ไฟลุกโหมขึ้นกลืนกินหลังคาที่มุงด้วยหญ้าแห้งอย่างรวดเร็วน้ำถังน้อยๆ ที่ซือเฟิงหลงสาดเข้าไปในกองไฟนั้น ไม่ต่างจากหยดน้ำในพายุเพลิง
เสียงไอดังขึ้นจากภายในบ้านร่างเล็กที่เปื้อนไปด้วยเหงื่อไคลสะดุ้งสุดตัว “ท่านแม่!”
เขาแผดร้องจนเสียงแตกพร่ามือลนลานตักน้ำที่พร่องลงจนถึงก้นโอ่งขึ้นราดศีรษะ แล้ววิ่งเข้าไปในบ้านอย่างไม่คิดชีวิตควันดำปกคลุมไปทั่วเรือน แต่เด็กน้อยก็ยังมุ่งตรงไปยังห้องนอนใหญ่ พอเปิดประตูออก ไฟที่อัดแน่นอยู่ก็ทะลักออกมา
เขาสำลักจนสองตาแดงก่ำ น้ำตาไหลพรากแต่ดวงตายังคงเบิกกว้าง ขณะวิ่งเข้าไปยังเตียงนอน เห็นจูซื่อเอนกายพาดตัวครึ่งหนึ่งอยู่บนเตียงขณะสำลักไม่หยุด
“ท่านแม่! ท่านเป็อย่างไรบ้าง ข้าจะแบกท่านออกไป!”
เขาก้มลงพยุงเต็มแรงจึงแบกมารดาขึ้นหลังได้แต่ครึ่งล่างของนางยังลากไปกับพื้น เด็กน้อยกัดฟันดึงผ้าห่มมารองขามารดาไว้แล้วลากออกมาอย่างทุลักทุเล
โครม!
ไม้คานห้องโถงหักลงพร้อมเปลวไฟลุกโชติ่ตัดเส้นทางออกไปหมด เหลือเพียงห้องนอนเล็กที่ไฟยังไม่ลามถึง
เฟิงหลงกัดฟันเปลี่ยนทิศทางทุกย่างก้าวร้อนราวเดินบนกองถ่าน เท้าแตกพุพองจนชาไปหมด แต่เขาไม่หยุดดวงตาเล็กยังลุกโชนไม่ยอมแพ้
เสียงไอแหบๆ ดังขึ้นข้างหูในใจเด็กน้อยร้อนรนยิ่งขึ้น
“น้ำ! ข้า้าน้ำ!” เขาะโลั่น เสียงแหบสะท้อนออกมาจากอกเล็กๆ
ทันใดนั้น ฟ้าก็ร้องคำราม คลืน!
ฝนเทลงมาอย่างไม่มีเค้าลางมาก่อนน้ำจากูเาพุ่งทะลักเข้าสู่บ้านเหมือนกองทัพบุก ไฟถูกกวาดดับไปในพริบตา
ซือเฟิงหลงกับมารดาถูกซัดเข้าไปจนมุมในห้องนอนเล็กเขารีบปีนขึ้นหลังตู้เสื้อผ้า ดึงมารดาตามขึ้นมากอดไว้แน่น หัวใจเต้นไม่หยุดริมฝีปากเขียวคล้ำสะท้อนความหนาวสั่น
ยามนี้เด็กน้อยอยู่ในอาการตกประหม่าเพราะภัยธรรมชาติที่มาอย่างไม่ทั้งตั้งตัว
“ท่านแม่!ท่านได้ยินข้าหรือไม่” มือเล็กๆ บวมแดงเขย่าเบาๆ ที่ไหล่มารดา
เสียงไอดังแห้งเป็ปฏิกิริยาเดียวที่ได้กลับมาเสียงลมหายใจดังหวีดๆ แม้แต่เด็กเก้าขวบยังรู้ว่าไม่ใช่สัญญาณที่ดี
ซือเฟิงหลงกอดมารดาแน่น ดวงตาเห่อร้อนเขาพยายามอดกลั้น แต่น้ำตากลับไม่ฟัง น้ำอุ่นๆ ไหลลงมาอย่างเงียบงัน ใบหน้าเล็กๆซบลงบนมวยผมมารดา
“ท่านแม่ รอก่อนนะอีกไม่นานท่านพ่อก็จะกลับมาแล้ว”
เขากล่าวออกไปเช่นนั้น แต่ในใจรู้ดี กว่าบิดาจะกลับมาไม่รู้ว่าอาการของมารดาจะแย่ลงเพียงใด
น้ำไหลเชี่ยวอยู่ไม่นานก็ลดฮวบลงผิดธรรมชาติท่ามกลางข้าวของเกลื่อนกลาดมีหินผลึกสีขาวที่จูซื่อเก็บมาจากแม่น้ำกำลังเปล่งแสงวูบวาบ
ไอหมอกขาวลอยเป็สายขึ้นมาเหนือน้ำก่อนจะถูกดูดหายเข้าไปในร่างของซือเฟิงหลงอย่างต่อเนื่อง
