ณ หุบเขาเป่ยหลง แม่ทัพไป่โจอัน ผู้นำเผ่าเรียกประชุม เหมือนเช่นเคย
นักเวทย์ทั้ง 5 นำโดยนักเวทย์จางและเสนาบดีฝ่ายขวา ได้เข้าร่วมประชุมเช่นเดิม
หัวข้อวันนี้เริ่มหารือถึงแผนล้มราชบัลลังก์คนที่เคยหมายตาไว้นั้นเป็คือบุตรชายของเสนาขวา
แต่ก็สิ้นบุญเสียก่อนด้วยโรคไข้ที่รักษาไม่ทัน ตอนนี้คนที่จะเป็หุ่นเชิดได้ มีบุตรของเสนาซ้าย อย่างน้อยก็มาจากตระกูลขุนนาง
"ท่านเสนาขวา ต้องรบกวนถามความสมัครใจเหล่าขุนนางว่าใครจะอยู่ข้างเรา"
แม่ทัพไป่ จะเป็ผู้นำในครั้งนี้ จะเกิดอะไรขึ้นก็ต้องเกิด
“เรายังพอมีเวลา ไม่ต้องรีบร้อน”
นักเวทย์จาง เริ่มวางแผนให้แกนนำทำงานในส่วนของตน
หมอหลวง ที่ทำหน้าที่รักษาฮ่องเต้ รับสินบนจากเสนาฝ่ายขวา
ใส่ยาในน้ำชาวันละนิด เพื่อไม่ให้มีทายาท และยาจะค่อยๆทำลายอวัยวะสำคัญ
ณ ตำหนักด้านซ้ายของหอดาราศาสตร์
ตำหนักนี้เป็ตำหนักของนักเวทย์ทั้ง 5 พระสนมซู่เฟย เสด็จตามคำขอของพี่ชาย
“พระสนมเชิญนั่งก่อน”
“พี่ใหญ่ท่านมีอะไรด่วนกระนั้นรือ”
เมื่อได้ฟังแผนการคิดล้มล้างเชื้อพระวงศ์และราชบัลลังก์ พระสนมเป็กังวลและตกพระทัยเป็อย่างมาก
ไม่สามารถที่จะเข้าร่วมได้ และไม่สามารถจะทรยศฮ่องเต้ได้เช่นกัน
เมื่อฮ่องเต้ตหากพระสนมไม่มีบุตร พระสนมจะต้องถูกปะาทั้งหมด
นี่เป็ทางเดียวที่พระสนมจะรอดคือร่วมมือกับกลุ่มใต้เท้าไป่ แล้วจะได้รับการไว้ชีวิต
“ข้าไม่อยากได้ชื่อว่าเป็คนทรยศ”
พระสนมทรงกริ้วและเดินออกจากจวนทันที
“ถ้าอย่างนั้นพระสนมก็ทรงตามเสด็จฮ่องเต้สู่์เถิด”
พระสนมซู่เฟยไม่ฟังพี่ชาย เดินกลับตำหนักไปอย่างไม่หันกลับมามอง
การประชุมยังไม่สำเร็จเพราะพระสนมไม่ให้ความร่วมมือ ตอนนี้ทหารและกองกำลังมีเพียงพอหากมีการต้องนองเื
“พระสนมมีอำนาจในฝ่ายในเดี๋ยวข้าจะกล่อมนางเอง”
เสนาฝ่ายขวาต้องหาจังหวะเพื่อพูดคุยกับเสนาฝ่ายซ้าย เห็นทีจะเป็ไปได้ยาก
เพราะเสนาซ้ายต้องไม่ร่วมด้วยและอาจเกิดเหตุการณ์รุนแรงได้ ฉะนั้นเสนาซ้ายจึงเป็คนสุดท้ายที่จะเจรจาด้วย
ใต้เท้าหยวน มายังหอดาราศาสตร์ เกิดแปลกใจยิ่งนักที่ระยะหลังมานี้ มีผู้คนเข้าออก สำนักนักเวทย์จางบ่อยยิ่งนัก
ใต้เท้าหยวนตรวจดวงชะตาบ้านเมือง ก็เกิดกังวล บ้านเมืองกำลังจะมีภัย
และฮ่องเต้ก็กำลังตกอยู่ในอันตรายด้วย ใต้เท้าหยวนไม่รอช้ารีบเชิญเสนาซ้ายมาหารือ
“บ้านเมืองกำลังจะมีภัย ฝ่าากำลังตกอยู่ในอันตราย”
เสนาซ้ายเกิดความวิตกอย่างมาก เริ่มวางแผนจับผิดและเปิดโปง เพราะพอจะรู้ตัวคนบงการ ว่าเป็ใครกันบ้าง
ณ จวนใต้เท้าหยวนในหมู่บ้านชนเผ่าปู้หลาน
