นางอุทานได้แค่นั้น ก็หันไปมองหลี่เฟยอย่างไม่เข้าใจ เขายิ้มให้ พลางขยับเข้ามาใกล้ขณะที่ซูหว่านก็หลบไปยืนอยู่ด้านหลังของเขาอย่างอ่อนน้อม
หนีเม่ยหลิงเห็นภาพนี้ ก็ใจสั่นน้อยๆ หือ หลี่เฟยมีพลังน่าเกรงขามั้แ่แบบนี้เมื่อไรกัน หรือว่าข่าวลือไม่ใช่ความจริงเขาเพียงปิดบังพลังที่แท้จริงไว้หลอกคนเท่านั้น
ในขณะที่หญิงสาวทั้งกลุ่มนั้นได้ยินก็ถึงกับนิ่งอึ้งไปซูฉานจวนใมาก นางใช้เวลาที่ผ่านมาทั้งหมด อย่างยากลำบากเพิ่งเข้าสู่ฝึกลมปราณขั้นหนึ่งเท่านั้น ตั้งใจว่าเดี๋ยวจะอวดซูหว่านซะหน่อย แต่ตอนนี้พลังของเพื่อนวัยเด็กกลับสูงมาก สูงส่งกว่านางราวฟ้ากับเหว...นางต้องฝึกฝนอีกกี่ปี่ถึงจะไล่ทัน
“หว่านหว่านนี่เ้าอยู่ระดับ สร้างรากฐานแล้วจริงๆ เหรอ” ด้วยความใซูฉานจวนวิ่งเข้าไปจับมือซูหว่านเขย่าแล้วถาม
มองดูเพื่อนบ้านเดียวกันที่ใซูหว่านอดขำไม่ได้ ทุกคนคิดว่า นางเข้าสำนักยอดเขาเสียวหมู่จื่อ ชีวิตคงพินาศแล้วพวกเขาที่ไหนจะรู้ว่า ที่นี่มีอาจารย์ที่เก่งกาจอยู่ด้วย
พยักหน้าเล็กน้อยซูหว่านก็พูดเรียบๆว่า “ใช่อาจารย์ดีกับข้ามาก ท่านเพิ่งถ่ายทอดพลังให้ข้าทำให้ข้ายกระดับเข้าสู่ขั้นสร้างรากฐาน และนี่กระบี่จันทรากระบี่ประจำตัวอดีตประมุขยอดเขาเสี่ยวหมู่จื่อ”
ได้ยินดังนั้นหนีเม่ยหลิงก็ยิ่งสงสัยคนไร้ประโยชน์นี่ถึงกับถ่ายทอดพลังให้ศิษย์ จนเลื่อนเข้าสู่ระดับสร้างรากฐานแล้วตัวเขาล่ะอยู่ระดับไหน นางสงบใจเพ่งมองไปที่หลี่เฟย แต่แล้วถึงกับเหงื่อตกนางมองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากความขาวโพลน ราวกับท้องฟ้าไร้เมฆ
“ศิษย์น้องหลี่ช่างเป็คนที่ซ่อนความสามารถจริงๆ ศิษย์พี่ถูกเ้าหรอกแล้วสินะนึกว่าเ้ามีพลังวิเศษอยู่แค่ขั้นฝึกลมปราณเสียอีก เ้าหลอกข้าจนขายหน้าแย่แล้ว”
หลี่เฟยยิ้มน้อยๆ“ข้าไม่เคยบอกเลยนี่ว่าข้าอยู่ระดับไหน พวกเ้าพูดกันไปเองจะเกี่ยวกับข้าได้อย่างไรกัน”
มุมปากของหนีเม่ยหลิงกระตุกเหมือนจะเป็อย่างนั้นจริง แล้วเขายังมอบกระบี่จันทราให้นางอีกนี่หมายความว่าเขากำหนดตัวผู้สืบทอดแล้วหรือ
หนีเม่ยหลิงพลันโน้มตัวเข้าไปใกล้หลี่เฟยพลางยิ้มยั่วยวนท่าทางแบบนี้หลี่เฟยเห็นสองเต้าอวบมหึมาของนางเคลื่อนไหวจนแทบทะลักล้นออกมาทำเอาเืกำเดาแทบไหลแต่ยังคงทำหน้าเฉยชา
ซูหว่านเห็นภาพนี้ก็ใจหายวาบนางมองออกแต่แรกแล้วว่าสตรีนางนี้เป็ตัวอันตราย...อาจารย์ท่านอย่าถูกนางล่อลวงนะถ้าท่านชอบ คืนนี้ศิษย์จะให้ท่านเล่นทั้งคืนเลย...แม้จะรู้สึกกระวนกระวายใจแต่ก็ทำอะไรไม่ได้
นางจ้องมองหลี่เฟยพลางยิ้มล่อลวง “ศิษย์น้องหลี่ ตอนนี้พลังวิเศษของเ้าอยู่ระดับไหนกันแน่บอกศิษย์พี่หน่อยสิ มีรางวัลให้นะ...”