ไม่นานแสงเรื่อเรืองสีขาวก็อาบทั่วร่างจูซื่อ
ร่างเล็กๆ ที่โอบมารดาไว้แน่นสะท้านขึ้นเบาๆเมื่อรู้สึกถึงลมหายใจอุ่นเบาสม่ำเสมอของนาง เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นด้วยความยินดี เมื่อฝ่ามือนุ่มยกขึ้นลูบแก้มเขาเบาๆ
“เสี่ยวหลง” เสียงจูซื่อแหบแ่
“ท่านแม่!ดีเหลือเกินท่านฟื้นแล้ว” เด็กน้อยโผเข้ากอดมารดาแน่น
ต่อให้ในยามวิกฤติจะเข้มแข็งแค่ไหนเขาก็ยังเป็เพียงเด็กน้อยคนหนึ่ง จูซื่อลูบปลอบบุตรชายอย่างอ่อนโยน
ความรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาดทำให้เด็กชายชะงักเขาก้มลงมองท้องส่วนล่างของตนเอง เวลานี้มีหมอกควันสายหนึ่งลอยเอื้อยเฉื่อยออกจากหินผลึกแล้วมุดเข้ามาในร่างของเขาช้าๆ
เฟิงหลงเบิกตาค้างพลางใช้มือปัดควันเ่าั้เบาๆ “ท่านแม่ ท่านเห็นควันหรือไม่ มันไหลเข้าร่างข้า”
ทว่าเหตุพิศดาลนี้ไม่ได้เกิดขึ้นนานนักเมื่อน้ำลดจนพื้นแห้งสนิท ทุกอย่างก็สงบลง เขามองก้อนหินที่กลับมาอยู่ในลักษณะเดิมไม่มีแสงประหลาด ไม่มีไอหมอกปกคลุม ราวกับภาพเมื่อครู่เป็เพียงภาพลวงตาเท่านั้น
“ควันไฟหรือ? แม่ไม่เห็นควันอะไรเลยไฟน่าจะดับแล้ว”
เฟิงหลงไม่ถามอะไรอีก เขาะโลงจากตู้แล้วเก็บหินขึ้นมาใส่ไว้ในอกเสื้อ จากนั้นหันมองมารดา “ของที่ท่านแม่ให้ข้าข้าต้องรักษาไว้อย่างดี”
จูซื่อยิ้มน้อยๆ ด้วยใบหน้าซีดเซียว
ทันใดนั้น เสียงะโของชาวบ้านก็ดังขึ้น
“จูซื่อ! เสี่ยวหลง!พวกเ้ายังปลอดภัยอยู่หรือไม่?”
โรงตีเหล็กตั้งอย่างโดดเดี่ยวห่างไกลผู้คนบนเนินทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
กว่าชาวบ้านจะเห็นว่ามีไฟไหม้ก็ตอนที่เปลวเพลิงลุกลามท่วมฟ้าแล้ว
ผู้ใหญ่บ้านจึงระดมชาวบ้านมาช่วยกันดับไฟแต่ละคนหิ้วถังใส่น้ำมาเต็มเปี่ยม เดินขึ้นเนินมาอย่างเร่งรีบ คนที่นำอยู่หน้าขบวนคือหลี่ต้งผู้ใหญ่บ้านวัยกลางคน
แต่ยังไปไม่ถึงที่หมาย ฟ้าก็ร้อนคำรามจู่ๆ ฝนก็ตกลงมาอย่างหนัก ทั้งที่ก่อนหน้านี้ท้องฟ้ายังสดใสแดดแจ่มจ้า
ที่แปลกประหลาดกว่านั้นคือมันตกอยู่เฉพาะบริเวณบ้านที่กำลังเกิดไฟไหม้ ไม่รู้ว่าตกหนักเพียงใดน้ำจึงได้ทะลักออกมาตามประตูหน้าต่างดับไฟที่กำลังลุกโชติ่ลงราวกับเกิดปาฏิหาริย์
เหล่าชาวบ้านได้แต่มองอย่างตกตะลึงเป็ความโชคดีหรืออะไรกันแน่ จึงได้มีเหตุการณ์ประหลาดเช่นนี้เกิดขึ้น
ถึงแม้ว่าไฟจะค่อยๆ ดับลงแล้วแต่ผู้ใหญ่บ้านยังคงเป็ห่วงสองแม่ลูก ไม่รู้สิ้นชีพไปท่ามกลางกองเพลิงแล้วหรือยังจึงรีบะโเรียกออกไป
“จูซื่อ! เสี่ยวหลง!”
