เื่ของปราชญ์ลี้ลับที่สามารถแปรรูปเกลือที่มีสารเจือปน ให้เป็เกลือขาวสะอาดบริสุทธิ์ และเื่ของฮองเฮาจ่างซุนที่สามารถคิดค้นวิธีการปลูกผักนอกฤดูได้สำเร็จ ต่อไปประชาชนชาวต้าถัง จะมีผักสดไว้กินหนาวทำให้ร่างกายไม่ขาดสารอาหาร ต่างถูกกล่าวขานกันปากต่อปากไม่เว้นลูกเด็กเล็กแดง
พระนามของฮองเฮาจ่างซุน ต่างถูกชาวเมืองหลวงสรรเสริญ ถึงการเป็ผู้มีปัญญามาก เป็ฮองเฮาคู่บารมีของฝ่าา
ณ จวนองค์ชายสี่ ตั้งอยู่ในตรอกชนชั้นสูง ทางทิศเหนือของเมืองหลวง คฤหาสน์เรือนไม้หลังใหญ่ ประดับตกแต่งด้วยกระเบื้องเขียว รายล้อมด้วยพฤกษานานาพันธุ์ ในศาลากลางน้ำทรงห้าเหลี่ยมตกแต่งแนวจีนโบราณ
หลี่ไท่นั่งอยู่ในตำแหน่งประธาน ล้อมรอบด้วยเหล่าบันฑิตที่ปรึกษา เขากำลังเล่าเื่ที่เกิดขึ้นในงานสังสรรค์ขึ้นปีใหม่ที่ผ่านมา อย่างออกรสออกชาติ เหล่าบันฑิตที่ปรึกษาต่างตั้งอกตั้งใจฟัง
หลี่ไท่ หันไปสั่งการผู้ติดตาม
“ จงบอกคนของเราในวังให้ติดตามสืบ เื่ปราชญ์ลี้ลับ ว่าเป็ใครมาจากไหน เปิ่นหวาง ้าขอคารวะผู้าุโ มาเป็กุนซือให้ข้า ”
ผู้ติดตามรับบัญชา รีบออกไปทำตามคำสั่ง
ตำหนักหยางซูเฟย มารดาขององค์ชายสามหลี่เค่อ ทรงไม่พอพระทัยยิ่งนักที่ ฝ่าายกความดีความชอบให้ฮองเฮา ทั้งๆ ที่รู้ว่าฮองเฮาไม่ได้เป็คนปลูกผักเ่าั้
หยางซูเฟย บุตรีแม่ทัพหยาง เดิมนางคือเหมยเขียวม้าไม้ไผ่ของหลี่ซื่อหมิน ทั้งสองเติบโตมาด้วยกัน สมัยที่หลี่ซื่อหมินยังเป็เพียงองค์ชาย ก็ได้บิดาของนางและกองทัพสกุลหยางเป็กำลังสำคัญในการรบทัพจับศึก
หยางซูเฟย คาดหวังตำแหน่งชายาเอกของหลี่ซื่อหมินมานานแล้ว จวบจนวันที่หลี่ซื่อหมินได้ขึ้นครองราช มีพระนามว่า จักรพรรดิถังไท่จง แต่สิ่งที่ทำให้นางต้องผิดหวังเมื่อตำแหน่งฮองเฮา มิใช่ของนาง ในใจของหลี่ซื่อหมินมีหญิงผู้หนึ่ง แทรกขึ้นมา
จ่างซุ่น อู๋โก้ว คือ น้องสาวของกุนซือคนสำคัญที่วางแผนต่าง ๆ ผลักดันให้หลี่ซื่อหมินได้ขึ้นครองราช ไม่ทราบว่าด้วยเพราะบุญคุณหรือความรัก จึงทำให้นางได้เป็ฮองเฮาของต้าถัง ส่วนตัวนางเป็ได้แค่ซูเฟย ทั้งที่นางเป็คนมาก่อน
นี้จึงเป็เหตุให้ หยางซูเฟย ไม่ลงรอยกับ ฮองเฮาจ่างซุน
“ มู่กงกง สั่งให้คนของเราคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของ ตำหนักคุนหนิงไว้ ไปสืบมาให้ได้ว่า ่นี้มีใครเข้าออกบ้าง เปิ่นกง้ารู้ทุกเื่ ”
“ พ่ะย่ะค่ะ หยางซูเฟย ”
มู่กงกง ทำความเคารพก่อนจะเดินออกจากตำหนักซูเฟย
ณ ตำหนักตงกง ปลายเดือนหนึ่ง หลี่เฉิงเฉียนกำลังตรวจสอบผลการค้นคว้าเมล็ดพันธุ์ข้าวสาลี เขาค่อย ๆ นับกอข้าวทุกกอ เมล็ดข้าวทุกเมล็ด จดบันทึกเพื่อเก็บข้อมูลสำหรับใช้เทียบ ผลผลิตของข้าวยุคต้าถัง และยุคปัจจุบัน
