น้ำใสยืนมองดูตัวเองในกระจกเงาบานสูงหญิงสาวบิดตัวซ้ายทีขวาทีใบหน้าอมยิ้มพึงพอใจวันนี้หล่อนอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีฟ้าและกางเกงยีนส์ขายาวตัวเก่ง
“ก๊อก ก๊อก ก๊อก” เสียงเคาะประตูดังขึ้น
“เชิญค่ะ” น้ำใสะโตอบโดยไม่หันไปเพราะรู้ดีว่าเป็ใคร
นฤมลมองบุตรสาวที่กำลังแต่งตัว น้ำใสโตเป็สาวแล้วเรียนหนังสืออีกปีเดียวก็จะจบปริญญาตรี ความจริงหล่อนอยากให้น้ำใสเรียนต่อแต่ลูกสาวเคยเปรยว่าอยากทำงานหาประสบการณ์ดูอีกสักพัก แล้วค่อยคิดเื่เรียนต่อโท นี่หล่อนตามใจลูกสาวมากเกินไปหรือเปล่าหลายครั้งที่นึกอยากบังคับลูกให้ทำตามที่หล่อนเห็นดีเห็นสมควรแต่เมื่อนึกถึงว่าน้ำใสมีแม่เพียงคนเดียวเท่านั้นในชีวิตทำให้หล่อนไม่กล้าหักหาญน้ำใจลูก กลัวว่าเมื่อขัดแย้งกันแล้วลูกจะไม่มีที่พึ่งที่ปรึกษาเพราะหล่อน ไม่มีญาติพี่น้องที่ไหน สามีที่เสียไปก็ไม่มีพี่น้อง
ลำพังญาติทางสายคุณแม่ก็เป็พวกคุณหญิงคุณนายไฮโซที่หล่อนไม่อยากให้ลูกไปคลุกคลีด้วยสักเท่าไหร่ไม่ใช่หล่อนปิดกั้นลูกจากญาติพี่น้อง แต่นิสัยค่อนข้างโพงพางตรงไปตรงมาของน้ำใสคงไปด้วยกันกับบรรดาญาติที่เป็เหมือนพวกบุคคล ‘ชั้นสูง’ พวกนั้นไม่ได้หรอกดีนะที่คุณหญิงแม่ของหล่อนเสียไปแล้ว ไม่เช่นนั้นบ้านหล่อนคงจะวุ่นวายมากกว่านี้ หล่อนจำได้ดีสมัยน้ำใสยังเด็กประมาณซักเจ็ดแปดขวบ ตอนนั้นสามีหล่อนเพิ่งเสียลำพังคุณหญิงแม่ไม่เท่าไหร่หรอก แต่บรรดาคุณป้าคุณน้าทั้งหลายของหล่อนนี่ซิวุ่นวายกับชีวิตของหล่อนกับลูกมากเหลือเกินบ้างก็ว่าผู้หญิงตัวคนเดียวจะเลี้ยงลูกตามลำพังได้อย่างไรให้ย้ายไปอยู่กับคุณหญิงแม่ซะ
สารพัดคำแนะนำคำยืนกรานว่า ‘อยู่ได้’เกือบไม่เป็ผล ถ้าหล่อนไม่หนักแน่น หากหล่อนเชื่อคำญาติหรือคุณหญิงแม่บังคับให้หล่อนกับลูกไปอยู่ด้วยป่านนี้คำว่า ‘อิสระ’ คงไม่มีในชีวิตของหล่อนกับลูกน้ำใสคงไม่ได้ใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองเลือกเป็แน่
“เตรียมของพร้อมแล้วหรือลูกลืมอะไรหรือเปล่า” นฤมลพูดเตือน
น้ำใสเอี้ยวตัวหันไปมองมารดา หยุดคิดชั่วครู่ก่อนตอบไปว่า
“อืม คิดว่าไม่นะคะ” นฤมลมองตั๋วโดยสารรถไฟที่วางนอนเคียงข้างกระเป๋าเป้สะพายหลังสีสดใสบนเตียงจึงเดินไปนั่งบนเตียงหยิบตั๋วขึ้นมาพิจารณา ก่อนถามลูกไปว่า
“น้ำจะไปทางรถไฟเหรอลูก”
