Tale of Tales Online: Age of Apocalypse อภิมหาสงครามภัยพิบัติถล่มจักรวาล

    ตอนที่ 26 สตอล์กเกอร์หนุ่มหน้าใสกับคนไทยหัวใจแครี่

    เมื่อพวกเราเดินลงใต้มาเรื่อยๆ สภาพความเป็นเนินก็ค่อยๆ ลดลงไปจนเกือบจะกลายเป็นพื้นราบที่มีพืชพรรณไม่ได้แตกต่างกับที่เนินเขาเยลโลว์เฮย์มากนักสิ่งที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนก็คงจะเป็นชนิดของมอนสเตอร์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่โดยมอนสเตอร์ที่อยู่ในเขตพื้นที่ราบเยลโลว์เฮย์ที่เห็นกันอยู่ชัดๆ ก็มีนกเหยี่ยวร่างใหญ่ที่มีส่วนหัวและปากเป็นกิ้งก่าอีกัวน่า โดยมีสีขนและสีผิวค่อนไปทางน้ำตาลอมดำอีเกิลน่า เลเวล: 12ไฮยีน่าผอมโซขนเหลืองลายจุดดำที่มักจะอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ฮังกรีไฮยีน่า เลเวล: 7หนูตุ่นไร้ขนตัวสีชมพูอ่อนที่คอยผลุบโผล่ขึ้นมาจากดินเป็นครั้งคราวเนคเค็ดโมลแรท เลเวล: 9เนื่องจากมีประชากรมอนสเตอร์อยู่ในพื้นที่ค่อนข้างหนาแน่นพอสมควร ยิ่งเป็นฝูงไฮยีน่าฝูงหนึ่งก็มีไฮยีน่าอยู่ไม่ต่ำกว่า 7 ถึง 10 ตัวแล้ว การที่จะเลือกใช้วิธีการเดิมโดยการให้แกะเป็นตัวล่อเป้าที่สามารถวิ่งไปมาได้อิสระนั้นอาจจะไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีสักเท่าไรผมเลยต้องเรียกให้พวกมันมากระจุกตัวกันเข้าไว้ จนบังเกิดเป็นหย่อมความนุ่มนิ่มฟูฟ่องที่ได้เข้าจู่โจมผมโดยไม่ทันตั้งตัว เล่นเอาผมเสียสมาธิไปกับความคิดแปลกๆ ที่ผุดขึ้นมาในหัวเลยทีเดียวแม้จะพยายามต่อต้าน แต่ก็ไม่สามารถทำได้… มันช่างเป็นความปุกปุยที่เย้ายวนชวนให้ทอดกายลงไปกอดฟัดเสียเหลือเกินไม่นานนักทั้งพี่มาร์คัสและป้าโซฟีที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดก็อดใจไม่ไหว จึงพากันมาพิสูจน์ความฟินที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าของผมดูบ้างและเพียงแค่สัมผัสแรกก็ทำให้ทั้งคู่ถึงกับหลับตาพริ้ม ก่อนจะเข้าสู่ภวังค์ไม่ต่างไปจากผมเลยแต่แล้วพี่มาร์คัส เขาคนที่มีความยับยั้งชั่งใจมากที่สุดในเวลานี้ก็กล่าวขึ้น“อืม… แล้วจะเอาไงต่อ” เขาพูดในขณะที่ยังโอบกอดก้อนแห่งความสุขที่อยู่ตรงหน้าทันใดนั้นเองเจ้าเชลยลามะที่ขัดขืนมาตลอดทางก็ทำการหลบหนีจากการคุมตัวของเหล่าพลทหารปุกปุยไปได้สำเร็จซึ่งผลของการกระทำของเชลยได้ทำให้ความสุขของกะทิหายไปอย่างไม่ทันตั้งตัว