ยุคต้าถัง ข้าว 1 เมล็ด ปลูกแล้วจะได้ 1 กอ ใน 1 กอ จะได้ข้าวประมาณ 10 รวง แต่ละรวงจะมีเมล็ดข้าวอยู่ประมาณ 60 เมล็ด เท่ากับ 1 กอจะได้ข้าว 600 เมล็ด
นา 1 ไร่ ใช้เมล็ดข้าวในการปลูกประมาณ 15,000 เมล็ด หรือประมาณ 1 จิน 15,000 เมล็ด x 600 เมล็ดต่อ 1 ก่อ จะได้ข้าว 9,000,000 เมล็ด ต่อ 1 ไร่ ถ้าจะคิดเป็จินเท่ากับ 9,000,000 หารด้วย 15,000 เมล็ด จะได้ข้าว 600 จินต่อ 1 ไร่
เท่ากับว่าจำนวลเมล็ดข้าว 1 กอ จะสามารถบอกได้ว่าข้าว 1 ไร่ ได้กี่จิน
หลี่เฉิงเฉียนนับเมล็ดข้าวสาลี ั้แ่เช้าจรดเย็น ได้เพียง 2 ใน 3 ของที่มี เหงื่อเม็ดเล็กผุดพราวเต็มใบหน้า ไหลย้อยหยดติ๊ง ติ๊ง เขานั่งลงกับพื้นด้วยความอ่อนแรง หายใจเข้าออกลึก ๆ หลายครั้ง นี่เป็อีกครั้งที่เขาต้องตกอยู่ในสภาวะกดดัน ทั้งกายและใจ
ณ ตอนนี้เขายังมองไม่เห็นความสำเร็จของการค้นคว้า ข้าวแต่ละกอยังคงนับได้แค่ 600 เมล็ด เขาเหมือนคนจมน้ำพยายามตะเกียดตะกายขึ้นมาบนฝั่ง ขันทีเกานั่งมองหลีเฉิงเฉียน ด้วยความเป็ห่วง อยากจะเข้าไปช่วย แต่เ้าตัวห้ามไว้ เพราะกลัวว่าข้อมูลที่ได้จะผิดเพี้ยน
ความมืดมิดค่อย ๆ คลืบคลานเข้ามา ถึงเวลาที่ดวงจันทร์ต้องเข้าเวรในยามราตรี พระอาทิตย์จำต้องโพกมือลาหลี่เฉิงเฉียน เมื่อแสงสว่างหมดลง งานที่ค้างอยู่ในมือจำต้องพักไว้ก่อน
วันนี้หลี่เฉิงเฉียนเหนื่อยล้ามาทั้งวัน เขายังคงอาศัยห้องค้นคว้าเป็ที่ซุกหัวนอน ความอ่อนเพลียทำให้เขาหลับโดยไม่รู้ตัว
จวนมหาราชครูไท่ฟูเว่ยเจิง ต่างแตกตื่นระคนใ หลานรักคนเดียวของเขาป่วยเป็โรคประหลาด มีตุ่มเต็มตัว จับไข้ขึ้นสูงหลายวันแล้ว หมอหลวงที่มารักษาต่าง วินิจฉัยว่าอาจจะเป็ไข้ทรพิษ ซึ่ง ณ บัดนี้ยังไม่มียารักษาทำได้แค่รักษาตามอาการคาดว่าอาจจะอยู่ได้ไม่นาน
“ เชียงเอ๋อ เชียงเอ๋อ ลูกแม่ ”
มารดาของเด็ก เว่ยฮุ่ยหลินบุตรีของเว่ยเจิง กอดบุตรน้ำตานอง เว่ยเจิงผู้เป็บิดา เห็นบุตรีเศร้าโศกเสียใจ ก็ทำอะไรไม่ถูก ฮูหยินเว่ยได้แต่นั่งร้องไห้ตามบุตรี
“ ท่านพ่อ ท่านพ่อ ”
เด็กน้อยเพ้อหาบิดาของตน นี้คงจะเป็ปมเล็กๆในใจของเด็กคนหนึ่ง ที่เติบโตมาโดยบิดาไม่สนใจ ไม่ว่าเขาจะทำอะไรทำดีแค่ไหน ก็ไม่เคยได้รับคำชมจากบิดาของตน ความโหยหาความรักความเมตตาจากบิดาของตน ทำให้เขาเพ้อถึง
เว่ยเจิง มองหลานของตนที่กำลังจะจากไปโดยไม่หวนกลับ ก็ให้ทุกข์ใจ เขาตัดสินใจ เขาวังเพื่อขอเข้าเฝ้าฝ่าาในยามวิกาล รถม้าเก่าแก่ซุดโซมคันหนึ่ง วิ่งฝ่าความมืดมุ่งหน้าสู่พระราชวังตามค่ำคืน