“ท่านลุงผู้ใหญ่บ้าน” เสียงเล็กๆของซือเฟิงหลงตอบกลับมา
ผู้ใหญ่บ้านถอนหายยาวราวโล่งอก รีบหันไปะโบอกชาวบ้าน“ยังไม่ตาย เร็วเข้ามาช่วยกัน!”
ชาวบ้านพากันวิ่งอ้อมไปทางด้านข้างเรือนซึ่งเป็ทิศทางที่ได้ยินเสียงตอบ
ตรงนั้นบานหน้าต่างหักลงมาห้อยต่องแต่งจะร่วงไม่ร่วงแหล่ด้านหลังหน้าต่างมีใบหน้าสกปรกมอมแมมจากเขม่าดำ พอเปียกน้ำก็กลายเป็คราบกระดำกรระด่างท่าทางสิ้นหวังนั้นทำให้คนมองสะทกสะท้อนใจยิ่ง
แม้ไฟจะมอดดับ แต่ยังมีควันลอยจางๆชาวบ้านจึงไม่รีบผลีผลามเข้าไป พวกเขานำตัวจูซื่อสองแม่ลูกออกมาทางหน้าต่างที่เหลือก็เป็งานของเหล่าบุรุษ สตรีทั้งหลายเข้ามาช่วยกันดูแลผู้ประสบภัยทั้งสอง
“เกิดอะไรขึ้น เหตุใดไฟถึงไหม้ได้”เหยียนซื่อภรรยาผู้ใหญ่บ้านเอ่ยถาม ขณะยื่นผ้าสะอาดให้เฟิงหลง
จูซื่อห่มผ้าอยู่ข้างๆ ดวงตาหม่นแสงมือที่จับผ้าคลุมอยู่กำแน่น “คนจากบ้านเก่าข้ามา ปล้นเอาของในบ้านไม่รู้ทำยังไงเหมือนกัน ไฟถึงได้ไหม้ขึ้นมา” พอพูดจบก็ไอออกมาเบาๆ
“บัดซบ! บ้านสกุลจูเห็นไฟแต่ไม่มาช่วยนี่มันตั้งใจฆ่ากันชัดๆ” เหยียนซื่อสบถด่าไปยังทิศทางของบ้านสกุลจู
โจวซื่อกล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงรังเกียจ“คงเห็นว่าสามีเ้าไม่อยู่น่ะสิ จึงได้ถือโอกาสมาหยิบฉวยข้าวของมีค่าเป็พวกนางเองแท้ๆ ที่ตัดขาดเ้าก่อน ตอนนี้คิดจะมาเรียกร้องสิ่งใดอีก!”
