับของนางจะขายออก นางจึงปฏิเสธเสียงแข็ง เพื่อที่จะไม่ให้ท่านพ่อยุติการค้า
“เจ้าจะบอกพ่อว่า เพราะร้านของเราพอมีคนแวะเวียนมาบ้างเจ้าจึงขายเครื่องประดับได้สินะ แต่พ่อก็ยังอยากหยุดการค้าที่ไม่ได้กำไรนี่เช่นเคยนั่นแหละ”
“ไม่ได้นะเจ้าคะ”
“แล้วเจ้าจะให้พ่อแบกรับคนงานนับสิบต่อไปอีกนานแค่ไหน ค่าแรงพ่อก็ต้องจ่ายให้พวกเขาทุกเดือน แต่กลับกัน พ่อไม่ได้มีรายได้เข้ามาจุนเจือเลย”
“งั้นท่านพ่อก็เอาเช่นนี้สิเจ้าคะ ท่านแบ่งร้านครึ่งนึงให้กับลูก ส่วนคนงานผู้หญิงก็ให้พวกนางมาเรียนรู้การทำเครื่องประดับ เท่านี้ท่านพ่อก็ยังจะขายผ้าไหมต่อไปได้ แถมคนงานก็จะไม่ว่างงานและการค้าของลูกก็จะมีสินค้ามากขึ้นด้วย” เหวินรุ่ยยิ้มกว้าง และบอกถึงความเป็นไปได้ว่านางเอาอยู่
“หากเจ้าว่าดีพ่อก็จะสนับสนุนเจ้า แต่หากการค้าย่ำแย่ลงคนงานของเราก็จะถูกพิจารณาให้ลดจำนวนลง ถึงตอนนั้นเจ้าก็ไม่สามารถขัดขวางพ่อได้นะ”
“เอาตามที่ท่านพ่อว่ามาเลยเจ้าค่ะ” เหวินรุ่ยยกยิ้มมุมปากอย่างพอใจ จากนี้ไปข้าก็จะมีคนงานมาเพิ่มอีกหลายคน ทั้งการค้าผ้าไหม และเครื่องประดับ จะต้องประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน
เช้าวันต่อมา…
บ้านจิ่งได้ทำการปรับเปลี่ยนตกแต่งร้านครั้งใหญ่ ทางซ้ายถูกเติมเต็มด้วยตู้กระจก ฝั่งขวาก็เป็นแผงผ้าที่วางเรียงไว้อย่างบรรจง เช่นนั้นทั้งวันคนงานจึงได้เริ่มงานและจัดร้านใหม่ตามแบบที่เหวินรุ่ยบอกอย่างขะมักเขม้น
ตัดไปทางด้านบ้านหวัง หวังซ่านหลงได้นำของหมั้นไปที่บ้านหงที่มีฐานะต่ำกว่า และได้สู่ขอหงเหมยหลิวให้กับหวังต้าฟ่ง
“ข้ายินดียิ่งนัก ข้าไม่นึกไม่ฝันว่าบ้านหวังจะมาสู่ขอบุตรสาวของข้า ลูกสาวข้าเหตุใดเจ้าไม่เคยบอกแม่มาก่อนเล่าว่าเจ้ากับคุณชายหวังมีใจให้กัน” หงหนี่ซินมารดาของหงเหมยหลิวดีใจจนออกนอกหน้า และหันไปพูดกับบุตรสาวที่ทำหน้าเหยเกอย่างไม่ทันตั้งตัว
(ไม่ใช่ว่าท่านจะไปขอจิ่งเหวินรุ่ยหรอกหรือ เหตุใดท่านถึงได้มาสู่ขอข้าแทน) หงเหมยหลิวส่งสายตาไปถามไถ่หวังต้าฟ่ง
(มันฉุกละหุกหน่ะ ข้ามาขอเจ้าก็ดีแล้วไม่ใช่หรือ) หวังต้าฟ่งหันไปยิ้มให้กับหงเหมยหลิวทางสายตาเพื่อบอกไป
