ย้อนนับสู่ ณ พุทธกาลอดีตฐานกำเนิดมวลสรรพสิ่งชีวิตใต้เวิ้งท้องบาดาล
ครอบอาณาจักรนครบูรพาอาโป ยังขอบเขตแก้วปราการ
“ตั้งจิตรับให้ดี”
คำเตือนของแม่เฒ่าเผ่าพันธุ์เงือกพราย บอกกับอารยานี นางน้อยอายุเพิ่งได้ร้อยปี
วาระในทุกรอบทศวรรษ ดรุณีเงือกพรายผู้มีเม็ดมุกสีทองบนหน้าผาก
จะต้องถูกทดสอบ พิสูจน์โดยการข้ามพ้นผ่าน วงล้อมกำแพงเกราะปราการวิเศษ
แผงกั้นดินแดนคุ้มครอง บริเวณอาณาจักรนครบูรพาอาโป
เมืองเหล่าพรายเงือกธนแพทย์ ผองผู้ทำหน้าที่ผดุงรักษา มวลสรรพสัตว์ใต้พื้นบาดาล
ถนัดเก่งกาจเื่หยูกยา สารพัดวิธีในการรักษาเยื้อแย่งต้านชะลอ
ความเป็ความตาย วงจรวัฏจักรการเวียนว่ายของสิ่งมีชีวิต
นางเงือกพรายอารยานีรวบรวมปราณพิสุทธิ์ น้อมนำมาตั้งไว้ที่เม็ดมุกสีทอง
ประทับบนนลาฎ แล้วบรรจงกำหนดลมหายใจแผ่กระจาย
“ไร้ยึดเหนี่ยวตัวตน อันเรามิใช่ของเราแท้จริง”
ระลึกขับร่ายบทท่อง พร้อมพิจารณาธาตุขันธ์กระแสจุลชีพ
พลันเปลวพลังแตกซ่านไปทั่วอณู บังเกิดเปล่งประกายเรืองแสง
ปาฏิหาริย์แทรกข้ามทะลุกำแพงแก้วอย่างง่ายดาย
“มาถูกทางแล้วนะ อารยานี”
เงือกพรายแม่เฒ่าสุนันทาเอ่ยคำชมกับศิษย์ นางเงือกน้อยที่ชำนาญนักในเื่ปรมัตถ์กรรมฐาน
ซึ่งผู้สามารถร่ำเรียนวิชาแพทย์ศาสตร์ ต้องมีจิตใจดีงาม มุ่งมั่นรักษา
ครบวาระเมื่อถึงคราควรรู้จักปล่อยวาง เป็ขั้นตอนการทดสอบในบริบท
สำหรับเงือกพรายที่เดินทางนอกเขตชั้นบริเวณศักดิ์สิทธิ์ ภารกิจเพื่อปฏิบัติหน้าที่ยังถิ่นฐานอื่น
รวมถึงท่องแสวงปังกัลหายอดปะการัง สมุนไพรนำมาปรุงยา
สูตรแขนงต่าง ๆ เอาไว้ใช้บรรเทาต่อกรกับสัพพะพยาธิโรคา
“เอาเถิด บัดนี้เธอบรรลุด่านแรก”
เงือกพรายแม่เฒ่าสุนันทาแจ้งขึ้น เมื่อทุกกรรมวิธีขั้นตอนสำเร็จ
“คราหน้าจะพาไปยังอีกโพ้นดินแดนน่านวารีเหนือ”
พออารยานีได้ฟังเกิดตื่นเต้นประดา นับเร่งเพลา
“อีกนานหรือไม่เ้าคะ? ท่าน”เอ่ยถามด้วยอารามดีใจ
แย้มยิ้มในผลงานที่ถ่ายทอดสู่สานุศิษย์ จนเห็นความสามารถ
ถ้อยคำแม่เฒ่าสุนันทาตอบให้ความหวัง
“ดูท่าประสบเหมาะ คงไม่นานนัก”
…แผงปลายหางสะบัดโบก เส้นผมยาวสลวยลู่น้ำ อารยานีหอบคะแนนกติกาตัดสินกลับมาด้วย
แหวกว่ายถึงหน้าเคหะพักพิง เปลี่ยนสลับเป็กายหยาบธรรมดา เดินเข้าบริเวณ
“เป็ผลเช่นไร? ลูกแม่”
เงือกพรายกษิณาถามไถ่ธิดาของนาง
ร่ำลากล่าวขอบพระคุณผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชา ตัวแม่เฒ่าสุนันทาแล้ว
นางเงือกน้อยได้คืนถ้ำสถาน ตอบมารดาตามคาดไว้
“ลุล่วงด้วยดี เ้าค่ะ”
สร้างรอยยิ้มเจิดจรัสผ่องใส บนวงหน้าของเงือกพรายกษิณา
“ถึงคราต้องพักผ่อนแล้วนะ”
ผู้เป็แม่จึงปลีกตัว ลอยร่างแปลงติดหางออกไปยังขอบธาราใกล้ฝั่ง
…“ท่านท้าวอนุราช!”
