บทที่ 21 มีผีชาง หลิ่วชิงเหมยขอร้องบอกความจริง
"ที่แท้พี่สาวชิงเหมยก็เป็คนชะตากรรมขมขื่นเช่นเดียวกับข้า ในเมื่อพี่สาวไม่รังเกียจ คืนนี้ก็พักที่ลานบ้านของข้าเถอะ"
สวี่ไท่ผิงแสร้งทำเป็เห็นใจพลางพยักหน้า
ยามหลิ่วชิงเหมยได้ยินดังนั้น บนใบหน้าพลันเผยรอยยินดีออกมา ดวงตาฉายแววตื่นเต้นวูบหนึ่ง
"ขอบคุณวีรชนน้อยไท่ผิง หากาแของชิงเหมยหายดีแล้ว ชิงเหมยจะนำของกำนัลชิ้นใหญ่มาตอบแทนวีรชนน้อยไท่ผิงที่ช่วยชีวิตข้าไว้"
หลิ่วชิงเหมยกล่าวด้วยน้ำตาเอ่อคลอ ใบหน้าเปี่ยมล้นด้วยความซาบซึ้ง
"พี่สาวชิงเหมย ปีศาจหมาป่านั่นอาจจะยังซุ่มอยู่แถวนี้ หากข้าเปิดประตูโดยพลการ มันอาจจะฉวยโอกาสนี้แทรกเข้ามาได้ ไม่สู้ให้พี่สาวช่วยหันหลังคอยเฝ้าระวังโดยรอบให้ข้า รอจนกว่าข้าจะเปิดประตูแล้วท่านค่อยรีบวิ่งเข้ามา เช่นนี้น่าจะปลอดภัยกว่า"
สวี่ไท่ผิงกล่าวกับหลิ่วชิงเหมยด้วยสีหน้าระแวดระวัง
หลิ่วชิงเหมยได้ยินดังนั้นก็ชะงักงันเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
"ไท่ผิงกล่าวถูกแล้ว ข้าจะช่วยเฝ้าระวังให้ ยามเ้าเปิดประตูแล้วช่วยบอกข้าสักคำ"
กล่าวจบ หลิ่วชิงเหมยก็หมุนตัวหันหลัง
ทว่าในชั่วขณะที่หันกลับไป สีหน้าอ่อนโยนของนางพลันมลายหายราวกับพลิกฝ่ามือ เผยให้เห็นสีหน้าดุร้าย มุมปากยกขึ้น กระซิบแ่เบาจนแทบไม่ได้ยิน
"ดูเหมือนจะระวังตัว แต่จริง ๆ แล้วโง่เขลา ใกล้ตายแล้วแต่กลับไม่รู้ตัวเลยสักนิด ช่างน่าขันเสียจริง"
ทว่านางเอ่ยยังไม่ทันจบประโยค ใบหูก็สั่นเล็กน้อย เสียงง้างธนูพลันดังเข้ามาในโสตประสาท
"เ้า!..."
ฟิ้ว!
หลิ่วชิงเหมยเพิ่งจะคิดหลบหนี แต่เสียงลูกธนูแหวกอากาศก็ดังขึ้นจากข้างหลัง ลูกธนูที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งพุ่งทะลุหน้าอกของนางอย่างแม่นยำ
"เ้ารนหาที่ตาย..."
ฟิ้ว!
มองลูกธนูตรงหน้าอก หลิ่วชิงเหมยคำรามด้วยใบหน้าเขียวคล้ำ ทว่าเสียงคำรามเพิ่งจะเปล่งออกมา ลูกธนูคมกริบอีกดอกพลันพุ่งผ่านอากาศมาเสียบทะลุลำคอของนาง
ในตอนนี้ หลิ่วชิงเหมยที่หันกลับมามีสีหน้าตกตะลึง สายตาสบเข้ากับเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่บนประตูรั้ว นางจึงเอ่ยถามด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ
"เ้า… รู้ได้อย่างไร?"
ฟิ้ว!
