เมื่อส่งหมิงเยี่ยออกเดินทางแล้ว หมิงหยวนจึงตั้งใจจะกลับบ้าน แต่ทว่าเห็นซื่อเอ๋อร์บ่าวรับใช้ของโหวอิงควบม้ามาตามหาเขาเสียก่อนท่าทางเร่งรีบมากจนเกือบหยุดม้าไม่ทัน แถมยังเหวี่ยงตัวลงจากหลังม้าทั้งที่ยังหอบหายใจแรง“หยวนเก้อเอ๋อร์ นายท่านเรียกท่านไปหา…”
หมิงหยวนเห็นเขารีบรายงานทั้งที่ยังหอบหายใจก็พลันคิดว่าอาจเกิดเรื่องใหญ่จึงกระโดดขึ้นม้ารีบมุ่งหน้าไปสำนักศึกษาด้วยความเร็วราวกับเหาะ
มาถึงประตูสำนักศึกษา เขาก็กระโดดลงจากหลังม้า ด้านซื่อเอ๋อร์ควบม้าตามหลังมาติดๆเพื่อบอกสองคำสุดท้ายแก่หมิงหยวน “...เพื่อกินข้าว”
หมิงหยวนชะงักงัน หมดคำจะเอื้อนเอ่ย “เรื่องแค่นี้เองจำเป็นต้องรีบร้อนพูดเหมือนเป็นเรื่องใหญ่ด้วยหรือ?”
“ผู้น้อย…ก็เพราะผู้น้อยปวดท้องน่ะสิขอรับ!” ซื่อเอ๋อร์หน้านิ่วคิ้วขมวดพูดจบก็รีบวิ่งเข้าไปก่อน ไม่สนใจแล้วมารยาท
หมิงหยวนถึงกับทำตัวไม่ถูก ไม่รู้ควรทำอย่างไรต่อดี
“ท่านอาจารย์”ช่วงนี้อากาศเริ่มร้อนแล้ว ข้างในจึงปิดม่านไม้ไผ่เพื่อบดบังไอร้อนพอหมิงหยวนเปิดม่านเข้าไปก็เห็นว่ามีคนตัวเล็กกว่าเขากำลังนั่งฝนหมึกอยู่ที่โต๊ะเขียนอักษรอีกฝ่ายเห็นเขาเข้ามากะทันหันก็ตกใจ จนเผลอปล่อยแท่งหมึกในมือหล่นกระทบแท่นฝนหมึกเสียงดังแก๊กก่อนจะรีบลุกเดินเข้าไปในห้องด้านหลัง
“โธ่เอ๊ยคนกันเองแท้ๆ ไยต้องหลบหน้าด้วย?” โหวอิงกับหมิงหยวนหันมองหน้ากันสองปีก่อน เคยร่วมโต๊ะกันแล้ว เหตุใด จู่ๆ พวกเขาถึงทำท่าห่างเหินกันถึงเพียงนั้นเด็กหญิงชายเติบใหญ่กันแล้ว วันๆ ไม่รู้คิดสิ่งใดอยู่
“เป็นท่านพ่อมิใช่หรือที่พูดว่าชายหญิงมิควรใกล้ชิดกัน?”
เสียงใสๆ ดังมาจากข้างใน โหวอิงเกือบหลุดขำ“แล้วผู้ใดกันที่แอบแต่งตัวเป็นชาย ออกไปขี่ม้าแข่งกับคนอื่น?
“นั่นมันไม่เหมือนกันเสียหน่อย”คนข้างในบ่นพึมพำแล้วเงียบไป
โหวอิงหันมาถามไถ่หมิงหยวน “เหตุใดเจ้ามาถึงเร็วเพียงนี้ยังไม่ถึงเวลาเลย”
หมิงหยวน "ข้าเองก็ไม่คิดว่าจะถึงเร็วขนาดนี้ขอรับ"
หมิงหยวนไม่ได้อธิบายอะไร เดินไปนั่งแทนที่ๆ คุณหนูสกุลโหวเคยอยู่แล้วลงมือฝนหมึกต่อ ด้านโหวอิงก็ไม่ได้เขียนสิ่งใด เพียงนั่งมองเขานิ่งๆ
หลังจากรับเขาเป็นศิษย์แล้ว สิ่งแรกที่โหวอิงให้เขาฝึกก็คือการฝนหมึกฝนหมึกไม่ควรใช้แรงมากหรือเบาเกินไป และไม่ควรฝนเร็วหรือช้าจนเกินไปที่สำคัญต้องไม่เลอะเทอะ โหวอิงกล่าวว่า การฝนหมึกก็เหมือนการฝึกจิตใจต่อให้ฟ้าถล่มดินทลายลงตรงหน้า สีหน้าก็ไม่เปลี่ยนแปลง
“วันนี้หมิงเยี่ยออกเดินทางไปเมืองหลวงเจ้าคิดเห็นอย่างไร?”
“เขาไปเมืองหลวงข้าจะคิดเห็นอย่างไรได้” หมิงหยวนแปลกใจ “นอกจากหวังว่าเขาจะไม่ก่อเรื่อง”
โหวอิงมองเขาด้วยสายตาแปลกๆ “พูดอย่างกับเจ้าไม่ชอบก่อเรื่อง”
“ศิษย์ก่อเรื่องที่ไหน...”
“เจ้าอยากไปหรือไม่?”
“ไปที่ใดขอรับ?”
ถามทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจ “เจี้ยนคัง”
หมิงหยวนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง“หากมีโอกาสได้ไปหาประสบการณ์ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีขอรับ”
“หยวนเก้อเอ๋อร์เอ๋ย”โหวอิงวางมือลงบนโต๊ะ พลางมองเขาด้วยสายตาอ่อนโยน “หากคิดมากไปจะใช้ชีวิตลำบาก”
หมิงหยวนตกใจที่ถูกอีกฝ่ายจับได้ พลันทำตัวไม่ถูก ไม่รู้ควรตอบอย่างไร
“ใคร่ครวญให้ดีฝนหมึกเสร็จค่อยตอบข้า” โหวอิงลุกเดินไปห้องตำรา
หมิงหยวนมองตามแผ่นหลังโหวอิงจนลับสายตานั่งจมอยู่กับความสับสนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยายามจดจ่ออยู่กับการฝนหมึกวนแท่งหมึก วนแล้ววนอีก วนอยู่อย่างนั้นจนหมึกดำค่อยๆไหลออกมาพร้อมกับกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ หมิงหยวนจึงหวนนึกถึงประสบการณ์ชีวิตในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
หากไม่นับชีวิตในชาติที่แล้ว ชาตินี้ถือว่าเขาเกิดมาโชคดีไม่น้อยเป็นแค่บุตรชายคนงานที่อพยพจากทางเหนือลงมาตั้งรกรากทางใต้ได้พบหมิงหลานผู้ที่ชื่นชมเอ็นดูเขา ให้โอกาสได้เล่าเรียนในสำนักศึกษาตระกูลหมิงมีโหวอิงเป็นอาจารย์ ไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้เลื่อนฐานะจากครอบครัวคนงานยากจนต้องเช่าที่นาคนอื่นทำกิน บัดนี้กลายเป็นครอบครัวชาวนาฐานะปานกลางมีที่ดินเป็นของตนเอง แม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม
เขาเข้าศึกษาเพียงเพราะต้องการทำความเข้าใจยุคสมัยที่ตนอาศัยอยู่และในช่วงหลายร้อยปีที่ผ่านมา เกิดสิ่งใดขึ้นบ้าง เขายังตั้งใจไว้ว่าจะลืมอดีตให้สิ้นซากใช้ชีวิตในฐานะบุตรชายคนงานให้ดี
เกิดเป็นลูกคนงานไม่ดีตรงไหน? ไม่มีการประจบสอพลอต่อหน้าพูดดีแต่ลับหลังว่าร้าย ไม่มีการเข่นฆ่าชิงบัลลังก์ไม่มีความขัดแย้งระหว่างพ่อลูก แม้หมิงเฉียวและมารดาของเขาจะไม่รู้หนังสือไม่รู้แม้กระทั่งวิธีทำให้ตนเป็นชาวนา แต่พวกเขาก็มีใจรักจริงต่อลูกๆพยายามหาสิ่งที่ดีที่สุดให้พวกเขา
แต่พอได้รู้จักสังคมนี้มากขึ้น เขาก็เริ่มเข้าใจว่าลูกคนงานไม่มีทางมีอนาคตที่ดีขึ้นได้คนรวยก็รวยขึ้น คนจนก็จนลง ผู้คนอดอยาก ขาดแคลนเสื้อผ้าอาหารบางคนโชคดีที่บิดามารดากรุณา ไม่ปล่อยให้ลูกน้อยต้องอดอยากทว่าความสามัคคีในครอบครัวอาจถูกทำลายได้ทุกเมื่อ
เขาใช้ชีวิตในฐานะองค์รัชทายาทมาตั้งสามสิบปี ทุกคืนวันเฝ้าคิดถึงแต่เรื่องบริหารบ้านเมืองและทุกข์สุขของราษฎรความห่วงใยในชีวิตความเป็นอยู่ของปวงประชาจึงฝังลึกลงกระดูก จนเขาไม่อาจลืมได้ง่ายๆ
ยิ่งเห็นชีวิตที่แตกต่างระหว่างพวกคนมีอำนาจเรียกเก็บภาษีเจ้าของที่ดิน และทาส หมิงหยวนก็อดนึกถึงความทุกข์ทรมานของราษฎรไม่ได้เหตุใดพวกที่ชอบขูดรีดผู้อื่นถึงได้ใช้ชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือยในขณะที่ผู้คนรากหญ้าต้องเผชิญกับการหิวตายและหนาวตาย?
หลายปีมานี้ เขาตั้งใจศึกษาเล่าเรียน หาเงิน ช่วยเหลือผู้คนแก้ปัญหาบางอย่าง บรรลุเป้าหมายบางอย่าง แล้วต่อไปเล่า?
ปกครองตนเอง ปกครองครอบครัว ปกครองบ้านเมืองแล้วใต้หล้าจึงจะสงบสุข
เขาในชาตินี้ไม่ได้มีภาระหน้าที่ดูแลทุกข์สุขของราษฎรแล้วเขาจะอ่านตำราปรัชญามากมาย ทั้งคำสอนขงจื่อ แนวคิดเต๋า แนวคิดพุทธและอีกมากมายไปเพื่อสิ่งใดกัน?
หมิงหยวนจ้องหมึกสีเข้มพลางสูดหายใจเข้าลึกๆ คำนับแท่งหมึกหยัดกายลุกขึ้นเพื่อเดินออกไป
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------