“เฟยหลิง พ่อจะสอนเ้าฝึกปราณเ้าสนใจหรือไม่”
เฟยหญิงน้อย สนใจอย่างมากและอยากจะฝึกตามที่พ่อบอก
นางเป็เซียนฉะนั้นตามสัญชาตญาณการบำเพียรเป็การฝึกจิตเบื้องต้นอยู่แล้ว
ใต้เท้าหยวน เห็นทีต้องยอมรับว่าบุตรสาวเกิดมา มีััพิเศษ และบุตรสาวของตนจะสามารถช่วยเหลือบ้านเมืองได้
เผ่าปู้หลานถ้าจะให้เรียกกันง่ายๆ ก็คือหมู่บ้านหมอดู ที่นี่มีหมอเทวดามีััพิเศษมากมาย
ส่วนใหญ่มาจากการฝึกจิตและฝึกปราณ เพื่อช่วยเหลือผู้คนจะถนัดไปเื่ของการแพทย์และการดูดวงมากกว่า
ไม่ถนัดสู้รบใดใด ต่างจาก 5 นักเวทย์เพราะ 5 นักเวทย์นั้นฝึกมาเพื่อเป็นักรบ
“ท่านพ่อยิ่งข้าฝึกปราณข้ามักจะรู้ความคิดคน”
เฟยหลิงเมื่อจิตนิ่งและตั้งมั่น จะมองเห็นความคิดคนอื่นและมองเห็นอนาคต
เพียงแต่ตอนนี้เพิ่งเริ่มฝึกฝน ปราณยังไม่แตกฉานมากนัก
เพียงเท่านี้ใต้เท้าหยวนก็พึงพอใจเป็อย่างมากอุ้มบุตรสาวตัวน้อย
และดีใจที่บุตรสาวมีความตั้งใจ อีกทั้งภายหน้าจะเป็กำลังสำคัญช่วยเหลือบ้านเมืองได้
ณ ตำหนักพระสนมซู่เฟย
ฮ่องเต้เสด็จมา ประทับที่ตำหนัก นางกำนัลนำยามาให้เสวย กงกง เป็ขันทีและเป็ผู้ดูแลใกล้ชิด
“ยาอันใดกัน ท่านกงกง”
“ยาบำรุงกำลังพ่ะย่ะค่ะ พระสนม หมอหลวงให้ทรงเสวยตรงเวลา”
พระสนมไม่ได้คิดมากแต่อย่างใด ภายในใจนั้นอดคิดไม่ได้ที่พี่ชายจะลอบปลงพระชนม์ด้วยวิธีใด และเวลาไหน
“ฝ่าา ถ้าทรงเบื่อ มาทานข้าวเป็เพื่อนหม่อมฉันบ่อยๆ นะเพคะ”
พระสนม ถามถึงเหตุการณ์ใน่นี้ มีใครเข้าเฝ้าบ้าง พูดคุยเื่อะไรกับใครบ้าง ที่ทำให้หนักใจ
“ซู่เฟย เหตุใดเ้าจึงถามเหตุบ้านการเมือง เ้าไม่เคยซักถามข้าสักครา”
“ระยะหลังมานี้หม่อมฉันอยากจะเรียนรู้เื่บ้านเมืองบ้างเผื่อวันใด วันหนึ่ง หม่อมฉันจะได้ถวายงานบ้างเพคะ”
“่นี้ก็มีพี่ชายเ้า กับเสนาขวา มีเสนาซ้าย กับใต้เท้าหยวน มาเป็คู่บางครั้งพบหน้ากัน ก็ขัดแย้งกันทุกครั้ง”
พระสนมซู่เฟยมองเห็นทางแล้ว ที่จะช่วยฮ่องเต้ ให้พ้นจากพวกคนเลว
ส่วนพี่ชายของพระสนมนั้น หากต้องแตกหักก็คงต้องปล่อยไป
ณ หอดาราศาสตร์
เฟยหลิงมาทำงานกับใต้เท้าหยวนเช่นเดิม นางยังคงวิ่งเล่นตามประสาเด็กทั่วไป
นางเดินไปเล่นกับกระต่ายที่สนามหญ้า นักเวทย์จางเดินผ่านมาพอดี
“เฟยหลิงคารวะนักเวทย์จาง”
นางก้มคำนับด้วยความไร้เดียงสา นักเวทย์จางยิ้มให้และลูบหัวด้วยความเอ็นดู
เพียงมือนักเวทย์จางัันางเห็นเขาในนิมิต เขายิ้มและหัวเราะอย่างน่ากลัว
นางเห็นเขาจับเสนาซ้าย และฆ่าพ่อของนาง นางสะดุ้งจากนิมิต และตัวสั่นไปหมด หายใจถี่รัวและหน้าซีด ชี้มือไปที่นักเวทย์จาง
“ทะ...ทำไม...ท่าน...”
