ณ อาณาจักรเซฟีลอส
“ นี่ลูกจะไม่คิดไปสมัครเป็นักผจญภัยไม่ก็ทหารบ้างหรือไง มัวแต่อ่านตำราแพทย์ได้ทั้งวัน ” เสียงของชายวัยกลางคนดังขึ้นภายในห้องครัว
“ พ่อก็รู้ว่าผมไม่อยากเหนื่อยที่ต้องคอยวิ่งหนีพวกมอนส์เตอร์ ทหารยิ่งแล้วใหญ่ไปอยู่ใต้คำสั่งกษัตริย์ที่ไม่ได้เื่แบบนั้นแถมต้องคอยรับใช้พวกศาสนจักรอีก ” เสียงของชายหนุ่มตอบกลับผู้เป็พ่อ
“ อย่าเอ็ดไป เอมอส ” ผู้เป็พ่อกล่าวปรามลูกชาย ขณะที่เอมอสปิดตำราและลุกขึ้นมาเปิดประตูบ้านเมื่อได้ยินเสียงคนเคาะประตู
“ อ้าว ! มาอีกแล้วหรอลุง มาหาแต่ละครั้งาเ็หนักมาตลอดเลยนะ เดี๋ยวเเขนขาดบ้างขาขาดบ้าง เมื่อไหร่จะโดนมอนส์เตอร์เขมือบไปสักทีหะ ”
เอมอสเเซวเล่นเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าเป็คนคุ้นเคย เขาเป็ชายที่มีรูปร่างเตี้ยคล้ายคนเเคระ สูงเพียงแค่เอวของเอมอส แต่เขากลับมีร่างกายที่กำยำบึกบึนดูไม่ค่อยสมส่วนกับสรีระของเขานัก สภาพเขาในตอนนี้ถ้าเป็คนปกติคงเดินมาไม่ไหวอย่างแน่นอน เพราะเขาเดินมาในสภาพที่แขนขาดยาวไปถึงหัวไหล่ เืเจิ่งนองไปบนถนนเป็ทางยาวตลอดทางเดินที่เขาผ่านมา
“ ปากนายนี่มันไม่น่าคุยด้วยจริงๆ เห็นฉันเเขนขาดก็ซัดนายร่วงได้สบายนะไอหนู ” ชายร่างเตี้ยเอ่ยอย่างเป็กันเอง ไม่ได้ถือสากับความกวนบาทาของเอมอส
“ พ่อ! ตาแก่วาลัสแขนขาดมาให้รักษาอีกแล้วแน่ะ ” เอมอสะโเรียกผู้เป็พ่อที่กำลังสาละวนทำครัวอยู่ พลางพยุงวาลัสให้ไปนอนบนเตียงผู้ป่วย
“ รบกวนทีนะ อาเร็น พอดีดันเจี้ยนนี้มันโหดไปหน่อยเลยพลาดท่า " วาลัสเอ่ยเมื่อเห็นอาเร็นเดินมาจากในบ้านที่กำลังใส่ชุดพ่อครัว
“ เรียกคนไข้ดีๆหน่อย เอมอส ” อาเร็นปรามลูกชายตัวเอง พลางเปลี่ยนชุดที่สกปรกมอมแมมออกไปใส่ชุดกาวน์สีขาวสะอาดตา ทำให้อาเร็นนั้นดูมีความน่าเชื่อถือขึ้นมาทันที
“ นายกับลูกชายต่างกันราวฟ้ากับเหวเลยจริงๆ ฉันว่าฉันพูดประโยคนี้มาเป็ร้อยๆรอบแล้วนะ ” วาลัสเอ่ยอย่างอารมณ์ดี
“ นี่ตาแก่ ก็หัดระวังตัวเองหน่อยสิ ไม่ใช่จะมาหาทุกครั้งที่ลงดันเจี้ยน อายุก็ปูนนี้แล้วถ้าพลาดตายขึ้นมาฉันก็เหงาปากแย่สิ ” เอมอสหยอกล้อ