เงือกพรายกษิณาตั้งอธิษฐาน ให้มีขาเดินเหินได้สะดวกเหนือหาดทราย
นางรุกก้าวชะเง้อเหลียวหาทั้งร้องเรียก อันจะมาบอกข่าวดี
“เราอยู่ ทางนี้”
นามท้าวอนุราชนาคาแห่งขุนเขาถ้ำหินนาคาพิภพ บารมีเรือนกายเป็สีดำนิล
ส่งจิตเชื่อมระบุหมุดหมายแก่นางเงือกพรายกษิณา ให้ปีนป่ายขึ้นมายังทิพย์สถาน
“เวรกรรมอันใดกันนี่ กษิณา”
เผลอประโยคตัดพ้อในชะตาซึ่งเผชิญ
“ทำให้ต้องพบเจอในลักษณะแผดต่างสถานะ อีกปริศนาคือนาคาพิภพ ส่วนตัวเองเป็มัจฉาอาศัยใต้บาดาล”
เงือกพรายรำพันกับดวงใจอันยากลึกหักห้ามของนาง พลางมุ่งก้าวสู่พื้นเบื้องบน
สายใยมีต่อกัน ด้านท้าวอนุราชเพ่งจิตมองนางเงือกพรายคู่วาสนา
แลเห็นถึงความลำบากมิน้อย จิตอนุเคราะห์จึงเป่ามนต์ช่วยร่นระยะ
“เป็อย่างไรบ้าง”
ท้าวท่านเปิดวาจากล่าวถามถึงกุลธิดาอารยานีน้อย
ที่เกิดจากการปฏิสนธิด้วยเจตนารักใคร่จากใจล้วน ๆ
“ตามสมประสงค์ทุกอย่าง เ้าค่ะ”
มารดากษิณาภาคภูมินัก เพราะนางเงือกน้อยอารยานีบุตรกัลยา
เสมือนได้พรวิเศษจากท้าวอนุราช ผู้บิดาในความปราดเปรื่อง
“แล้วเธอล่ะ? กษิณา”
เมื่อรับทราบข่าวคราวจากปากนางเงือกพราย ท้าวท่านพะวงอาการป่วย
“ยังพอยื้อเอาไว้ได้อยู่ ท่านเ้าขา”
ปวงเหตุเพราะความเจ็บไข้ นางเงือกพรายกษิณาถึงต้องสืบเสาะค้นหา
รากแก่นสมุนไพร ต้นยาศักดิ์สิทธิ์ตามแหล่งหุบเขาใหญ่เพื่อประทังชีวา
ดั่งบุพเพฟ้าสั่งให้ต้องพบพานนาคาศิลา ที่กำลังพากเพียรตบะ
โดยอาศัยในผาถ้ำสูงชันตะหง่าน เมื่อหลายร้อยปีก่อน
ความประมาทเกือบพลาดหล่น หวิดเกิดอุบัติเหตุตกจากหน้าผาโขดหิน
ขณะเก็บยอดใบยา อันกิ่งก้านแผ่ขยาย จนต้องโน้มเกี่ยวสุดปลายแขน
ประกอบก้อนหินที่เหยียบลื่นไถล จวนเจียนเอาชีวิตมาทิ้งไว้ไร้ผู้พบเห็น
เสี้ยววินาทีหากท้าวอนุราชผละจากสมาธิ โผสละเข้ารับร่างกษิณาไว้มิทัน