พร้อมกับหนังสือเด็กเลี้ยงแกะและฝูงก้อนแห่งความสุขที่สลายไปต่อหน้าต่อตา แค่เพียงเพราะว่าผมไม่ได้อยู่ในการต่อสู้อีกต่อไปเมื่อพวกเราทั้งสามคนรับมือกับความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่ได้ เราก็ปรึกษากันอยู่พักหนึ่ง พร้อมกับแบ่งปันข้อมูลคลาสและข้อมูลทักษะของแต่ละคนซึ่งพี่มาร์คัสเล่าว่า เขาได้เลือกเล่นเป็นคลาสสตอล์กเกอร์ มีอาวุธเป็นมีดสั้น โดยจะเน้นอัพค่าสเตตัสความว่องไว สติปัญญา และพละกำลังเป็นหลัก ซึ่งสายทักษะที่เน้นอัพก็เป็นทักษะจำพวกที่เสริมพลังโจมตีและทักษะดีบัฟ(Debuff)ต่างๆนอกจากนี้ยังแล้วเขายังบอกอีกว่าคลาสนี้ยังมีจำนวนทักษะที่ใช้สำรวจพื้นที่ ทักษะพรางตัว และทักษะที่ใช้หนีให้เลือกอัพอย่างหลากหลายจนเขาเองก็เลือกไม่ได้เลยว่าจะอัพอันไหนบ้างเพียงแค่ได้ฟังคำบอกเล่าของพี่มาร์ค ความอยากได้อยากมีสกิลกันตายของผมก็พลุ่งพล่านขึ้นมาทันใด แต่ผมก็เลือกที่จะเก็บมันไว้ แล้วตั้งใจฟังที่ป้าโซฟีกล่าวต่อไปป้าโซฟีบอกว่าตัวเองนั้นได้เลือกเล่นเป็นคลาสหมอดูที่ใช้ลูกแก้วพยากรณ์เป็นอาวุธ และยังบอกอีกว่าถ้าแกไม่ออกจากงานที่ร้านฟาสต์ฟู๊ดเสียก่อนก็คงได้เลือกเป็นคลาสแคชเชียร์หรือพนักงานเก็บเงินเป็นแน่แท้แต่เรื่องมันก็พีคเข้าไปอีกเมื่อผมได้รู้ว่ามันมีคลาสแคชเชียร์อยู่ในเกมนี้ด้วยระหว่างนี้ป้าแกก็เลยถือโอกาสปรึกษาหารือเกี่ยวกับแต้มสเตตัสและแต้มทักษะที่ยังไม่ได้ใช้งานเลยสักแต้มซึ่งเมื่อผมได้อ่านรายละเอียดทักษะพื้นฐานหลายอย่างที่ป้าแชร์มาให้ดู ผมจึงพอสรุปได้ว่าคลาสหมอดูนั้นสามารถเล่นได้เป็น 3 สไตล์ ได้แก่ สายทำดาเมจ สายซัพพอร์ต และสายซัมมอน ซึ่งแต่ละสายทักษะก็น่าจะมีแนวทางการเล่นที่สามารถแยกย่อยลงไปได้อีกและจากสิ่งที่ป้าโซฟีเคยบอกเอาไว้ว่า ไม่ค่อยอยากจะทำร้ายมอนสเตอร์และไม่อยากเป็นตัวถ่วงของปาร์ตี้ ผมก็เลยได้แนะนำให้ป้าอัพค่าสติปัญญา กับเลือกอัพทักษะไปทางด้านการสนับสนุนทีมแทนแล้วทันใดนั้นพี่มาร์คัสก็แย้งขึ้นมา“ป้าโซฟีไม่ได้อยากเล่นสายดูซีรี่ย์หรอกเหรอ”ซึ่งท่าทางของป้าโซฟีที่แสดงออกมาก็ดูเหมือนจะชอบอกชอบใจกับคลาสหมอดูสายดูซีรี่ย์ที่พี่มาร์คัสพูดถึงอยู่เหมือนกัน“เออ... จริงด้วย!” ผมพลาดเองที่ไม่ได้คำนึงถึงความเป็นจริงในข้อนี้และการที่พี่มาร์คัสและป้าโซฟีได้เข้ามาเล่นเกมนี้ทั้งที