สกุลจูแต่เดิมไม่ได้เป็เช่นนี้ตอนจูหยวนแต่งกับมารดาจูซื่อ พวกเขายังมีคุณธรรมน้ำใจไม่เอารัดเอาเปรียบใครแต่พอมารดาจูซื่อจากไปก่อนวัยอันควร จูหยวนก็แต่งจางซื่อ สตรีร้ายกาจคนนั้นเข้ามาแทบจะทันทีต่อให้นางมีลูกติดก็ไม่รังเกียจแม้แต่น้อย
คนในหมู่บ้านจึงอดตั้งข้อสังเกตไม่ได้
บางที...จูถงอาจเป็ลูกของจูหยวนที่ไปแอบคบชู้กับแม่ม่ายสกุลจางจนมีมารหัวขนขึ้นมาจริงๆก็ได้
“เ้าวางใจเถอะ” เหยียนซื่อกุมมือจูซื่อไว้อย่างอบอุ่น“เราจะต้องให้ความเป็ธรรมต่อเ้ากับครอบครัวแน่เหล่าผู้าุโของหมู่บ้านคงไม่อาจวางเฉยกับเหตุการณ์ร้ายแรงครั้งนี้ เ้าตั้งใจรักษาตัวให้หายดีก็พอ”
เหยียนซื่อหันไปมองซือเฟิงหลงที่กำลังอุ้มโถน้ำแกงเดินมาแต่ไกล พลางกล่าวอย่างทอดถอนใจ“อีกไม่กี่วันสำนักศึกษาจะมาคัดเลือกเด็กแล้ว เ้าเตรียมพร้อมไปมากน้อยแค่ไหนแล้ว”
จูซื่อหลุบตาลง เบี่ยงตัวไปทางบุตรชายเด็กน้อยยิ้มร่าเริงพลางะโเสียงดัง “ท่านแม่!ยังดีที่ข้าชิงโถน้ำแกงของท่านกลับมาได้ รอข้าก่อนนะขอรับ”
ผู้เป็มารดายิ้มอ่อนโยนนางโบกมือครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมาตอบเหยียนซื่อ “ตอนแรกข้าก็อยากให้เขาได้เข้าเรียนในสำนักศึกษา แต่พอคิดให้ดีแล้ว หากเขาถูกเลือกข้าก็จะไม่ได้พบหน้าลูกชายถึงสองปี ข้าคงรู้สึกเหมือนถูกเฉือนหัวใจทุกค่ำเช้าการบำเพ็ญอาจไม่ใช่ทางของอาหลง”
“ฟังเ้าพูดเข้าลูกชายข้าหากไม่ใช่เพราะอายุเกิน ข้าก็คงส่งเขาไปรับการคัดเลือกแล้ว ถ้าครอบครัวเ้ามีผู้ฝึกตนดูสิว่าใครหน้าไหนมันจะกล้ามาหาเื่บ้านเ้าอีก”
ซือเฟิงหลงมาถึงพอดีบทสนทนานี้จึงยุติลง
เด็กน้อยตักน้ำแกงใส่ชามส่งให้มารดาตนเองเพียงนั่งมองอยู่เงียบๆ จูซื่อเป่าน้ำแกงเบาๆ แล้วตักคำหนึ่งป้อนบุตรชาย“เสี่ยวหลง กินกับแม่นะ แม่กินคนเดียวไม่หมด”
“ข้าแข็งแรงมากไม่้าน้ำแกงไก่ของท่านหรอก พอท่านพ่อกลับมา ข้าก็จะได้กินเนื้อแล้วท่านดื่มเถอะขอรับ”
เหล่าสตรีออกเรือนมองภาพนี้แล้วได้แต่หันไปแอบปาดน้ำตาทุกคนรู้ดี จูซื่อเกือบไม่รอดตอนคลอดเฟิงหลง การตกเืหลังคลอดคราวนั้นส่งผลต่อสุขภาพของนางทั้งชีวิต
ทุกสิบวันสิบห้าวันอาการเจ็บป่วยจะกำเริบหนัก จนแทบจะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้
“เ้าดื่มเองเถอะวันนี้พวกเราจะมาตั้งครัวกันที่นี่ เสี่ยวหลงไม่อดหรอก” เหยียนซื่อกล่าว
“ข้าละอายใจยิ่งนักที่ต้องรบกวนทุกท่านแล้ว” จูซื่อโค้งตัวลง ซือเฟิงหลงเห็นเช่นนั้นจึงทำตาม
“เอาละๆ เ้าพักผ่อนให้สบายคนที่เหลือไปดูกับข้าที ว่าเครื่องใช้ในครัวมีอันใดยังใช่ได้บ้าง”
“เช่นนั้นข้าจะกลับไปเอาผักที่บ้าน”
“วันก่อนสามีข้าล่าหมูป่ามาได้ยังเหลือเนื้ออยู่นิดหน่อย ข้านำมาสมทบแล้วกัน”
“งั้นข้าจะกลับไปดูที่เล้าไก่สักหน่อยบ้านข้าก็มีแต่ไข่ไก่นี่แหละนะ”
เหยียนซื่อกับลูกสะใภ้กับสตรีชาวบ้านอีกสองคนเดินไปทางครัวที่กลายเป็เศษซากส่วนคนอื่นแยกย้ายกันไปหาวัตถุดิบ