แต่หลี่เฟยยังคงนิ่งเฉยอมยิ้มโดยไม่ตอบอะไร ในที่สุดหนีเม่ยหลิงก็ยอมแพ้ พลางหันไปทางพวกศิษย์ของตน“นี่พวกเ้า นี่คืออาจารย์อาหลี่ หลี่เฟยประมุขยอดเขาเสี่ยวหมู่จื่อแล้วก็นั่นซูหว่าน ศิษย์ของเขา”
หนีเม่ยหลิงแนะนำตามมารยาทนางรู้แล้วว่าศิษย์ของนางทุกคนคงรู้แล้วว่า ซูหว่านเข้าสำนักมาไม่ถึงเดือนดีก็เข้าสู่ระดับสร้างรากฐานแล้ว นางจะมีหน้าไปอวดลูกศิษย์ของตนได้อย่างไร
เมื่อลูกศิษย์ของนางคารวะทักทายหลี่เฟยแล้วก็ขอตัวแยกกันเดินทางต่อไป...
เมื่อมองส่งหลี่เฟยและซูหว่านศิษย์อาจารย์เดินทางต่อไปแล้ว หนี่เม่ยหลิงก็หันไปมองลูกศิษย์ของตนด้วยความหงุดหงิดและยิ่งเห็นความสามารถของซูหว่านที่เพิ่งเข้าสำนักมาได้ไม่เต็มเดือนดีก็เข้าขั้นสร้างรากฐานระดับต้นแล้ว นางก็ยิ่งรู้สึกกดดันเป็ทวีคูณ
ศิษย์ของคนอื่นเพิ่งเข้าสำนักก็บรรลุขั้นสร้างรากฐานแล้วแต่บรรดาศิษย์ของนางที่ดูแลฝึกอบรมอย่างดีมาหลายปี มีเพียงสามคนที่บรรลุถึงขั้นนี้
“พวกเ้าได้ยินแล้วใช่ไหมเด็กซูหว่านคนนั้น...” หนีเม่ยหลิงถามด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม หงุดหงิด
ศิษย์คนโตเมิ่งจื่อรั่วสะดุ้งเฮือกรู้สึกงงงวย ปกติอาจารย์ไม่เคยอารมณ์เสียใส่พวกนางเลยนี่นา นางตัวสั่นเทาในใจรู้สึกกลัว นางรู้ว่าอาจารย์คงรู้สึกแย่ที่เห็นศิษย์ยอดเขาเสี่ยวหมู่จื่อมีพรร์เช่นนั้น
“เฮ้อ แต่ก่อนข้าคงเข้มงวดกับเ้าน้อยเกินไปพวกเ้าจึงคิดว่าตัวเองมีพร์แล้วไม่จำเป็ต้องฝึกฝนอีกแล้วใช่ไหม”
“พวกเ้าแต่ละคน ทั้งหยิ่งและมีความภูมิใจในตนเองไม่เห็นใครอยู่ในสายตา อยู่ที่สำนักก็มีอาจารย์ คอยค้ำยันผืนฟ้าให้จึงไม่เคยรู้ว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้าอีกขั้น คนเหนือคนก็มีอีกมากมาย”
“ถ้าพูดถึงความเหนือกว่า ยอดเขาของเราอยู่แค่อันดับสามไม่เคยโดดเด่นเลย แต่ตอนนี้ล่ะ แม้แต่ยอดเขาเสี่ยวหมู่จือที่ไม่เคยอยู่ในสายตาศิษย์ที่เพิ่งเข้าสำนักได้ยี่สิบกว่าวัน ตอนนี้กลับบรรลุขั้นสร้างรากฐานแล้ว”
