“เมื่อวานเจ๊ไปหาหลวงพี่ที่วัดแต่หลวงพี่ทำวัตรอยู่จึงถวายสังฆทานให้เณรพลับไปแทนเ้าค่ะ”
เจ๊พรบอกกับพระอนุตตโร ทั้งยังให้ลูกกับเด็กช่วยงานในร้านไปขนข้าวของมาอีกเยอะมากเพื่อจะถวายให้แก่เฉพาะพระบวชใหม่รูปนี้
“ยังต้องเดินอีกไกลกว่าจะกลับวัดโยมถวายกระทั่งของแห้งมากมายขนาดนี้จะเป็การรังแกพระเกินไปนะโยม”
หลวงตาแช่มออกปากห้ามปรามแทนพระเดชที่ก้มหน้านิ่งเงียบไม่พูดไม่จา
“เด็กวัดก็มีเดินตามหลังอยู่เป็พระจะปฏิเสธไม่รับบาตร ไม่โปรดสัตว์ไม่ได้นะเ้าคะหลวงตา” เจ๊พรเถียง
“ก็รังแกเ้าส้มเกินไป มันถือของแทนพระก็หนักใช่น้อยนะโยม”หลวงตายังคงปรามความออกนอกหน้าของอาเจ๊ร้านลูกชิ้น
“ยังไงก็รับบาตรก่อนเถอะครับของพวกนี้เดี๋ยวผมขี่รถเอาไปส่งที่วัดให้อีกที จะได้ไม่ต้องเดือดร้อนเด็ก ๆ”เฮียตั๊วะ สามีเจ๊พรว่า
เมื่อเป็เช่นนั้นหลวงตาแช่มถึงกับหาข้อโต้เถียงอะไรไม่ได้อีกต่อไปพระอุปัชฌาย์และพระนวกะได้แต่ยืนนิ่งเปิดฝาบาตรให้ครอบครัวเจ๊พรต่างพากันถวายข้าวน้ำขนมกันด้วยหน้าตาแช่มชื่น
จนเมื่อกระทั่งไตเติ้ลเห็นซองสีขาวที่เจ๊พรหยิบออกมาพระเดชก็รีบปิดฝาบาตรของตนลงทันควัน
เจ๊พรชะงัก ในซองสีขาวนั้นเธอใส่ปัจจัยไว้มากพอดูเห็นจากความหนาของซองแล้วคนทั่วไปก็มักไม่คาดคิดหรอกว่าทั้งหมดในซองนั้นจะเป็แบงก์พันนับได้ถึงหมื่นอันที่จริงแล้วแบงก์พันก็เพิ่งจะออกให้ใช้แค่สองสามปีที่ผ่านมานี้เอง[1] คนทั่วไปฐานะปานกลางส่วนใหญ่ไม่ค่อยพกแบงก์ใหญ่โตแบบนี้หรอก
เจ๊พรก็ใช่จะเป็มหาเศรษฐีความงกเงินใช้จ่ายยังมีอยู่มาก แต่จากความรอดตายของสามีที่ผ่านมานั้นทำให้เธอรู้สึกว่าเงินเท่าไหร่ก็ซื้อชีวิตผัวเอาไว้ไม่ได้หากอุบัติเหตุนั้นเกิดขึ้นรุนแรงจริงๆ
ดังนั้นแล้วเถ้าแก่เนี้ยร้านลูกชิ้นจึงลงทุนไปธนาคารแลกเอาแบงก์พันใหม่ ๆ มาถึงสองปึก ใส่ซองแล้วเตรียมไว้ถวายตอบแทนพระอนุตตโรท่านนี้โดยเฉพาะ
หากเมื่อเห็นพระปิดฝาบาตรใส่หน้าเจ๊ก็ชะงักไปชั่วครู่หนึ่งก่อนจะฉีกยิ้มหวานแล้วเตรียมวางซองขาวนั้นลงบนฝาบาตร และทันที พระอนุตตโรก็เบี่ยงกายหลบไม่ยอมให้เจ๊พรถวายเงินได้สำเร็จ
หลวงตาแช่มมองดูพฤติกรรมของพระและโยมอย่างนึกสนุกเห็นทีเ้าเดชจะงานเข้า ถูกกิเลสทดสอบเข้าแล้วในครานี้