“เอาล่ะ เงินทองนี่ก็สำหรับเหมยหลิว หวังว่าแม่นางหงหนี่ซินจะพอใจ ส่วนเรื่องงานแต่งเราจะจัดขึ้นให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ พอดีข้ายังมีธุระที่ต้องไปทำต่อ เช่นนั้นข้าขอตัวกลับก่อนก็แล้วกัน ส่วนเจ้าก็อยู่ทานมื้อเที่ยงกับบ้านหงก่อนค่อยกลับไป” หวังซ่านหลงที่เห็นบุตรของตนส่งสายตาให้กับหงเหมยหลิวก็เข้าใจในทันทีว่าสองคนนี้แอบลักลอบคบกันมานานแล้ว เมื่อเขาเห็นเช่นนั้นจึงขอตัวกลับและให้หวังต้าฟ่งอยู่รับหน้าไปเพียงลำพัง
“ข้าพอใจมากกับจำนวนสินสอดที่มากเช่นนี้เจ้าค่ะ” หงหนี่ซินยิ้มกว้างและเดินออกไปส่งหวังซ่านหลงตรงทางเข้าบ้าน
“ไปดีมาดีนะเจ้าคะ” หงหนี่ซินโบกมือลาหวังซ่านหลงด้วยใบหน้าที่อิ่มเอมใจ
(ข้าไม่เคยนึกไม่เคยฝันมาก่อน ว่าบุตรสาวของข้าจะนำโชคลาภมาให้ข้ามากมายเช่นนี้) หงหนี่ซินยิ้มจนหน้าบานเท่ากระด้ง พอเห็นหวังซ่านหลงลับตาไปแล้วนางถึงได้เดินเข้าบ้านไปแล้วถามไถ่ว่าหวังต้าฟ่งชอบกินอาหารแบบไหน
“ข้าว่าเราไปทานอาหารที่โรงเตี๊ยมกันเถอะนะขอรับ ข้าไม่อยากให้ท่านต้องมาเหน็ดเหนื่อยเพราะข้า” หวังต้าฟ่งฉีกยิ้มออกมา ในเมื่อเรื่องมันเป็นเช่นนี้ไปแล้ว แผนที่วางเอาไว้ก็คงต้องยกเลิกไปก่อน ตอนนี้เขาทำได้แค่เอาใจแม่ของภรรยาในอนาคตเพียงเท่านั้น และหวังว่านางจะไม่ทำให้เขาลำบากใจในภายหลัง
(อย่างน้อยๆ หงเหมยหลิวก็หน้าตาไม่เลว แต่งกับนางไปข้าก็ไม่ขาดทุน) หวังต้าฟ่งได้แต่แอบถอนหายใจเบาๆ
“จริงด้วยเจ้าค่ะท่านแม่ เราไปที่โรงเตี๊ยมไม่ใกล้ไม่ไกลตรงนั้นดีกว่านะเจ้าคะ” หงเหมยหลิวเห็นว่าคนรักของตนไม่ค่อยพอใจ นางจึงรีบพูดชักชวนมารดา
“งั้นหรือ พวกเจ้านี่กตัญญูยิ่งนัก” หงหนี่ซินยิ้มน้อยยิ้มใหญ่แล้วกล่าวชมบุตรสาวที่หาสามีได้ดี
“เกิดอะไรขึ้นหรือเจ้าคะ เหตุใดท่านถึงมาสู่ขอข้าแทนที่จะไปปอกลอกบ้านจิ่งให้ล่มจม” หงเหมยหลิวกัดฟันพูดเสียงเบาเมื่อเดินตามหลังท่านแม่ไปพร้อมกับต้าฟ่ง
“เกิดเหตุสุดวิสัยขึ้นน่ะ มีคนคาบข่าวเรื่องของเราไปบอกบ้านจิ่ง พอท่านพ่อของข้ารู้เข้าเขาก็เลยมาสู่ขอเจ้าให้ถูกต้อง แบบนี้เจ้าจะได้เป็นนายหญิงในจวนหวัง เจ้าไม่ชอบหรืออย่างไร”
“ชอบน่ะข้าชอบ แล้วท่านเล่ายังจะได้เป็นผู้สืบทอดอยู่หรือไม่”
“คงหมดหวังที่จะได้เป็นแล้วล่ะ แต่ถึงอย่างนั้น ท่านพ่อก็ไม่ปล่อยให้ข้าอดตายหรอกนะ ส่วนเจ้าก็ไปเป็นนายหญิงอย่างสมเกียรติเถอะ”
“หากท่านว่าเช่นนั้นข้าก็จะรับเอาไว้เจ้าค่ะ จากนี้ไปท่านก็โปรดดูแลข้าให้ดีๆ นะเจ้าคะ”
“แน่นอนอยู่แล้ว เพราะว่าข้ามีเจ้าแค่คนเดียวอย่างไรล่ะ” หวังต้าฟ่งยิ้มอ่อนและเดินเคียงข้างกับหงเหมยหลิวไป ทว่าในใจก็เอาแต่ต่อต้านความจริงอยู่ไม่น้อย