ยิ่งพูดยิ่งโกรธ ยิ่งคิดยิ่งน้อยใจ หนีเม่ยหลิงคนนี้เคยแต่เหยียบย่ำคนอื่น ไหนเลยจะเคยถูกคนรังแกเช่นนี้แต่บัดนี้ศิษย์ของนางกลับสู้คนอื่นไม่ได้ นางที่เคยหยิ่งในศักดิ์ศรีของตนรู้สึกยอมรับไม่ได้
“เอาเถอะ ไปทำภารกิจก่อน กลับไปพวกเ้าต้องฝึกฝนให้จงหนัก”หนีเม่ยหลิง กำชับเสียงดังก่อนพาทุกคนเดินทางต่อไป
ฝ่ายหลี่เฟยตอนนี้พวกเขาศิษย์อาจารย์กำลังนั่งพักอยู่ริมลำธารสายหนึ่งซูหว่านตักน้ำจากลำธารมาให้เขาดื่มแต่พอเห็นห่อผ้าที่นางคล้องไว้ที่ไหล่ไหลลื่นไปมาทำอะไรไม่ค่อยสะดวกจึงคิดขึ้นได้ มองแหวนที่นิ้วมือ พลางถอดออกยื่นส่งให้นาง
“นี่คือแหวนมิติเก็บของมีพื้นที่ภายในค่อนข้างกว้างเ้ามีพลังวิเศษแล้วสามารถเปิดใช้งานได้ มีแหวนนี้ก็สามารถช่วยเก็บสิ่งของต่างๆ ได้”ยื่นแหวนให้พลางมองไปที่สัมภาระของนางที่คล้องอยู่บนไหล่
“พวกเราผู้บำเพ็ญเซียนเดินทางไกล การพกพาสัมภาระมากมายย่อมไม่สะดวกดังนั้นทุกคนจึงมีของวิเศษเก็บของพวกนี้ติดตัว”หลังจากส่งแหวนให้นางแล้วก็อธิบายวิธีใช้ให้นาง
ซูหว่านรับแหวนมาด้วยความซาบซึ้งใจแต่พอมองแหวนที่มีขนาดใหญ่กว่าทุกนิ้วของนางก็รู้สึกกังวลใจ“ขอบพระคุณท่านอาจารย์ที่มอบของวิเศษให้ ศิษย์ชอบมาก...”
หลีเฟยเห็นสีหน้ายุ่งๆมองแหวนในมืออย่างตัดสินใจไม่ได้ของศิษย์สาวคนสวยก็ยิ้มพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน “เ้าอยากสวมที่นิ้วไหนก็สวมไปเถอะเดียวแหวนจะปรับขนาดให้พอดีกับนิ้วของเ้าเอง”
“อ้อ เป็แบบนั้นหรือเ้าคะ” ซูหว่านยิ้มอย่างยินดีราวกับเด็กได้ของเล่นถูกใจ เมื่อยู่ตามลำพังกับหลี่เฟยนางไม่เหลือร่องรอยของหญิงสาวที่เ็าคนนั้นเลย ราวกับเป็คนละคน
สาวน้อยยิ้มเต็มใบหน้า มองอาจารย์ของตนอย่างหลงใหลในสายตาของนางเขาเป็มากกว่าอาจารย์ เหมือนเป็ทุกสิ่งของนางก็ว่าได้
หลี่เฟยเห็นเช่นนั้นก็ยิ้มอย่างสุขใจ...
(ติ๊ง...)