สวี่ไท่ผิงยกมือยิงธนูออกไปอีกดอก ลูกธนูทะลุหว่างคิ้วของหลิ่วชิงเหมย ทิ้งรูขนาดเท่ากำปั้นเอาไว้
"พี่สาว คราวหน้าตอนออกมาเก็บสมุนไพร อย่าลืมเปลี่ยนรองเท้าให้เหมาะสมล่ะ"
ท่ามกลางสายตาโกรธแค้นของหลิ่วชิงเหมย สวี่ไท่ผิงเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉยพลางง้างธนูอีกครั้ง
ราวกับถูกดูิ่อย่างหนัก หลิ่วชิงเหมยจึงโมโหอับอายขึ้นมาทันใด ไม่สนใจาแบนร่าง กระโจนขึ้นกลางอากาศ แล้วใช้กรงเล็บที่ขยายใหญ่ขึ้นอย่างกะทันหัน ตะปบไปทางสวี่ไท่ผิงที่ยืนอยู่บนประตูรั้ว
ปัง!
ไม่รอให้สวี่ไท่ผิงลงมือ ประกายสีฟ้าพลันพุ่งออกจากเขตอาคมของลานบ้าน ราวกับมีฝ่ามือหนัก ๆ ตบหลิ่วชิงเหมยที่โดนยิงด้วยลูกธนูสามดอกลอยละลิ่วออกไป
"อ๊าก!…"
หลิ่วชิงเหมยล้มลงกับพื้นพลางส่งเสียงกรีดร้องอย่างน่าสยดสยอง
ทันใดนั้น ควันสีดำพวยพุ่งออกจากปากของนาง จากนั้นควันสีดำก็กลายเป็พายุหมุนสีดำ พัดฝุ่นตลบไปทั่วลานหน้าบ้าน
"ไอ้หนู หากเ้าไม่คิดจะออกจากสวนแห่งนี้อีก ไม่ช้าก็เร็วเ้าจะต้องตกอยู่ในกำมือของข้า เมื่อถึงยามนั้น ข้าจะทำให้เ้าเป็อยู่ไม่สู้ตาย!"
เสียงคำรามของบุรุษดังขึ้นท่ามกลางพายุหมุนสีดำ น้ำเสียงแหลมคมแฝงไว้ด้วยความอาฆาตแค้น
"ข้าไม่เคยล่วงเกินอะไรเ้า เหตุใดเ้าถึงต้องมาทำร้ายข้า?"
สวี่ไท่ผิงที่เพิ่งเคยพบเจอมารปีศาจเช่นนี้เป็ครั้งแรก กำลังพยายามตั้งสติให้มั่นคง ขณะที่ถามปีศาจตนนั้น เขาก็ง้างธนูในมืออีกครั้ง
"เ้าจะรู้ในไม่ช้า!"
หลังจากเสียงหัวเราะอันบ้าคลั่ง พายุหมุนสีดำพลันหายวับไปในพริบตา
"หรือจะเป็ภูตผีปีศาจที่กล่าวไว้ในแผ่นหยก?"
สวี่ไท่ผิงพึมพำพลางมองไปยังทิศทางที่พายุหมุนสีดำสลายไป
ตามที่บันทึกไว้ในแผ่นหยก บริเวณป่าเขาที่ศิษย์นอกสำนักพำนักอยู่ นอกจากสัตว์ปีศาจในป่าลึกแล้ว ยังมีภูตผีปีศาจอาศัยอยู่ด้วย
ภูตผีปีศาจเหล่านี้มักจะชอบสิงร่างสัตว์ป่าหรือซากศพ จากนั้นก็ไปล่อลวงคนเป็ ดูดกินเืเนื้อและพลังชีวิตของพวกเขาเพื่อฝึกฝนตน
เนื่องจากทั้งหมดเป็ิญญาจึงไม่มีร่างที่แท้จริง การจะกำจัดพวกมันให้สิ้นซากได้ มีเพียงการใช้วิชาอาคมบางอย่างเท่านั้น
"มีปีศาจแบบนี้ลอบโจมตีอยู่ในที่มืด ครั้นอยากออกไปล่าสัตว์แถวนี้ก็คงลำบากแล้ว ที่สำคัญที่สุดคือ ข้ายังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันเลย"
สวี่ไท่ผิงมองศพที่อยู่บนพื้นแล้วขมวดคิ้ว
ตามหลักแล้ว สถานการณ์เช่นนี้ควรรายงานให้สำนักรับทราบ แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เขาจึงตระหนักได้ว่า ถึงแม้จะรายงานไปยังสำนัก ก็คงไม่มีผู้ใดมาตรวจสอบ
ในสายตาของอีกฝ่าย ศิษย์นอกสำนักอย่างเขาเป็เพียงตัวตนที่ไร้ค่า จะมีหรือไม่มีก็ย่อมได้ ทางสำนักจึงไม่จำเป็ต้องใส่ใจอะไรมาก
"เฮ้อ..."