จุดแรกเริ่มคงอนาถา เป็แค่หลุมฝังศพนางเงือกพราย
เดชะบุญสัมพันธ์ การช่วยเหลือครั้งนั้นสานต่อมาเรื่อย
ไมตรีเบ่งบานอบอวลด้วยรัก และผูกพันนับคณาเกินล้น
“ขอมอบสิ่งมงคล แก่เธอ”
ปิยะวาจาอ่อนโยน พร้อมกับวางลูกแก้วกาฬนิลลงบนฝ่ามือ
วัตถุอิทธิฤทธิ์ดูดไอพิษละอองร้าย จากกายกระทบอานุภาพคืนพลัง
ทันใดนางเงือกพรายกษิณาตื้นตัน ในกระแสเมตตาเผื่อแผ่
หยดน้ำตามวลเม็ดมุกพราว ร่วงลงพื้นถ้ำกันทรลักษ์วิมานทิพย์
“น้อมสักการะวันทา สามีเ้าค่ะ”
กิริยากษิณานางหมอบประนมไหว้ ซาบซึ้งในความห่วงใย
ท้าวนาคาศิลาพิภพประคองรั้งให้ลุกขึ้น สายตาเอื้ออาทรทอดถึง
“แม้นพอเพื่อลดบรรเทาต้านโรคภัยไข้เจ็บ สำคัญนัก ฉันพึงกระทำให้เธอบ้าง”
หยาดมุกแห้งเหือดหายด้วยคำประโลม ทั้งรับมั่นจะปกปิดสถานภาพ ตัวตนผู้บิดาของบุตรนาง
“โปรดไว้วางใจ ในฐานะมารดาย่อมป้องภัยให้บุตรรอดเสมอ”
กษิณาตระหนักจะมิมีวันแพร่ง เผยถึงข้อตกลง
มุมความลับเื่ชาติกำเนิด แก่อารยานีแต่อย่างใด
เนื่องสัญญานี้หมายถึงเกณฑ์มรณะ ของผู้มีส่วนร่วมชะตากรรม
…คืนเดือนเพ็ญแสงจันทร์สาดส่องทั่วท้องนที เงือกพรายแม่เฒ่าสุนันทา
เพ่งพินิจตรวจจับกองยามชะตาของนางเงือกพรายน้อยอารยานี
“ช่างพิสดารเหลือเกิน จะเป็ลางลิขิตหรือคราเคราะห์หนอ”
ทิ้งถอนหายใจ ทุกข์ขังในวิบากที่กำลังมาถึงลูกศิษย์
ตั้งจิตปรารถนานึกหาหนทางปัดเป่า ผ่อนหนักให้เป็เบา
ตวัดคำนึงถึงนายท่านท้าวสุรทิน ผู้มีตำแหน่งสูงสุดในอาณาเขตนครบูรพาอาโป
“ประมาณถึงคราแล้ว”
แม่เฒ่าสุนันทานั่งลงหลับตา เข้าสู่ห้วงถอดกาย
ล่องหายไปยังห้องโถง บัลลังก์ปะกาอาสนะตั้งเด่น
“ว่ามาเถิด แม่เฒ่า”
คล้ายทิพย์จิตััรู้เท่าทัน ท้าวสุรทินรอคอยการมาเยือนอย่างสงบ
“กราบท่านสุรทิน เ้าค่ะ”
เงือกพรายนางเฒ่าอายุพันปี น้อมคารวะแก่ผู้สูงศักดิ์ องค์รัศมีเปี่ยมปราณี