(ผู้ใช้มอบแหวนมิติเก็บของให้ศิษย์ ได้รับผลตอบแทน 100 เท่า)
(ท่าน้ารับเดี๋ยวนี้หรือไม่)
“รับสิ เดี๋ยวนี้เลย”
(ยินดีด้วย ท่านได้รับแหวนมิติ รุ่นล่าสุด มีพื้นที่ไม่จำกัดสามารถเก็บสิ่งมีชีวิตทุกชนิดได้หนึ่งวง)
หลีเฟยเพียงขยับมือแหวนสีดำด้านที่ไม่สะดุดตาวงหนึ่งก็สวมอยู่บนนิ้วนางมือซ้ายของเขา...หลังจากศึกษาชั่วครู่เขาก็เข้าใจการใช้งานอืม นับว่าไม่เสียของจริงๆ...มีอะไรให้นางได้อีกนะ...
ขณะที่หลี่เฟยกำลังนึกว่าจะมีอะไรที่หาผลกำไรตอบแทนจากระบบได้อีกนั้นเสียงหวานออดอ้อนก็ดังมาจากข้างกายเขา พร้อมชายเสื้อถูกมือเรียวจับเขย่าไปมาดวงตาแวววาวสดใจจ้องมองมา...
“อาจารย์ เ้าคะ ตรงโน้นมีน้ำพุร้อนด้วย น้ำอุ่นกำลังดีเลยพวกเราลงไปนั่งแช่กันสักครู่นะ เ้าคะ” เสียงหวานใสของสาวสวยทำให้เขาแทบใจละลาย
“เอ่อ ที่นี่มันเงียบสงบเกินไป ดูไม่ค่อยปกติเลยถ้าเ้าอยากแช่น้ำพุจริงๆ ก็ไปสิ อาจารย์จะไปเฝ้าระวังให้”อาจารย์หนุ่มกล่าวอย่างอารมณ์ดี
“แต่ ข้า ข้าอยากไปนั่งแช่น้ำกับท่านนี่ นะ นะ อาจารย์”หญิงสาวยังคงไม่ยินยอมออดอ้อนต่อไป
“เอาน่าข้าจะไปนั่งชิดริมน้ำเลยดีไหม...รอกลับไปที่ยอดเขาเสี่ยวหมู่จื่อเราค่อยนั่งแช่น้ำด้วยกัน ตอนนั้นอาจารย์จะให้เ้านั่งบนตักให้ตัวเราประสานติดกันทั้งวันเลยดีไหม”หลี่เฟยพูดเรียบแต่แล้วก็ยิ้มแฝงความนัย
หลังจากผ่านค่ำคืนอันสุขสมด้วยกันมาแล้วซูหว่านจะไม่เข้าใจความหมายของอาจารย์หนุ่มได้อย่างไร นางตีแขนเขาเบาๆหน้าขึ้นสีชมพูระเรื่อ กัดริมฝีกปากแน่น ก่อนหันกายเดินไปยังแอ่งน้ำพุร้อน
พอถึงริมน้ำพุร้อน ที่กำลังส่งไอน้ำสีขาว ลอยอ้อยอิ่งราวกับหมอกในยามเช้า ซูหว่านก็หันหน้าไปทางหลี่เฟยบางถอดเสื้อผ้าออกที่ละชิ้นอย่างยั่วยวนเต็มที่ นางหวังลึกๆว่าอาจารย์จะตามลงมาในน้ำแล้วทำเหมือนที่น้ำตกในวันนั้น ทำให้นางมีความสุข
ซูหว่านส่งสายตาเอียงอายให้หลี่เฟยถอดเสื้อออกที่ละชิ้นจนเหลือเพียงร่างกายเปลือยเปล่าดูขาวเปล่งประกายราวเทพธิดาไพร หลี่เฟยจ้องมองอย่างตะลึงลาน กลืนน้ำลายฝืดคอ...อืมหว่านเอ๋อของเขา ช่างสวยงามไร้ที่ติจริงๆ
ถ้าไม่ติดว่าอยู่กลางป่าที่ไม่แน่ใจความปลอดภัยเขาคงพุ่งทะยานเข้าหานางพานางลงไปนั่งในน้ำพุให้นางนั่งบดบนตักเขาสักรอบ ก่อนเดินทางต่อไป
ชั่วขณะที่เขากำลังคิดฟุ้งซ่านซูหว่าน ก็ลงไปนั่งแช่ในน้ำพุร้อนแล้วนางแน่ว่าเขาคงไม่ลงมาแน่ ถ้าไม่มั่นใจในความปลอดภัยของเขาและตัวนางเอง
ฉับพลันนั้นหลี่เฟยก็ชะงักนิ่ง ‘เอะ ใครกันมาแอบดูเรากับหว่านเอ๋อ...อ่อ เป็ผู้หญิงเหรอ...เอ๊ะไม่ใช่สิเหมือนจะเป็ปีศาจ...พลังของนางไม่ต่ำต้อยเท่าไร...ช่างเถอะ นางแค่แอบดูเฉยๆ ...’