ผมก็อยากให้พวกเขาได้เป็นในสิ่งที่พวกเขาอยากเป็นมากที่สุดโดยที่ผมจะไม่เข้าไปยุ่งหรือบงการ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นการเลือกคลาส การอัพสเตตัส การอัพสกิล หรือแม้แต่เลือกไอเท็มสวมใส่ก็ตาม เพราะการได้แสดงความเป็นตัวตนของตัวเองออกมาภายในเกมนั้นถือเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้คนเล่นสนุกและรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวไปกับเกม‘อย่างน้อยก็ผมคนหนึ่งแหละ’สุดท้ายแล้วพี่มาร์คัสกับผมก็เลยเห็นพ้องต้องกันว่าป้าน่าจะลองเล่นเป็นสายซัมมอนดูก่อน เพราะมันเหมาะสมกับแนวทางการใช้ชีวิตของป้าโซฟีมากที่สุด… มอนสเตอร์ก็ต้องสู้ ซีรี่ย์ก็ต้องดู เลยมาจบที่สู้ไปดูไปแทน“ถ้ามันไม่เวิร์คยังไง ป้าค่อยเปลี่ยนไปอัพสกิลแนวอื่นแทนก็ได้ แล้วก็อย่าเพิ่งใช้แต้มสกิลหมดไปก่อนนะ”“วินวิน” พี่มาร์คัสเสริมเมื่อเราคุยกันเสร็จสรรพ ผมก็เสนอขึ้นมาอีกว่า“ครั้งนี้ผมขอไม่ช่วยสู้ดีกว่า ผมอยากเห็นทักษะและรูปแบบการต่อสู้ของแต่ละคนก่อน”“แฮชแท็กเซฟป้าโซฟี” สตอล์กเกอร์หนุ่มกล่าวขึ้น พร้อมยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาทำเป็นเครื่องหมายสี่เหลี่ยม แล้วอมยิ้มเล็กน้อย“เข้มจริงๆ เลยนะเทรนเนอร์คนนี้” ป้าโซฟีพูดพร้อมกับเอื้อมมือมาตีที่ไหล่ของผมเบาๆ หนึ่งที“พยายามล่อมันมาทีละตัวนะครับ เลือกตีตุ่นหรือตีเหยี่ยวหัวกิ้งก่าก่อนก็ได้ แต่อย่าเพิ่งไปดึงความสใจไฮยีน่ามานะ เพราะผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะช่วยได้ถ้าหากโดนรุมทึ้ง” ผมแนะนำ พร้อมกับส่งคำขอเข้าร่วมปาร์ตี้ทั้งสองคนตั้งใจฟังที่ผมบอก แล้วโหวตเห็นด้วยกับคำขอเข้าร่วมปาร์ตี้ตอนแรกก็คิดว่าจะให้ทั้งคู่เป่ายิ้งฉุบกัน แต่แล้วพี่มาร์คัสก็ขออาสาเป็นคนดวลกับตุ่นไร้ขนก่อนเป็นคนแรกหลังจากสตอล์กเกอร์หนุ่มกำลังจะเริ่มต่อสู้ขึ้น สายของผมก็คอยจับจ้องไปที่ทุกการกระทำเขา ซึ่งนอกจากการทำแบบนี้จะทำให้ผมได้รู้จักสไตล์การเล่นของเขาคนนี้มากขึ้นไปอีกระดับหนึ่งแล้ว มันยังมีส่วนช่วยให้ผมสามารถวางกลยุทธ์เพื่อดึงศักยภาพสูงสุดของพี่เขาออกมาใช้ในการต่อสู้ได้ โดยเฉพาะในกิจกรรมสำคัญอย่างกิจกรรม ‘อารีน่า 3 VS 3’ ที่กำลังจะมาถึงทันใดนั้นเสียงเรียกใช้ทักษะของพี่มาร์คก็ดังขึ้น“สตอล์กกิ้ง(Stalking)”เสียงเอ่ยชื่อสกิลที่ดังขึ้นก็ถือเป็นข้อพิสูจน์อย่างหนึ่งที่ยืนยันว่าผมจะไม่สามารถได้ยินคำร่ายหรือคำเรียกใช้สกิลของศัตรู ซึ่งตรงกันข้ามกับสมาชิกในปาร์ตี้ที่จะสามารถได้ยินเสียงเรียกใช้สกิลของกันและกันได้‘ช่างเป็นเกมที่แปลกดีแท้’แต่หากลองมองในอีกแง่หนึ่งมันก็ดูมีเหตุผลเหมือนกัน เพราะว่าถ้าผมได้ยินการเรียกชื่อใช้งานทักษะของศัตรูทุกครั้ง ผมก็คงสามารถเดาทางและหาวิธีตอบโต้กลับไปได้อย่างง่ายดายกว่าที่เป็นอยู่เขาไม่หยุดเพียงแค่นั้น แล้วเขาก็ยังเรียกใช้สกิลออกมาติดกันอีก 4 สกิล“ทูมีเตอร์อเวย์(Two Meters Away)”“บีไฮด์ยู(Behind you)”“เดดลี่สไตรค์(Deadly Strike)”“แบ็คสไลด์(Back Slide)”แม้ว่าผมจะตั้งใจเก็บรายละเอียดทุกอย่างที่เห็นแล้ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นก็ยังถือว่าเร็วมากอยู่ดีเริ่มตั้งแต่ตอนที่ทักษะสตอล์กกิ้งถูกเรียกใช้งานขึ้น ซึ่งมันเป็นทักษะของคลาสสตอล์กเกอร์ที่ทำให้คนในปาร์ตี้สามารถมองเห็นจุดอ่อนของเป้าหมายเป็นไฮไลท์สีแดงขึ้นมาชั่วครู่หนึ่ง พร้อมกับเพิ่มค่าความเสียหายครั้งแรกที่เกิดขึ้นกับจุดอ่อนของเป้าหมายเป็น 2 เท่า โดยทักษะนี้มีข้อจำกัดคือผู้ใช้ต้องไม่อยู่ในขอบเขตการมองเห็นของศัตรู และศัตรูจะสามารถได้รับผลของทักษะนี้ได้เพียง 1 ครั้งต่อ 1 การต่อสู้เท่านั้นตามด้วยทักษะทูมีเตอร์อเวย์ที่ทำให้สตอล์กเกอร์สามารถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงสุด เพื่อย่นระยะหรือเว้นระยะห่างจากเป้าหมายเป็นระยะทาง 2 เมตรซึ่งระยะทางดังกล่าวทำให้สามารถเรียกใช้งานทักษะบีไฮต์ยู ที่มีผลทำให้สตอล์กเกอร์สามารถหายตัวด้วยความเร็วสูงแล้วไปปรากฏอยู่ที่บริเวณด้านหลังของเป้าหมายได้แล้วเขาก็โจมตีด้วยทักษะเดดลี่สไตรค์ที่เป็นการแทงมีดใส่เป้าหมายอย่างรุนแรง ซึ่งต้องเสียค่าเรียกใช้โดยการจ่ายเป็น 90% ของพลังชีวิต พลังงานและพลังเวทที่เหลืออยู่ด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียวก็สามารถสะบั้นศีรษะของตุ่นหนูไร้ขนที่มีจุดอ่อนเป็นบริเวณหัวและคอจนขาดออกจากกันได้ปิดท้ายด้วยทักษะแบ็คสไลด์ที่เป็นการกระโดดถอยหลังออกมาเป็นระยะทางสูงสุด 