“มีอันใด? ให้เราช่วยหรือ”
ขึ้นประโยคถามกับเงือกพรายแม่เฒ่าสุนันทา
“ท่านเ้าคะ ขั้นต้องพึ่งพาบารมีแล้วหนนี้”
ยกคำนางกล่าวถึงที่มาที่ไป บ่อเกิดปมกรรมสนองเวียนวนวัฏจักร
ดุจคาดการณ์ด้วยญาณหยั่งรู้ ด้านท้าวท่านเปรยย้ำ
“จวนเพลายื่นช่วยเหลือแก่เงือกพรายน้อย นางนั้นแล้วสินะ”
ย้อนเมื่อศตวรรษปีที่อารยานีจุติขึ้น ในครรภ์ของนางเงือกพรายกษิณา
ภายใต้อาบัติดูแลในเขตนครบูรพาอาโป จนร้อนถึงท้าวสุรทินท่านปกครอง
เหตุว่าทารกหญิงน้อย มิได้เป็วงศ์ว่านเครือเดียวกัน แต่กลายผสมเชื้อพงษ์เผ่าพันธ์นาคาพิภพ
พอโผล่พ้นลืมตาออกมาในนที คงสิ้นลมซะก่อน
เพราะระบุไว้ว่าพื้นพสุธาเท่านั้น ที่รองรับเรือนสัญญาณชีพ
การจะพ้นวิกฤตนั้นได้ ต้องเป็ผู้มีกองกุศลสูงเทียบ ฉุดยื้อร้องขอต่อท้าวมัจจุราช
เ้าแห่งความตายประทานค้นสมุดลานคัมภีร์ ขุดไขสืบประวัติอดีตชาติของวรรณะชลาพุชะ
เนื่องด้วยบุญสร้างสม ทำให้รอดได้มาต่อยอดความดีอีกในภพภูมิ
“รบกวน ด้วยเถิดเ้าค่ะ”
คำอ้อนวอนสุนันทาแม่เฒ่า ต่อท้าวสุรทินประมุข
“ได้สิ”
วลีสัจจะเปล่งวาจา พร้อมรับศรัทธาแน่วแน่
ส่งผลทำให้เงือกพรายสุนันทา คลายจิตกังวล
สักการะแล้วกล่าวลา ย้อนถิ่นถ้ำเขตนางดุจเดิม
…สถานที่พำนักพรายเงือกสาวน้อยอารยานี หลับไหลในห้องหับ ได้ผุดนิมิตร
“เ้าอยู่แห่งหนใด กลับมาหาเราเถิด”
ภาพที่เห็นมิกระจ่าง แต่ชัดเจนคือเสียงเพรียกเรียกหา
ไขว่คว้ามือเอื้อมจะััให้ถึง จำกัดจับต้องได้เพียงธาตุอากาศว่างเปล่า
“อารยานี กลับมาหาเรา”
เพ้อประโยคคร่ำครวญจากบุรุษในฉาก ลางเลือนตรงหน้า
ก่ออารยานีนางเงือกน้อย มีจิตอ่อนไหว บังเกิดสงสารยิ่งนัก ถึงกับเอ่ยตอบโต้
“รอก่อนนะ อารยานีจะไปหาท่านเอง”
ยืนสนทนากับมิติไร้ตัวตน มองเห็นเพียงนิ้วกรเรียวสวมแหวนบ่วงบาศ
วิสาสะยื่นออกมาคว้าเหนี่ยวรั้ง ดึงไว้ให้ยึดติด
“อุ๊ย!”