วาลัสกับอาเร็นยิ้มน้อยๆพลางส่ายหัว พวกเขารู้ดีว่าที่เอมอสพูดแบบนี้เพราะเป็ห่วงวาลัส วาลัสคล้ายกับญาติแท้ๆของเขาที่คอยมาเล่นหยอกล้อกับเขาั้แ่เด็ก ทำให้เอมอสนั้นผูกพันธ์และเป็ห่วงเป็ใยวาลัสไม่น้อยเลยทีเดียว แม้ว่าปากของเอมอสจะดูตรงๆละกวนประสาทก็ตามที
“ นี่เ้าหนู วันนี้ก็อายุครบ 20 ปีแล้วสินะ ไม่คิดจะเข้าร่วมเป็นักผจญภัยบ้างหรือไง มันมีอะไรมากกว่าที่เธอคิดอีกนะโลกใบนี้ ” วาลัสเอ่ยถาม
เขารู้จักเอมอสเป็อย่างดี เอมอสนั้นเรียนจบในสถานศึกษาของอาณาจักรด้วยวัยเพียง 16 ปี ปกติคนทั่วไปจะจบหลักสูตรการศึกษาของอาณาจักรต้องใช้เวลาอย่างน้อย 8 ปี เข้าใช้เวลาเร็วกว่าคนทั่วไปถึง 4 ปี ซึ่งมันเร็วกว่าเหล่าชนชั้นสูงอย่างเทียบไม่ติด
แต่ด้วยตัวเขานั้นใช้ชีวิตอยู่กับอาเรนผู้เป็พ่อเพียง 2 คน และเขาเห็นอาเรนรักษาผู้คนภายในอาณาจักรมานับร้อยนับพันชีวิต ทำให้เขามีความฝันที่้าจะเป็หมอตามแบบฉบับของพ่อตัวเอง แม้ว่าทางอาณาจักรจะส่งคนเข้ามาทาบทามให้เข้าไปรับหน้าที่ภายในวังอยู่บ่อยครั้ง แต่น้อยมากที่ทางอาณาจักรจะส่งคนมาเทียบเชิญผู้อื่นโดยตรงแบบนี้ แต่เอมอสนั้นปฏิเสธออกไปทันทีโดยไม่คิดเลยแม้แต่น้อย
ซึ่งในอาณาจักร เซฟีลอสนั้นมีนักผจญภัยแบ่งออกได้หลากหลายประเภท เมื่อชาวเมืองของอาณาจักรเซฟีรอสนั้นมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ชายหนุ่มหญิงสาวทุกคนสามารถเลือกทางเดินในชีวิตของตัวเองได้ เช่น อยากสมัครเป็นักผจญภัย ก็ต้องรับภารกิจและออกสำรวจดินแดนภายในอาณาจักรและดันเจี้ยนต่างๆที่ปรากฎขึ้นมา และที่สำคัญพวกเขาไม่จำเป็ต้องรับคำสั่งจากอาณาจักรโดยตรงแต่อย่างใด แต่ยังคงต้องทำตามกฎหมายของอาณาจักรอยู่ นักผจญภัยนั้น จะได้รับค่าตอบแทนที่สูงพอสมควร เพราะพวกเขามีโอกาศพบเจอตำราและทักษะเวทย์มนต์ต่างๆได้ภายในเจี้ยน หรือของล้ำค่าต่างๆที่ดรอปจากตัวมอนส์เตอร์ที่ถูกปราบลงได้ แต่อันตรายและความเสี่ยงก็สูงมากเช่นกัน ทว่าหากเป็ทหารที่ขึ้นตรงต่ออาณาจักร สามารถได้รับ เงินทอง ของมีค่า ทักษะ และตำราเวทย์มนต์ระดับสูงอย่างง่ายดาย