ในขณะที่สวี่ไท่ผิงกำลังปวดหัวว่าจะรับมือกับปีศาจตนนั้นอย่างไรดี ลมเย็นะเืพลันพัดผ่านหน้าประตูรั้วอีกครา
ยามนี้รัตติกาลมาเยือนแล้ว ดังนั้นเมื่อลมเย็นพัดมา บรรยากาศจึงชวนน่าขนลุกเป็พิเศษ
"ปีศาจตนนั้นจะกลับมาเร็วขนาดนี้เลยหรือ?"
สวี่ไท่ผิงจัดเตรียมธนูพลางวางท่าระแวดระวัง สายตากวาดมองไปโดยรอบ
"หนุ่มน้อย ข้าอยู่ที่นี่"
ในขณะที่สวี่ไท่ผิงยังไม่ทันสังเกตเห็นอะไร แสงเรืองรองสีเขียวก็ลอยมาจากศพที่อยู่หน้าประตู รวมตัวกันกลายเป็ร่างโปร่งแสงของเด็กสาว
ภาพลวงตานี้มีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับศพที่อยู่บนพื้นไม่มีผิดเพี้ยน
"เ้ายังกล้าปรากฏตัวอีกหรือ?"
สวี่ไท่ผิงเล็งลูกศรในมือไปยังภาพลวงตาของเด็กสาวทันที
ก่อนถึงระดับแปรพิสุทธิ์ แม้ว่าธนูและลูกศรในมือจะมิอาจฆ่าิญญาปีศาจ แต่ลูกศรที่ห่อหุ้มด้วยพลังปราณก็ยังสามารถสร้างความเสียหายให้กับพวกมันได้บ้าง ซึ่งท่านอาจารย์จื่อหยางเคยกล่าวไว้ยามบรรยายคำสอนเื่นี้
"หนุ่มน้อยไว้ชีวิตด้วย ไว้ชีวิตข้าด้วยเถิด ข้าแค่ถูกผีชางบังคับ จึงจำต้องหลอกล่อให้หนุ่มน้อยออกมานอกประตู"
"ผีชาง?"
สวี่ไท่ผิงเห็นว่าน้ำเสียงของนางมิได้เสแสร้ง กอปรกับได้ยินนางเอ่ยถึงที่มาของิญญาร้ายตนนั้นออกมา จึงเลื่อนธนูในมือไปทางด้านข้าง
"ใช่แล้ว นั่นคือผีชาง ตอนนั้นข้าก็ถูกมันทำร้าย จนตกต่ำลงเป็ผีรับใช้ ทุกวันต้องทนรับความอัปยศจากมัน"
ิญญาหญิงสาวกล่าวพลางขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน สายตาเปี่ยมด้วยความเสียใจและความแค้น ดูเหมือนจะเกลียดผีชางเข้ากระดูกดำ
ทว่ายามนึกถึงบทเรียนที่เพิ่งจะได้รับ สวี่ไท่ผิงย่อมไม่เชื่อวาทะของนางโดยง่าย และจะไม่ออกไปพบนางนอกประตูอย่างแน่นอน
"หนุ่มน้อยไม่ต้องกังวลว่าข้าจะทำร้ายเ้า ิญญาของข้าแหลกสลายไม่สมบูรณ์อยู่แล้ว เมื่อครู่ยังโดนลูกธนูสามดอกที่หนุ่มน้อยใช้พลังปราณยิงมา อีกไม่เกินหนึ่งก้านธูป ิญญาของข้าก็จะสลายไป"
ิญญาหญิงสาวราวกับหยั่งถึงความคิดของสวี่ไท่ผิง จึงรีบเอ่ยปากอธิบาย ทว่าตอนท้ายประโยค น้ำเสียงกลับเต็มไปด้วยความโศกเศร้า