เมื่อถึงหน้าพระราชวัง เฒ่าเว่ยรีบยื่นป้ายอาญาสิทธิ์ สามารถเข้าวังในยามฉุกเฉินได้ให้ อารักษ์หน้าวัง อารักษ์สอบถามถึงที่มาที่ไป เมื่อได้ความจึงรีบนำทางเฒ่าเว่ย ไปพบอู๋กงกง เฒ่าเว่ยกระหืดกระหอบมาแต่ไกล อู๋กงกงรีบเข้าไปประคอง
“ ข้าจะขอเข้าเฝ้าฝ่าา หลานข้ากำลังจะตาย ข้าอยากให้เขาพบพ่อของเขาสักครั้ง เพื่อให้หลานของข้าสมปรารถนา ข้าจึงมาขออนุญาติฝ่าา พาหลี่เฉิงเฉียนไปพบบุตรของตน ”
เฒ่าเว่ยรีบแจ้งสาเหตุที่มาอย่างเหนื่อยหอบ อู๋กงกงรีบเข้าไปทูลฝ่าาตามที่ได้รับฟังมา หลี่ซื่อหมินยังคงทรงงานไม่เข้านอน เมื่อได้ฟังหัวคิ้วต้องชนกัน วางฎีกาในมือลง ทอดมองออกไปนอกตำหนัก พร้อมพยักหน้าเชิงอนุญาติ ให้ออกจากตำหนักตงกงได้ แต่ต้องกับมาก่อนรุ่งสาง โดยให้องครักษ์ติดตามไปด้วย 2 นาย
อู๋กงกง ให้องครักษ์วังหลวงนำป้ายพระาานุญาติ พาหลี่เฉิงเฉียน และขีนทีรับใช้ ออกนอกวังได้และไม่ลืมกำชับองครักษ์วังหลวงให้พาหลี่เฉิงเฉียนกลับมาก่อนฟ้าสาง องครักษ์รีบทะยานไปตำหนักตงกงทันที
หลี่เฉิงเฉียนถูกปลุกออกจากที่นอน ยังคงงุนงง กับสิ่งที่องครักษ์วังหลวงแจ้งมา ขันทีเการีบวิ่งเหยาะ ๆ เข้ามาหา เมื่อทั้งสองเตรียมตัวพร้อมแล้ว จึงออกนอกวัง โดยนั่งรถม้าคนละคันกับ เฒ่าเว่ย
“ ขันทีเกา เ้าพอจะเล่าเื่ราวของจวนราชครูเว่ยให้ข้าฟัง ได้หรือไม่ ข้าไม่ได้รับข่าวสารจากที่นั้นมานาน ”
หลี่เฉิงเฉียนพอจะรู้จัก ราชครูเว่ยเพราะ องครักษ์หลวงแจ้งเขาแล้วว่าราชครูเว่ย มาขอพระาานุญาติให้ตนออกจากวังไปพบบุตรของเขา ด้วยตนเอง
พอนึกตามบันทึกที่ได้อ่านมา หลี่เฉิงเฉียนมีบุตรชายหนึ่งคนชื่อ หลี่ลี้ เชียง เขาไม่เป็ที่โปรดปรานของบิดา ด้วยบิดาไม่ได้มีใจให้มารดาของตน แต่ที่ต้องแต่งกันเพราะพระประสงค์ของฝ่าา
ขันทีเกา ค่อย ๆ เล่าถึงสถานการณ์ของจวนมหาราชครูเว่ยให้หลี่เฉิงเฉียนฟัง
“ มหาราชครูเว่ย อาจารย์ของคุณชาย เมื่อทราบเื่ที่คุณชายทำไว้ ก็ไม่พอใจเป็อย่างมากเพราะ มหาราชครูเว่ย สั่งสอนคุณชายมาั้แ่เล็ก ้าให้คุณชายอยู่ในกรอบระเบียบ ไม่ทำผิดกฏมณเฑียรบาล แต่ก็ไม่เป็ดั่งใจหวัง ราชครู้าให้ บุตรีของตนหย่าขาดจากคุณชาย และ้าให้หลานชายใช้แซ่เว่ย ซึ่ง ฝ่าาไม่อนุญาติ ทำให้ หนึ่งปีมานี้ทั้งสองกระทบกระทั่งกันเลื่อยมา ด้านฮูหยินของคุณชาย ได้รับข่าวว่าคุณชายมีใจให้ขันทีหนุ่ม จึงล้มป่วยเป็โรคใจ รักษาไม่หาย สามวันก่อนบุตรของคุณชายเป็โรคประหลาด มีตุ่มขึ้นตามตัว อีกทั้งยังมีไข้สูง หมอหลวงไม่สามารถรักษาได้ คาดว่าจะอยู่ได้ไม่นาน ”
หลี่เฉิงเฉียนได้ฟัง ก็ให้ทอดถอนใจ วีรกรรมที่บรรพบุรุษของตนทำไว้ มีไม่น้อยเลย เขาคงต้องค่อยๆ แก้ไขที่ละปัญหาไปก่อน หวังเพียงแต่ว่า หลี่ลี้ เชียงจะไม่เป็ไข้ทรพิษอย่างที่ หมอหลวงวินิจฉัย