นางปวดหัวอย่างมาก เอามือทั้ง 2 กุมหัว และนั่งลงกับพื้นกรีดร้องและสลบไป
นักเวทย์จางใมากจึงรีบอุ้มนางไปด้านในหอดาราศาสตร์
ใต้เท้าหยวนเห็นบุตรสาวถูกอุ้มมาก็กระวนกระวายรีบพาไปที่ สำนักหมอหลวงทันที
เฟยหลิงฟื้นขึ้นมา ท่ามกลางผู้คนที่รุมล้อมนางด้วยความเป็ห่วง ฮูหยินหยวนเห็นลูกสาวฟื้นก็โผกอดและร้องไห้โฮออกมา
“ฮูหยิน สำรวมหน่อย เดี๋ยวนางจะใ”
ใต้เท้าหยวน ก้มลงลูบผมลูกสาวเบาๆ นางจับแขนเสื้อใต้เท้าหยวนเพื่อดึงหน้าลงมาใกล้ๆ นาง เฟยหลิงกระซิบด้วยเสียงอันเบา
“ท่านพ่อ เขาจะฆ่าท่านพ่อ”
สิ้นเสียงนางก็หลับไปอีกครั้ง ใต้เท้าหยวนรู้ทันทีว่าลูกสาวน่าจะเห็นนิมิตว่านักเวทย์จางทำอะไรบ้าง แต่เขาต้องเก็บความลับนี้ไว้
พาลูกสาวกลับมาที่จวน เขายืนมองร่างน้อยๆ ที่กำลังหลับใหลอยู่นั้นเขารู้สึกผิดเป็อย่างมาก
ที่ให้ลูกสาวฝึกพลังปราณ เขาเดินกำลังเดินออกไปจากห้อง
ทันใดนั้นเสียงลูกสาวก็ดังขึ้น เขารีบหันกลับมาหาและนั่งข้างๆ อย่างระมัดระวัง
“ท่านพ่อ ในนิมิตนั้นข้าเห็นา นักเวทย์จางและพวกของเขา ฆ่าทุกคน รวมถึงท่านด้วยท่านพ่อ”
เขาทรุดตัวลงที่พื้นด้วยความไม่รู้ตัว ไม่น่าเชื่อสิ่งที่เขาคิดมาตลอดกำลังจะเกิดขึ้น
บ้านเมืองกำลังจะลุกเป็ไฟ จะเกิดา เขาจะต้องรีบรายงานเสนาซ้ายโดยเร็ว
รุ่งเช้าเสนาซ้าย มาตามคำเชิญของใต้เท้าหยวน
“ใต้เท้าให้คนไปตามด่วน ท่านมีเื่ร้อนใจอันใด”
เสนาซ้ายได้ยินเื่ที่ใต้เท้าหยวนเล่าให้ฟังแทบไม่อยากจะเชื่อ
แต่เฟยหลิงนางเห็นแต่นักเวทย์จางในนิมิตนางไม่ได้กล่าวอ้างถึงเสนาขวาแต่อย่างใด
“ข้ามั่นใจ ผู้อยู่เื้ันั้นต้องเป็เสนาขวาอย่างแน่นอน”
เสนาซ้ายกล่าวด้วยความมั่นใจ เพราะพฤติกรรมที่มีมานานั้แ่เริ่มเข้าวังจนถึงทุกวันนี้ เขารู้นิสัยเสนาขวาดีที่สุดว่าเป็คนอย่างไร
ณ ตำหนักฉางชุน
ฮองเฮาและสนมซู่เฟย กำลังดื่มชา และเลือกเครื่องประดับที่บรรดานางกำนัลนำมาถวาย
อีกไม่กี่วันจะมีการจัดงานเฉลิมฉลองขึ้นในวัง เป็วันกิดของฮองเฮา
นางกำนันแจ้งว่า นักเวทย์จางมาขอเข้าเฝ้า พระสนมซู่เฟยจึงขอตัวกลับ
“ข้าขอตัวก่อนนะเพคะ ขออภัยที่อยู่เป็เพื่อนฮองเฮาได้ไม่นาน”
“เ้าไปเถิดเพียงเท่านี้ข้าก็คลายเหงาได้บ้าง”
นักเวทย์จางไปยืนคอยพระสนมซู่เฟยที่สวนข้างตำหนัก
สายตาของพระสนมนั้นเด็ดเดี่ยวเหลือเกิน ไม่มีทางที่จะทำตามแผนและอ่อนข้อให้
“พระสนม หม่อมฉันเป็พี่ชาย ต่อให้ไม่เห็นด้วยถึงอย่างไร ขอให้พระสนมรู้ไว้ว่า
พี่คนนี้จะไม่ยอมทิ้งพระสนมไว้เดียวดายอย่างแน่นอน”
กล่าวคำมั่นเสร็จ นักเวทย์จางก็เดินจากไป ทิ้งความสับสนและความอึดอัดใจให้พระสนมซู่เฟยต่อไป