โดยที่ไม่ต้องแบกรับความเสี่ยง เช่นนักผจญภัย ในส่วนของเหล่าเครื่องบรรณาธิการต่างๆนั้น บางส่วนจะได้จากกิลด์นักผจญภัยที่ต้องส่งมอบให้อาณาจักรทุกๆเดือนหรือเรียกกันอีกอย่างว่าภาษีก็ได้ ถึงแม้โลกจะเข้าสู่ความสงบสุขอีกครั้งหลังจากาาปีศาจได้หายสาบสูญไปจากการสู้รบครั้งสุดท้าย แต่ปัจจุบันเหล่าทหารและนักผจญภัยยังคงทำหน้าที่เฝ้าระวังกันเป็อย่างดี
“ ไม่เคยมีความคิดนั้นเข้ามาในหัวเลยแม้แต่น้อย ให้ไปวิ่งไล่จับพวกมอนส์เตอร์เหนื่อยจะตาย เป็ทหารยิ่งหนักกว่าเดิม ต้องคอยไปเลียเเข้งเลียขาองค์าาคอยประจบประเเจงพวกศาสนจักรอ่ะหรอ ขอผ่านดีกว่า ” เอมอสกล่าวตรงๆ แต่เขาใช้น้ำเสียงที่เบาลงเพราะเกรงใจอาเร็นผู้เป็พ่อ
“ ลูกไปได้ยินเื่พวกนี้มาจากไหน ” อาเร็นเอ่ยถามอย่างสงสัย เพราะลูกชายเขาอุดอู้อยู่แต่ในบ้านนั่งอ่านตำราแพทย์ตลอดเวลา นานๆครั้งถึงจะออกไปนอกบ้านหรือนอกอาณาจักร จึงยากที่จะรู้ความเคลื่อนไหวภายในอาณาจักรขนาดนั้น แม้จะรู้ว่าลูกชายตัวเองนั้นฉลาดแต่ก็ไม่น่าถึงขั้นล่วงรู้สิ่งเกิดขึ้นภายในวังได้
“ เอ่อ ประทานโทษนะ ก่อนจะคุยกันช่วยรักษาฉันก่อนที เืจะหมดตัวอยู่แล้วโว้ยย ! ” วาลัสเอ่ยขัดขึ้น เมื่อเห็นว่าบทสนทนาต่อไปน่าจะยืดยาวออกไป
“ ฮ่าๆ ดี ! เืหมดตัวตายไปเลย " เอมอสหัวเราะออกมาอย่างกวนประสาท ผู้เป็พ่อได้แต่ส่ายหน้าอย่างเอือมระอาก่อนจะหันไปทางวาลัส
“ รีเวิร์ส ! ” อาเร็นเอ่ยจบ ร่างของวารัสก็ปกคลุมไปด้วยแสงสีขาวอันงดงาม ทันใดนั้นแขนที่ขาดยาวไปถึงหัวไหล่ก็ค่อยๆงอกขึ้นมาอย่างช้าๆ จนในที่สุดแขนของวาลัสก็หายเป็ปลิดทิ้ง ไม่เหลือร่องรอยสภาพที่เคยได้รับาเ็หนักมาอีกเลย มีเพียงคราบเืที่เเห้งกรังเปราะเปื้อนตามเสื้อผ้าเท่านั้น
“ คราวนี้ถึงตาลูกแล้ว ไปรู้เื่พวกนั้นมาจากไหน ” อาเร็นผู้เป็พ่อมองเอมอสอย่างคาดคั้น วาลัสนั่งนิ่งรอฟัง เขาเองก็อยากรู้เช่นกันว่าเอมอสรู้เื่พวกนี้ได้ยังไง เด็กหนุ่มที่ไม่เคยคิดจะก้าวเท้าลงดั้นเจี้ยนหรือออกไปนอกอาณาจักร วันๆมัวแต่ขลุกตัวอยู่ในบ้านอ่านตำราแพทย์และสมุนไพร เพื่อนสักคนเขายังไม่มี ถึงแม้ก่อนหน้านี้จะเคยมีเพื่อน แต่ด้วยเหตุผลอะไรบางอย่างทำให้เขาเลิกสุงสิงกับคนอื่นไปเลย