“ค่ะแม่ น้ำว่ามันประหยัดแล้วก็น่าสนุกดีอีกอย่างน้ำไปกับสุดาทิพย์ น้ำอยากทำตัวง่าย ๆ เหมือนเพื่อนไม่อยากทำตัวแตกต่างหรือเหนือกว่าให้เพื่อนตะขิดตะขวงใจ” น้ำใสตอบมารดายิ้มให้ตัวเองในกระจกเงานิดหนึ่งเมื่อเห็นว่าการแต่งตัวเรียบร้อยทะมัดทะแมงเหมาะกับการเดินทางหญิงสาวหันหลังให้กระจก เดินมานั่งบนเตียงข้าง มารดา
“ดีแล้วละลูก จะยากดีมีจนก็คนเหมือนกันแม่ดีใจนะที่น้ำเป็แบบนี้”
“น้ำก็ดีใจค่ะ ที่คุณแม่เข้าใจน้ำ”
“แล้วน้ำจะออกจากบ้านตอนนี้เลยเหรอ ทานอะไรรองท้องสักหน่อยมั๊ย จะได้ไม่หิวระหว่างทาง” คนเป็แม่เสนอด้วยความห่วงใย
“ไม่เป็ไรค่ะแม่ น้ำว่าน้ำไปหาทานเอาข้างหน้าดีกว่า เดี๋ยวตกรถไฟ”
“งั้นก็ตามใจ” นฤมลดึงตัวลูกสาวเข้ามากอดลูบไล้ไปที่ต้นแขนลูกแ่เบาอ่อนโยน ก่อนกำชับว่า
“ดูแลตัวเองให้ดีนะลูก ทำอะไรต้องมีสติระลึกตัวให้ได้เสมอ ว่าเรากำลังทำอะไรกำลังคิดอะไรอยู่ สติคือสิ่งสำคัญมีสติอยู่กับตัว อย่าลืม แล้วก็ต้องโทรหาแม่ตลอด ห้ามขาดการติดต่อเด็ดขาด”นฤมลพร่ำสอน หล่อนสอนลูกทุกครั้งเมื่อมีโอกาสโชคดีที่น้ำใสเป็เด็กมีเหตุผลเข้าใจง่าย ถึงจะดื้อบ้างบางครั้งก็เถอะ
“ค่ะแม่ น้ำจะทำตามที่แม่บอกค่ะแล้วน้ำก็จะโทรหาแม่ตลอด น้ำสัญญา”
“ดีจ๊ะ ยังไงลูกก็ยังเป็เด็กหญิงน้ำใสเป็ลูกสาวตัวน้อยของแม่เสมอ จำไว้”
“ค่ะแม่น้ำจะเป็เด็กหญิงน้ำใสสำหรับคุณแม่คนเดียว”
นฤมลขยับแขนตัวเองกอดกระชับลูกแน่นขึ้นก่อนยิ้มแล้วบอกไปว่า “ไป ไป๊ ไปได้แล้ว เดี๋ยวเพื่อนรอ”
“ค่ะ คุณแม่ลงไปข้างล่างพร้อมน้ำนะคะ”
“ฮื่อ” นฤมลพยักหน้าแทนคำตอบน้ำใสลุกขึ้นยืน ไม่ลืมหยิบตั๋วรถไฟใส่ไว้ในกระเป๋าหน้าของเป้ก่อนจะเหวี่ยงมันมาสะพายข้างหลังแล้วยื่นมือไปให้มารดาจับนฤมลยืดตัวลุกขึ้นตามแรงฉุด สองคนแม่ลูกพากันเดินออกจากห้องไป
++++++++++++++++++++
ท้องฟ้าที่นี่มีสีฟ้ากระจ่างสว่างมากปุยเมฆรูปร่างแปลกตาหลายก้อนพากันลอยตัวไหลเอื่อยตามกัน
ท้องฟ้าที่นี่ต่างกับท้องฟ้าที่เมืองหลวงลิบลับที่นี่ดูเหมือนจะโล่งกว่าเมื่อสีฟ้าสดโค้งตัวลงแนบเป็เส้นตรงเส้นเดียวตัดกับสีเขียวครามของทะเลสิ่งที่เห็นตรงหน้าเป็เหมือนภาพวาดที่ศิลปินเอกคือธรรมชาติบรรจงสร้างสรรค์ด้วยจินตนาการล้ำเลิศเสียงคลื่นซัดสาดชายฝั่งเย็นรื่นราวเสียงเพลงบรรเลงลมทะเลพัดแรงกรรโชกวูบจนผิวกายสะท้านเป็บางครั้ง