5 เมตรจากนั้นพี่เขาก็เดินกลับมาจุดที่ผมและป้าโซฟียืนอยู่ด้วยสีหน้าที่เรียบเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แถมยังทำหน้างงๆ เมื่อเห็นพวกเราสองคนคิ้วขมวดและอ้าปากค้างเรื่องมันจะไปกันใหญ่แล้ว คนบ้าอะไรจะวันฮิตคิล(One Hit Kill)มอนสเตอร์ที่เวลสูงกว่าตัวเองถึงสองเวลได้ ซึ่งถ้าเป็นเกมออนไลน์อื่นๆ ผมจะไม่ว่าอะไรเลย แต่นี่มันเกมทีโอที เกมที่ได้ชื่อว่ามอนสเตอร์มีความโหดหินที่สุดในปฐพีทุกอย่างที่เกิดขึ้นจึงทำให้ผมต้องกลับมาตั้งคำถามของตัวเองว่า‘มอนสเตอร์ไม่โฉดจริง หรือผมไม่ดีพอ หรือเป็นเพราะพี่เขาโหดเกินไป’พลางคิดหาเหตุผลมาอธิบายเหตุการณ์ตรงหน้า แล้วในที่สุดความคิดก็ได้ไปสะดุดเข้ากับอะไรบางอย่างที่ทำให้ผมหลุดจากวังวนของความน้อยเนื้อต่ำใจ‘เดี๋ยวก่อนนะ’ แล้วผมไปรู้ละเอียดสกิลของพี่เขาขนาดนั้นได้ยังไงเนี่ยทั้งๆ ที่พี่มาร์คไม่ก็ไม่ได้บอกรายละเอียดมาเยอะขนาดนี้ ผมไม่อยากจะเชื่อเลยว่าตัวเองเก่งถึงขนาดที่ว่าสามารถหยั่งรู้ในสิ่งที่ไม่เคยรับรู้มาก่อนได้ แล้วผมก็หันไปถามป้าโซฟีเพื่อพิสูจน์ข้อสงสัย“ป้าโซฟีรู้ไหมครับว่าทักษะแรกที่พี่มาร์คัสใช้เมื่อกี้นี้ มีผลทำให้เป้าหมายโดนโจมตีตรงจุดอ่อนแรงขึ้นเป็นสองเท่าได้หนึ่งครั้ง”“ไม่นะ มาร์คบอกไว้แค่ว่าคนในปาร์ตี้จะมองเห็นจุดอ่อนเฉยๆ”“เอ้า! แล้วผมรู้ได้ไงเนี่ย”ก่อนหน้าพี่มาร์คัสแชร์รายละเอียดทักษะให้ดูก็จริง แต่ผมก็ไม่ได้อ่านมันทั้งหมดเสียหน่อย ไม่มีทางที่ผมจะจดจำสิ่งที่เคยผ่านตาได้ละเอียดขนาดนี้ผมจึงเปิดหน้าต่างแผนผังสกิลขึ้นมา แล้วก็พบกับหน้าต่างแจ้งเตือนการได้รับทักษะใหม่ถึงสองทักษะด้วยกัน โดยสองทักษะที่ว่านั้นก็คือทักษะสเตรแลมบ์ขั้นลิมิตเบรคที่ทำให้ผมสามารถเรียกซัมมอนแกะออกมาได้ พร้อมกันถึง 2 ตัว(ไหงพอเป็นสกิลที่ได้รับมากลับกลายเป็นสองตัวไปได้ละเนี่ย)และอีกทักษะหนึ่งคือทักษะรีดเดอร์อินสติงต์ที่ไม่มีระดับขั้นบ่งบอก
    ทักษะ: รีดเดอร์อินสติงค์(Reader Instinct)ประเภท: ติดตัวรายละเอียด: ความไม่รู้ ไม่มีอยู่ในพจนานุกรมของนักอ่าน เมื่อใดก็ตามที่ได้ยินเสียงการเรียกใช้ทักษะ จะทำให้บรรณารักษ์สามารถหยั่งรู้รายละเอียดของทักษะนั้นได้*ทุกครั้งที่ทักษะแสดงผล จะทำการลดค่าสติปัญญาของบรรณารักษ์ลง 1 แต้ม*ทุกครั้งที่ได้รับทักษะใหม่ จะทำให้ค่าสติปัญญาของบรรณารักษ์เพิ่มขึ้น 10 แต้ม