หลี่เฟยััได้ถึงบุคคลที่สามที่แอบมองพวกเขาอยู่แต่ไม่มีพลังสังหารใดแผ่ออกมา จึงแน่ใจว่าปีศาจตนนั้นไม่ได้คิดร้ายอะไรคงแค่อยากรู้อยากเห็น
‘อืม แต่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่คงต้องเตือนหว่านเอ๋อไว้บ้างแล้ว แบบนี้มันเสี่ยงอันตรายเกินไป’
ผ่านไปราวสองเค่อ หลี่เฟยก็บอกให้ซูหว่านขึ้นจากน้ำแล้วพวกเขาก็เดินทางต่อไป...
หลี่เฟยก็เรียกกระบี่ออกมาเล่มหนึ่งเขาไม่ได้ใช้กระบี่ดับตะวันเพราะจะดูสะดุดตาเกินไป ควรเก็บตัวเงียบๆ จะดีกว่าส่วนซูหว่านเรียกกระบี่จันทราออกมา แล้วเลียนแบบท่าทางของอาจารย์ควบคุมดาบบินตามไป
ผ่านไปราวครึ่งวันสองศิษย์อาจารย์ก็ค่อยร่อนลงจากท้องฟ้าเบื้องหน้าเป็ชากปรักหักพัง มีรอยไหม้ดำเป็บริเวณกว้างพื้นที่ซึ่งเคยเป็ตัวเมือง ถูกเผาราบเป็หน้ากลอง แม้หินบางส่วนก็ถึงกับหลอมละลายจนผิดรูปไป
หลี่เฟยก้มลงสำรวจด้วยความไม่เข้าใจ “อืม นี่มันไฟอะไรกันถึงได้ทำให้หินละลายได้แบบนี้ มันเพลิงนรกอะไรกันนี่...”
ท่ามกลางควันไฟที่ลอยคลุ้งอยู่เหนือซากสิ่งก่อสร้างที่ถูกทำลายนั้น ซากศพกระจัดกระจายไปทั่วบ้างมีแต่หัว บ้างท้องมีรอยฉีกขาเหวอะหวะ ไส้ทะลักมากระจัดกระจายไปทั่วเมื่อเห็นภาพนี้ ซูหว่านรู้สึกคลื่นไส้ แทบจะอาเจียนออกมา
ยิ่งสองศิษย์อาจารย์เดินสำรวจลึกเข้าไป กลิ่นคาวเืและกลิ่นเน่าเหม็นยิ่งรุนแรงขึ้น...
ทันใดนั้น...
“โอ๊ย...ช่วยด้วย ช่วยข้าด้วย...”
...
อ่านแล้วรบกวนทุกท่าน ติชม วิจารณ์ด้วยจ้าเพื่อจะได้นำไปปรับปรุงให้ดีขึ้น คำแนะนำติชมเป็สิ่งที่ไรต์้าสุดๆ อ่านแล้วชอบอย่าลืมเก็บเข้าชั้นไว้อ่านตอนต่อไปด้วยนะ ขอบคุณนักอ่านทุกๆ ท่านจ้า