ความร้อนของแดดยามบ่ายแก่ไม่ได้ทำให้ฝูงชนเกรงกลัวแต่อย่างใดกลับเริงร่าในอริยบทที่แตกต่างกัน บ้างลงเล่นน้ำบ้างเดินเล่นกินลมตามชายฝั่งเอาเท้าระน้ำทะเลที่สาดกระเซ็นเข้ามาบางคนก็ขับเรือหรือเจ็ทสกีวิ่งฉิวบนผิวน้ำที่กว้างใหญ่ไร้สิ่งกีดขวาง ที่สนุกสุด ๆเห็นจะเป็บรรดาเด็กที่เฮฮาหัวเราะร่วนะโโลดเต้นสนุกสุดเหวี่ยงกับบรรยากาศและทุกสิ่งรอบตัว
น้ำใสกับสุดาทิพย์นั่งเล่นบนเตียงผ้าใบตัวย่อม ตรงกลางมีโต๊ะไม้สี่เหลี่ยมเล็กตั้งอยู่ใต้ร่มสีสวยอันใหญ่บังแดดที่ร้อนแรงของยามบ่ายด้านข้างทั้งสองฝั่งของทั้งสองคนก็มีคนนั่งอยู่บนเตียงผ้าใบเป็กลุ่มสองสามคนบ้างกลุ่มใหญ่หลายคนบ้าง ทุกคนต่างส่งเสียงพูดคุยประสานกันจนฟังไม่รู้ความ
สุดาทิพย์มองไปรอบตัวอย่างตื่นเต้นหล่อนไม่ค่อยได้มีโอกาสมาเที่ยวแบบนี้บ่อยนักเนื่องจากสภาพการเงินที่บ้านไม่เอื้ออำนวย เพราะพ่อของสุดาทิพย์เป็เพียงข้าราชการที่เงินเดือนไม่สูงมากและแม่ก็ขายข้าวแกงอยู่แถวบ้าน อีกทั้งยังมีน้องชายอีกคนที่ต้องดูแลแม้ค่าเล่าเรียนจะเบิกได้แต่ก็อีกนั่นแหละ ไหนจะค่าบ้านที่ยังต้องส่งธนาคาร ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าใช้จ่ายอื่นอีกจิปาถะ
ที่สำคัญ พ่อหล่อนยังเป็นักดื่มเงินทองจึงหดหายไปกับขวดเหล้าเสียมาก ลอบมองเพื่อนสาวคนสนิทน้ำใสอยู่ในชุดกางเกงขาสั้นสีสด เสื้อยืดสีนวลเย็นตาผมตรงเป็มันดำขลับถูกรวบมัดหลวม ๆ น้ำใสสวมแว่นกันแดดราคาแพงต่างกับหล่อนลิบลับหล่อนอยู่ในชุดเสื้อกางเกงผ้าแสนจะธรรมดา
น้ำใสโชคดีถึงแม้พ่อจะเสียแต่ก็ยังมีแม่ที่เป็เ้าของร้านเพชรที่ร่ำรวย และแม่ของน้ำใสก็ใจดีมากอีกทั้งยังสาวและสวย ทำไมหล่อนไม่เกิดมาโชคดีแบบนี้บ้างนะคิดเปรียบเทียบกันแล้วก็นึกน้อยใจในโชคชะตาถ้าหากหล่อนมีโอกาส มีหนทางที่จะร่ำรวยโดยไม่ทำให้ใครเดือดร้อนหรือลำบากใจหล่อนจะรีบคว้าเอาไว้ทันที
แต่ชาตินี้จะมีโอกาสแบบนั้นหรือเปล่าก็ไม่รู้ถึงเื่เรียนหล่อนจะเด่นในขณะที่น้ำใสเรียนพอใช้ได้น้ำใสก็ยังดูโดดเด่นกว่าหล่อนอยู่ดี ใคร ๆ ก็ชื่นชอบน้ำใส ดูอย่างภคกรซิหมอนั่นยังแอบชอบน้ำใสเลย หล่อนไม่รู้ว่าน้ำใสรู้หรือเปล่า แต่คนฉลาดอย่างน้ำใสน่าจะรู้นายนั่นนะถึงจะดูตี๋ แต่ก็รวยใช่เล่น ถ้าน้ำใสลงเอยกับภคกรคงจะเหมือนรวยชนรวยยิ่งดับเบิ้ลรวย น่าจะมีผู้ชายรวย ๆ มาชอบหล่อนบ้างนะ สุดาทิพย์คิดไปมองโน่นมองนี่ไปเรื่อยเปื่อย
พลัน!มีน้ำอะไรบางอย่างกระเด็นมาโดนหล่อนและอาจจะโดนน้ำใสด้วย