หลวงตาไม่เคยห้ามพระในวัดรับซองทำบุญจากญาติโยมเพราะคำว่าพระไม่ใช้เงินนั้นมันมีอยู่แต่ในมโนยุคพุทธกาลเท่านั้นถ้าวัดยังต้องจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ พระยังต้องจ่ายค่าสบู่ ผงซักฟอกเครื่องใช้ส่วนตัวทั้งหลาย ไปหาหมอก็ยังจะต้องมีค่าหยูกค่ายาในเมื่อโลกมันเป็แบบนี้แล้วจะห้ามไม่ให้พระจับเงินนั้นคงเป็ไปไม่ได้
แต่หลวงตามองจากความหนาของซองแล้วก็ประเมินได้ว่าปัจจัยในนั้นมากหลายอยู่หากรับเงินที่มากเกินไปก็อาจจะเป็ปัญหาได้แต่ยัยพรแสนแสบนี่ก็เอาเงินมาถวายใส่บาตรอย่างนี้แม้จะเลี่ยงไม่ยอมรับก็สามารถทำได้แต่น่าจะเถียงกันต่ออีกยาวจนหมดเวลาจะไปรับบาตรบ้านอื่นเอาได้เช่นกัน
“เป็พระ ปฏิเสธบุญที่ญาติโยมถวายให้ไม่ควรนะเ้าคะ”
เจ๊พรเริ่มยิ้มหน้าเกร็งพยายามจะพูดดีแกมบังคับให้พระอนุตตโรรับซองปัจจัยไปให้ได้
“ไม่ได้ปฏิเสธแต่โยมถวายผิดวิธีอาตมาจึงรับเอาไว้มิได้”
พระเดชตอบด้วยท่าทางสุภาพ ความสำรวมในกิริยายามที่บวชนั้นทำให้เสียงที่เอ่ยกล่าวออกมาน่าฟังไพเราะรื่นหู
“ผิดวิธี? แล้วโยมต้องถวายอย่างไรเ้าคะจึงจะถูกวิธี?” เจ๊พรซักด้วยสีหน้าแปลกใจ
“พุทธองค์ท่านไม่หนุนให้พระรับปัจจัยเงินทองเพราะหาประโยชน์อันใดสำหรับพระมิได้เลยแต่พระออกบิณฑบาตนั้นเพราะ้าเพียงอาหารยังชีพดังนั้นแล้วคุณโยมจึงควรนำปัจจัยในซองนั้นแปรเปลี่ยนเป็ข้าวสาร อาหารแห้งอาหารกระป๋อง หากให้เก็บไว้ได้นานก็ควรเลือกที่หมดอายุในปีหน้าหากให้สะดวกใช้สอยก็ควรบรรจุเป็ชุดเล็ก ใส่ถุงไว้เป็ชุด ๆแล้วสติ๊กเกอร์แบรนด์ร้านของโยมก็ควรติดมาที่หน้าถุงด้วยในทุกถุงผู้ที่เอาไปใช้จะได้รู้ว่าบุญนี้มาจากใคร พระเ้าได้อนุโมทนาให้พรได้ถูกคน”
ฟังที่พระอนุตตโรว่ามาแล้วเจ๊พรถึงกับอึ้งงันไปที่วัดก็ยังถวายไม่ได้ มาดักรอใส่บาตรก็ยังถวายปัจจัยไม่ได้อีกดูจากความหนาของซองแล้วหลวงพี่น่าจะรู้อยู่นะว่าปัจจัยในนี้มันมากหลายถ้าปฏิเสธมาเสียเลยเธอยังจะพยายามพูดตะล่อมหาทางให้รับไปให้ได้แต่หลวงพี่เล่นเลี่ยงมาเวย์นี้…
นอกจากจะบังคับให้รับไม่ได้แล้วเจ๊พรยังต้องเหนื่อยเอาเงินในซองนี้ไปซื้อข้าวสารอาหารแห้งจัดเป็ชุดๆ เหมือนถุงยังชีพถวายให้กับวัดอีกเหรอเนี่ย?