“ มันจะไปยากตรงไหนตลอดระยะเวลา 4 ปี ผมเข้าออกโรงเรียนในอาณาจักรเกือบทุกวัน ผมเห็นทหารที่ถูกกดขี่มามากมายจากพวกชนชั้นสูง ต้องคอยอ่อนน้อมถ่อมตน เพื่อให้เป็ที่ถูกชะตากับคนพวกนั้น ถ้าแข็งกร้าวก็จะถูกกลั่นแกล้งและใช้งานหนัก แถมเวลาเรียนยังถูกเป่าหูซ้ำไปซ้ำมาทุกวันว่า ต้องเชื่อฟังและเคารพศรัทธาในตัวขององค์าาและศาสนจักรชีวิตถึงจะมีความสุขและยั่งยืน การปลูกฝังแบบนี้ไม่ต่างจากการที่ภายในอาณาจักร้าให้คนเหล่านี้เทิดทูนยอมรับ เพื่อที่จะได้ง่ายต่อการควบคุมและชักจูงได้อย่างไม่อยากเย็นในภายภาคหน้า ” เอมอสตอบอย่างสบายๆ
ความจริงเเล้วเขารู้และเห็นอะไรมากกว่านั้น แต่มันคงไม่จำเป็ที่จะพูดให้พ่อของเขาและวาลัสรู้ เพราะทั้งสองคนน่าจะรู้อะไรมากกว่าเขาหลายเท่า
“ ที่ลูกพูดมามันก็ไม่ผิด เอาไว้วันไหนที่ลูกอยากออกไปเผชิญโลกภายนอกลูกจะรู้ด้วยตัวเอง ในวันนี้ลูกอาจไม่คิดจะก้าวเดินออกไป แต่พ่อเชื่อว่าชีวิตของลูกไม่ได้หยุดอยู่ที่เป็หมอแบบพ่อแน่นอน ชะตากรรมของลูกมันยิ่งใหญ่กว่านั้นลูกคงยังไม่รู้ตัวเองว่ามีอะไรที่คนอื่นไม่มี ” อาเร็นผู้เป็พ่อเอ่ย ทำให้เอมอสครุ่นคิดถึงสิ่งที่พ่อตัวเองเอ่ยมา เพราะว่าพ่อของเขาไม่เคยพูดแบบนี้ออกมาก่อน
“ อย่าหาว่าฉันสอนเลยนะ เอมอส ฉันเห็นนักผจญภัยมามากมาย แต่ไม่มีใครเลยสักคนที่เป็หมอและใช้ทักษะรักษาได้ดีเท่ากับอาเร็นแม้กระทั่งคนในศาสนจักรเองก็ทำแบบพ่อนายไม่ได้ ส่วนคนอีกมากมายที่อยากจะเป็หมอใช่ว่าจะไม่มี แต่ไม่เคยมีใครที่ไปได้ถึงฝันสักคนเดียว เต็มที่ก็ทำได้เพียงห้ามเื ฟื้นฟูกำลังบางส่วน หรือ ทำให้าแที่เจ็บหนักเบาลงไม่ถึงชีวิต เพราะทักษะสายรักษานั้นมีความซับซ้อนและยากเกินกว่าคนธรรมดาทั่วไปจะเข้าใจ ทำให้อาชีพหมอในกลุ่มนักผจญภัย ถูกมองว่าเป็ตัวถ่วงและไร้ประโยชน์มาก ถ้าเทียบกับยุคนี้ที่น้ำยาฟื้นฟูเืและมานาให้ผลดีกว่าอย่างเทียบไม่ติด เว้นแต่นักผจญภัยระดับสูงมาก ย้ำนะ! ต้องสูงมากจริงๆ หรือคนจากศาสนจักรที่มีการศึกษาและทักษะขั้นสูงอยู่ในจึงจะมีความสามารถในการรักษาระดับสูงได้ "