สะดุ้งตระหนกกับเหตุการณ์ ผวาตื่นจากภวังค์
ลุกนั่งตั้งสติ จึงเดินออกภายนอกส่ายเรียกหาผู้มารดา
“แม่จ๋า ๆ”
รู้สึกหวาดระแวง เกรงความฝันจะพรากจากไกล
“เกิดสิ่งใดหรือ นางน้อยอารยานี”
ดุจดวงจิตสื่อส่งถึงกันระหว่างแม่ลูก
“ช่วยลูกด้วยเ้าค่ะ”
สะทกสะท้าน ถลารีบซุกอ้อมแขนรับไออุ่น
“บอกแม่มาเถิด”
ระส่ำทุรนทุรายอยากทราบถึงเหตุ พรายกษิณากอดลูกแนบอก
“ฝันมิดีเลย ท่านแม่”
อารยานีเงือกน้อยพูดกับมารดา สาธยายให้ฟัง
“ขวัญเอ๋ย ขวัญมานะ”
โอบปลอบให้คลายหวั่น กษิณาเลยชวนจูงแขนย้ายถึงสถานที่
อีกห้อง ซึ่งบูชาวางลูกแก้ววิเศษเปลวประกายนิลบนหิ้งพาน
“วัตถุพุทธคุณเช่นนี้ แม่ได้แต่ใดมาจ๊ะ”
ระคนปนสงสัย จนนางเงือกน้อยถามความ
ตรงข้ามหัวอกผู้เป็แม่ นางอยากเล่าเื่ราวให้ฟังแทบใจจะขาด
จำต้องได้แต่ปิดปากเงียบตลอดมา กลัวเภทภัยอันตรายต่าง ๆ กระทบต่อลูกสาว
หากละเมิดทำรั่วไหลออกไป กษิณาจึงเฉไฉ
“จากผู้มีพระคุณ เกื้อกูลกันมาเนิ่นนาน ท่านมอบประทาน สิงสถิตบนูเาบรรพตคีรี”
มธุคำมุสาเป็ข้อห้าม สำหรับนครดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้
ทำได้เพียงแค่แปรเื่ใหม่ ให้หมดกังขาเท่านั้น
…อีกน่านน้ำโขงคาม ท้าวศักรินทร์นาคาบาดาล เพ่งไปยังแว่นฟ้ากระจกทิพย์
ฉายภาพนางในดวงใจชัดเจน แลพิศอวตลักษณ์
เม็ดมุกสีทองฝังติดนลาฎของนางเงือกน้อย
ปฏิพัทธ์พิศวาส ั้แ่คราหลายร้อยพันปีเนิ่นนาน
มนตราเสน่หาไม่เคยเจือจาง ยิ่งตรึงรัดมัดแน่นโหยหา
เฝ้าเพียรภาวนารอโอกาสสักหน ดึงจิตลอยล่องกลับสู่ภาวะปกติกาล
คล้อยนึกคิดผสมยิ้มน้อย ๆ รอวันหวนเกี่ยวดอง
“คงมินาน”
ทวนพร่ำเงยขึ้นเบื้องบน ส่องฟ้ายามราตรี กึ่งหทัยครวญถวิล
อุบัติยามแรกพบหน้ากันของเทพาอาลักษณ์ กับนางฟ้าองค์นั้น
ช่างเป็ประวัติทรงจำ มิเสื่อมคลายฝังลึกประดับทรวง
“พุธโธ่หนอ!”
อุบัติโกลาหลแตกตื่น ของบรรดาทวยเทพยดา
ครั้งท้าวอนันตนาคราชบําเพ็ญตบะ จำศีลอยู่นาน
จวบครบหมื่นปี กระทำการพลิกตัวใต้พื้นดิน จนทำให้์ชั้นฟ้าลั่นสะท้าน
เทพาอาลักษณ์ศานตินันท์ ประจำยังหอหนังสือทำหน้าที่
กิจวัตรจาอัตถะเื่ราวรับผิดชอบส่วนงาน ด้วยความเคร่งครัด
ผินสำรวจแลลอดไปยังฐานโต๊ะศิลา เสมือนมีสิ่งหลบซ่อน
ปรากฏเจอเข้ากับนางฟ้าองค์หนึ่ง ซึ่งอารามกลัวกับเสียงฟ้าลั่น ดินะเื
เกิดจากอิทธิฤทธิ์ขององค์นาคราช ผู้เหนือทั้งปวงมวลนาคา
ครั่นคร้ามลนลานหาที่มุด ยึดฐานแท่นใช้กำบัง