มิน่าล่ะ… คนเขาถึงได้ว่า จะทำบุญกับพระดี ๆ เนี่ยมันยากกกกกส์ลำบากหนักหนาเสียเหลือเกิน
“รับบุญเ้าค่ะโยมจะรีบจัดการแล้วนำไปถวายในวันสองวันนี้แหละเ้าค่ะ”
เจ๊พรเสียงอ่อยลงผิดกับหลวงตาแช่มที่กำลังลอบอมยิ้มขันกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
“รู้ใช่ไหมว่าการใส่บาตรนั้นก็เรียกได้ว่าสังฆทานอันว่าสังฆทานนั้นแปลได้ว่าทานของสงฆ์หมายถึงทานที่ถวายให้แก่สงฆ์รูปใดก็ได้โดยไม่จำเพาะเจาะจง”
“เข้าใจเ้าค่ะ เมื่อวานเพิ่งจะถูกหลวงตาเทศน์มาหยก ๆเดี๋ยวเจ๊หอบของเข้าวัดไปเจอพระรูปไหนก็จะถวายให้กับพระรูปนั้นแหละเ้าค่ะ”เจ๊พรหน้าจ๋อย
เฮ้อ…จะทำบุญกับพระดี ๆ ได้เนี่ยมันยากเย็นเหลือเกินซะจริงจริ๊งงงงง
เคลียร์กันได้พระและโยมต่างก็ให้ศีลรับพรกันหลวงตาแช่มมองดูวิธีการแก้ปัญหาของพระเดชที่ทำให้เจ๊พรต้องยอมแพ้จนไปต่อไม่ถูกแล้วก็ให้ยอมรับในไหวพริบและความคงมั่นไม่หวั่นไหวในกิเลสเงินทองของพระหนุ่มรูปนี้
หากเป็ไอ้เ้าเดชคนเดิมรับรองว่าจะต้องตาวาวด้วยความละโมบและรับซองปัจจัยนั้นมาในทันทีเป็แน่เป็เช่นนั้นหลวงตาก็ไม่มีสิทธิ์จะห้าม หากจะเป็ห่วงก็แต่อนาคตของเ้าลูกมะพลับก็เท่านั้นว่าถ้าพ่อของมันยังไม่ได้คิดกลับตัวกลับใจแท้จริง ยังคงมีนิสัยรักสบายมีความละโมบโลภเงินตราไม่ต่างไปจากไอ้เดชคนเดิม ภายภาคหน้าต่อไปเ้ามะพลับก็คงจะลำบาก
แต่เ้าเดชเวอร์ชั่นตายแล้วฟื้นคนนี้…ไม่เพียงแค่คิดสำนึกในความไม่ดีของตนได้ หากนิสัยก็ยังแปรเปลี่ยนมีความตั้งมั่นที่จะกลับตัวกลับใจ ไม่หลงใหลไปกับกิเลสเงินทองที่มากองอยู่ตรงหน้า
เ้าเดชคนนี้ช่างน่าชื่นชมนักหลวงตาแช่มก็ได้แต่ให้พรอยู่ในใจว่าขอให้อนาคตภายภาคหน้าของพระเดชและเ้าลูกพลับสดใส
สว่างไสวดังที่เ้าตัวคาดหวังเอาไว้ก็แล้วกัน.
[1]แบงก์พันออกใช้ครั้งแรกปี2535