วาลัสช่วยอาเร็นโน้มน้าวอีกแรง เพราะเสียดายคนที่มีความสามารถแบบเอมอส ถ้าเขาเลือกทางเดินสักทางที่ไม่ใช่เป็แค่หมอธรรมดาๆ เขาจะสามารถไปได้ไกลกว่านี้หลายเท่า
เอมอสพยักหน้าเป็เชิงรับรู้ เขาเองก็ใช่ว่าจะไม่รู้ตัวเองเขารู้มากกว่าใครเพราะเขาอ่านและศึกษาเื่นี้จากตำราแพทย์มามากมายหลายพันเล่ม แต่ไม่เคยมีเล่มไหนเลย ที่กล่าวถึงทักษะที่พ่อของเขาใช้รักษาวาลัส มีเพียงกิลด์นักผจญภัยเท่านั้นที่รู้ว่าพ่อของเขานั้นสามารถทำให้ใครก็ตามที่ได้รับาเ็หนักไม่ว่าจะแขนขาด ขาขาด แม้อวัยวะภายในได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงก็ตาม พ่อของเขาก็สามารถทำให้หายเป็ปลิดทิ้งได้ในพริบตา ซึ่งเื่นี้ทางศาสนจักรก็ไม่ทราบ
“ ฉันรู้ดีว่าตัวเองทำได้แค่ไหน เดี๋ยวยังไงจะลองคิดดูอีกทีละกัน เพราะวันนี้ก็ต้องออกไปทำการคัดสรรค์อาชีพอยู่ดี ลุงก็น่าจะรู้ดีนะ ว่าฉันมันบ้ามากแค่ไหนฮ่าๆ " เอมอสกล่าวกลั้วหัวเราะ แต่อาเร็นรู้ดีนิสัยของลูกตัวเองดีจึงเอ่ยว่า
“ ความมุ่งมั่นกับความบ้ามันมีเส้นบางๆกั้นอยู่ บางทีถ้าลูกเอามารวมกันมันอาจจะเกิดเื่ที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อนก็ได้นะ ฮ่าๆ ” เอมอสทำสีหน้างุนงงไม่เข้าใจสิ่งที่พ่อตัวเองเอ่ยออกมา
“ เอ่อ..ขอถอนคำพูดที่ว่าพวกนายนิสัยต่่างกันสุดขั้วละกัน ” วาลัสกุมขมับ นานๆทีเขาจะเห็นอาเร็นสนับสนุนความคิดเอมอส
“ หืม ! เดี๋ยวนะมีคนจากทางกิลด์ติดต่อมา ” อาเร็นมีสีหน้าเคร่งเครียด เพราะเป็เวลาหลายสิบปีแล้วที่ทางกิลด์นักผจญภัยไม่ได้ติดต่อมาหาเขาโดยตรง อาเร็นเอานิ้วชี้กดไปที่ขมับซ้ายเพื่อสื่อสารกับใครบางคน นี่คือทักษะพื้นฐานที่ทุกคนในดินแดนต้องเรียนรู้เอาใว้ เพื่อติดต่อกับใครก็ตามที่เราบันทึกรายชื่อลงไปในตำราและให้อีกฝ่ายบันทึกรายชื่อของเราลงไปเช่นกันถึงจะสื่อสารหากันได้ไม่ว่าจะไกลแค่ไหนก็ตาม
“ วาลัส ตอนนี้มีนักผจญภัยคนอื่นๆว่างอยู่บ้างไหม ? ” อาเร็นเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป
“ มี แต่น้อยมากส่วนใหญ่ที่เหลืออยู่จะเป็พวกหน้าใหม่ ่นี้มีเควสป้ายจากพวกมีกะตังค์ให้ไปสอนลูกๆหลานๆแบบส่วนตัวเข้ามาเยอะมาก ทำให้พวกนักผจญภัยระดับสูงไม่เหลือเลย มีอะไรหรือเปล่า? " วาลัสเอ่ยถาม
“ อืม ควีนอยากให้ฉันรวมทีมไปสำรวจดันเจี้ยนที่พึ่งปรากฎมาใหม่หน่อย มันอยู่ไกล้กับหมู่บ้านนอกอาณาจักรของเรามากเกินไป เกรงว่าถ้าไม่รีบจบดันเจี้ยนหมู่บ้านอาจได้รับอันตราย ” อาเร็นถอนหายใจออกมา ก่อนจะลองติดต่อหาใครบางคน
หลังจากนั้นไม่นานนักเขาก็กลับมาด้วยใบหน้าเหนื่อยใจ วาลัสที่เห็นสีหน้าหนักใจของอาเร็นจึงรีบอาสาทันที
“ ถ้างั้นไม่มีปัญหา เดี๊ยวฉันรวมทีมพวกหน้าใหม่ไปจัดการให้เอง นายไม่ต้องฝืนตัวเองไปอาเร็น ถือซะว่าตอบแทนที่ช่วยต่อแขนต่อขาให้ตาแก่อย่างฉัน ” วาลัสลุกขึ้นยืนอย่างกระฉับกระเฉง เขารู้ว่าอาเร็นนั้นไม่อยากจะกลับไปเหยียบดันเจี้ยนหรือออกไปผจญภัยอีก มันคงจะเป็เหตุผลเดียวกันกับเอมอสที่ไม่มีความคิดจะก้าวท้าวออกไปนอกอาณาจักร แต่อาเร็นกลับส่ายหัวอย่างจำใจและกล่าวว่า
“ ขอบใจนะวาลัส แต่ ควีน แจ้งมาว่าดันเจี้ยนนี้ มือใหม่ไม่เหมาะที่จะลงไป ควีน้านักผจญภัยระดับ S 2 คนขึ้นไป ฉันลองติดต่อหาคนอื่นดูแล้ว ตอนนี้ระดับ S มีเพียงแค่นายกับฉัน ”
“ ไม่เป็ไรอะไรเเค่นายกับฉันก็เพียงพอ ข้อมูลที่ได้รับมากจากควีนมอนส์เตอร์ในนั้นเป็อันเดดทั้งหมด ถือว่าให้เอมอสไปเปิดหูเปิดตา ลูกจะลองไปลงดันเจี้ยนกับพ่อไหมอาจจะช่วยให้ลูกคิดอะไรได้บ้าง " อาเร็นเอ่ยถาม เพราะยังไงวันนี้เอมอสก็ต้องไปคัดสรรค์เลือกอาชีพ การลงดันเจี้ยนครั้งแรกของเขาอาจจะช่วยทำให้ตัดสินใจอะไรได้ง่ายขึ้น
“ เดี๊ยว ! มันอันตรายเกินไปอาเร็นต่อให้เป็อันเดดก็เถอะ ควีนถึงกับบอกว่าต้องใช้ระดับ S 2 คน มันอันตรายเกินไปไหมสำหรับครั้งแรก อีกอย่างเขายังไม่ได้ลงทะเบียนเลย ทางการรู้จะมีปัญหาเอานะ ” วาลัสเอ่ยอย่างวิตกกังวล เขาคิดว่ามันอันตรายเกินไปสำหรับเอมอสเพราะอาจเกิดเหตุการไม่คาดฝันขึ้นมาได้ และเอมอสก็ไม่เคยมีประสบการณ์อะไรเลยแม้แต่น้อย
“ นายคิดว่าฉันเป็ใคร วาลัส ลืมอดีตฉันไปแล้วหรือไง ”