“เป็ผู้ใด? ให้ออกมาเถิด”
เรียกทักเอ่ยกล่าวเชิญ เมื่อทุกอย่างสงบลง
่ชุลมุนวุ่นวายศานตินันท์เทพา กลับจมดิ่งเข้าฌานไม่ละทิ้งหอสถาน
จับมวลรู้สึกถึงสิ่งหนึ่งก่อกวนสมาธิ จึงได้โน้มก้มลงควานหา
จังหวะปะเข้ากับดวงใบหน้า อันพริ้มเพราของนางฟ้าองค์นั้น ฉับพลันนิ่งชะงักค้างสะกด
…เงือกพรายแม่เฒ่าสุนันทา แต่งองค์ทรงเครื่องรัดกุมได้ครา
ต้องพานางเงือกพรายอารยานี ตะเวนออกท่องไปยังพื้นที่
ตามบอกหมายไว้ พืชน้ำกอสาหร่ายปลิวสลายพริ้ว ส่ายตามแรงพัดวน
บริเวณทางเข้า ออก เขตแดนปราการกั้น แนวปริมณฑล
รั้วแบ่งระหว่างเงือกพรายพวกดีกับพวกเงือกพรายชั่ว
เอกลักษณ์ให้พึงสังเกตแยกแยะได้ ตรงหน้าผากจะมีตรารอยสักประทับอยู่
ถ้าเป็เหล่าร้ายจำพวกฝ่ายเจริญแล้ว จะมีเม็ดมุกสีสันงดงาม
ฝังติดแสดงเด่นชัด ตามขั้นตบะสะสมคุณความดีบุญญา
“ภาระซื่อตรงต่อหน้าที่ เยียวยารักษาจึงมิอาจแบ่งประเภทผู้ป่วยได้”
อารยานีพยักหน้ารับทุกคำสั่งสอน จากเงือกพรายแม่เฒ่าสุนันทา
ทั้งสองเคลื่อนตัวผ่านเขตแดนถิ่น ผองบรรดาพรายผีน้ำ
ต่างระทมทุกข์ผจญความเ็ป จากาแตามสรรพร่าง
“นี่คือพิษสงโรคภัยอันใดกัน?”
เพิ่งประจักษ์อาการแปลกประหลาด อารยานีเงือกพรายน้อยสอบถาม
สุนันทาจึงเล่าเื่ราวสาเหตุ
“พวกนี้ได้โดนอิทธิฤทธิ์ขององค์ท่านอนันตนาคราช ทรงปล่อยวางดักไว้ป้องกันมิให้ผีพรายน้ำ คืบคลานขึ้นไปทำร้ายหมู่มนุษย์บนพิภพ”
เชิงอธิบายถึงวิบากกรรม ของแต่ละมวลก่อกระทำ
“ตรรกะต่ำยังมิพ้นความมืดมิดในกิเลส ความหิวโหยเกาะกิน จำต้องแสวงหาลบล้างผู้อื่นเพื่อดำรงชีพ”
เมื่อพอได้รับฟัง อารยานีพลอยสลดตาม
“อนาถแท้ เ้าค่ะ”
พรายเฒ่ากล่าวแฝงเตือนสติ อีกชี้แนะคัดกรองประสาทแก่ศิษย์
“ล้วนต่างกับเรา เงือกพรายใฝ่ดีจึงหลุดพ้นกิเลสตรงนั้นมาได้ ด้วยการใช้ศีลธรรมขัดเกลาจิตจึงมิจำเป็ก่อทำบาป”
…ระยะการปฏิบัติภารกิจผ่านไปจวบหลายเพลา จนบรรดาพรายผีน้ำชั่วหลายตน
บรรเทาอาการปวดแสบ จากพิษเผาพ่นขององค์พญานาคราชลงได้
นางเงือกพรายต่างวัย ใช้มือวางทาบทับส่งกระแสจิตธารเย็น ช่วยลดคลายความร้อนรน
ส่วนสำหรับชิ้นเนื้อตายเหม็นเน่า ยังมีกระปุกยามอบให้เอาไว้ทาเพื่อฟื้นฟู
“เป็พระคุณยิ่ง ท่านหมอ”
ปวารณาผีพรายน้ำชั่วหลายตน น้อมเคารพสักการะ
พึงสังวรมุ่งสู่หนทางพ้นบ่วงทุกขเวทนา ตั้งมั่นศรัทธาธรรมะ
ประสงค์ตอบแทนคืนคุณแก่เงือกพรายแม่เฒ่าสุนันทา และนางเงือกพรายอารยานี