    ‘มันมีทักษะที่ใช้แล้วโง่ลงอยู่บนโลกนี้ด้วยเหรอเนี่ย’หากนับแค่การต่อสู้เมื่อกี้ที่พี่มาร์คัสโซโลคิล ผมก็เท่ากับว่าผมทำค่าสติปัญญาของตัวเองหายไปแล้วถึง 5 แต้มด้วยกันแล้วถ้าสมมติว่าผมอยู่ในกิลวอร์นี่ค่าสติปัญญาผมไม่เหลือ 0 ไปเลยเหรอเนี่ย‘ได้แต่คิดแล้วก็สงสัย คนทำเกมนี้คิดอะไรอยู่ไม่รู้’ ผมเลยถือโอกาสส่งอีเมลหาผู้พัฒนาเกมเพื่อรายงานว่าเป็นบัคเสียเลย“วิค... วิค… วิคเตอร์” ป้าโซฟีพยายามเรียกผมอยู่หลายครั้ง “เมื่อกี้นี้ วิคบอกว่ารู้อะไรเหรอ?”เมื่อป้าโซฟีถามออกมาแบบนั้นผมจึงระบายความทุกข์ใจทั้งหมดให้ป้าและพี่มาร์คฟัง... และสิ่งแรกที่ได้ยินคือ“คิดมาก”“ใช่ ป้าว่าไม่ต้องไปคิดอะไรให้มากความหรอก เดี๋ยวพอได้ทักษะใหม่มาแต้มก็เพิ่มมาเองแหละ”“ไม่ร้องนะ”“ผมไม่ได้ร้องไห้สักหน่อยเพ่! ผมขอเวลาทำใจอีกสามวิ” ผมหายใจเข้าออกเฮือกใหญ่สองสามครั้ง แล้วจึงตั้งใจอ่านข้อความบนหน้าต่างแจ้งเตือนที่เพิ่งเด้งขึ้นมาอีกอันหนึ่งมันไม่ได้เป็นการแจ้งเตือนการได้รับสกิลใหม่อีกอันหนึ่งอย่างที่ผมคาดไว้ แต่มันคือข้อความแจ้งเตือนการอัพเกรดทักษะชีพอินเดอะเรนให้กลายเป็นขั้นลิมิตเบรค ส่งผลให้มีความสามารถเพิ่มขึ้นมาอีกอย่างคือทำให้ยูนิทที่โดนฝนได้รับสถานะเป็นอมตะเป็นระยะเวลา 2 วินาที แต่ก็แลกมาด้วยเวลาคูลน์ดาวน์ที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวเมื่อคิดดูให้ดี มันก็มาถึงจุดที่ผมคิดว่าอย่างน้อยคลาสนี้ก็ไม่ได้แย่ไปเสียหมดแม้ตอนนี้ผมจะยังอยู่ในโซนที่เรียกว่ากากและคาดเดาไม่ได้ แต่หากผมได้ฟาร์มเลเวลไปถึงช่วงท้ายเกมแล้วละก็ ผมคิดว่าผมน่าจะมีทักษะอันใหม่ให้ใช้อีกเยอะเลย เผลอๆ อาจจะมีทักษะมากกว่าผู้เล่นคนอื่นๆ ที่ใช้เป็นระบบแต้มทักษะเสียอีกดั่งคำกล่าวที่ว่า ‘คนไทยหัวใจแครี่(Carry)’ ที่เป็นวลีฮิตในตอนที่ผมเล่นเกมแนวโมบา(MOBA)กับเพื่อนในเกมที่เป็นคนไทย“ถ้าพร้อมแล้วก็ค่อยบอกป้านะ เดี๋ยวป้าจะเล่นให้เด็กมันดูบ้าง”“เอาวะ เอาวะ” ผมและพี่มาร์คพูดขึ้นแทบจะพร้อมกัน

    “งั้นเริ่มเลยแล้วกันครับป้า… อิทส์โชว์ไทม์!”