เม็ดมุกสีทองสื่อเครื่องหมายอภิสิทธิ์ ประกาศความเป็หน่วยผู้รักษาผดุงเผ่าพันธุ์
ขั้นถือข้อละเว้น ห้ามทำร้ายจากสรรพทุกชนิด ที่อาศัยพำนักอยู่ใต้บาดาล
...ริ้วคลื่นลม แสงอาทิตย์แผ่เคลือบปกคลุม เกร็ดแสงสีขาววาวระยับ
สะท้อนประกายสีรุ้งงดงาม ทะยานปลิวขึ้นเบื้องบนท้องฟ้า
“มาได้แล้วนะ ท่านศักรินทร์นาคา”
เทพไทพัสกร ผู้มาทำหน้าที่สืบสานต่อตน กล่าวทักทาย
“ถึงยามกำหนด อันเราต้องมา”
ท้าวศักรินทร์นาคา ถูกมอบตำแหน่งเป็ผู้ปกปักสายนที ฝั่งเขตโขงคามแดนอีสานหรดี
ขานตอบการมาเยือนสรวง์ เฉกเช่นทุกคราเป็เหตุที่เลี่ยงมิได้
หลักใหญ่ผลกรรมประพฤติ รอลงอาญาวาระครบรอบ
“กรุณา ช้าก่อนท่าน”
เทพไทพัสกรขอไว้ ขณะเห็นท่าทางองอาจ ขยับ เตรียมเคลื่อนย้ายกายไปยังอีกมิติประตูเพื่อถูกลงโทษ
“ว่ามาเถิด ท่านพัสกร”
อดีตชาติเคยเป็มิตรสหายร่วมสร้างบุญส่งเสริมกัน เลยพัวพันทุกภพ
“เล่าลือกันว่าลุ่มแม่น้ำคงคา มียักษาผีสมุทรออกอาละวาด”
เทพไทพัสกรสืบตำนานเล่าขาน เพื่อจดจาอักขระให้ชัดเจน
“มิทราบว่าท่านท้าวศักรินทร์นาคา คิดเห็นประการใด”
รายละเอียดต้องตรงกับเนื้อหา ซึ่งรายงานแก่ท้าวจตุโลกบาล มหาราชทั้งสี่ชั้นภพภูมิ
“เื่นั้นจริงแท้ แน่นัก”
ศักรินทร์นาคาใช้กระจกทิพย์แว่นฟ้าส่องตรวจตรา มูลที่มาของมรสุมพายุพัดกระหน่ำ
กระจ่างรู้พอความ กรณีกองทัพของยักษาผีสมุทร กับเหล่าเงือกพรายใต้ท้องทะเลพิพากกัน
ประเด็นเื่เขตแดน จึงเฉลยสู่เทพไทพัสกร
กระทั่งท้าวเธอทราบ ถึงต้นสายปลายเหตุแห่งวิกฤต
“หากมิได้ท่าน คงมืดรอบด้าน”
ติดขัดเทพไทพัสกรยังขาดหนุนอุปกรณ์ทิพย์อำนวย ต้องพึ่งพาถามไถ่
่สนทนาอยู่นั้น เหนือขอบโค้งนภาขบวนรถล้อม้าบินโฉบผ่าน
“เพลาของศักรินทร์นาคาแล้ว”
องค์ทวยเทพผู้เป็ใหญ่ ตรัสบัญชาเร่งให้พร้อมรับโทษทัณฑ์อาญารักฝ่าฝืน
ผลพวงก่อไว้ด้วยแส้เฆี่ยนตี สายอัสนีบาตจากเทพพิรุณใน่ฝนต้นฤดู
หลังจากเหล่านาคาได้ทำพิธีกรรมบนบาน เพื่อขอหยาดพิรุณโปรยปรายรดโลกา.
{ชาติกำเนิด 4}
1.ชลาพุชะ/เกิดในครรภ์ ได้แก่มนุษย์และสัตว์สัตว์เดรัจฉานที่เกิดในมดลูก
2.อัณฑชะ/เกิดจากไข่ ได้แก่สัตว์เดรัจฉานที่ออกมาเป็ไข่
3.สังเสทชะ/เกิดในคลาบไคล เนื้อเยื่อ ได้แก่สัตว์ทั้งหลายที่เกิดโดยไม่อาศัยท้องพ่อแม่
4.โอปปาติกะ/เกิดผุดขึ้นมาเติบโตทันทีด้วยอำนาจกรรมดี ได้แก่เทวดา พรหม
(อ้างอิงจากวิกิพีเดีย)