บทที่ 10
เดินทางสู่ดินแดนใหม่
ผ่านพ้นมานับ 10 วันหลังจากที่รอดพ้นความตายและอาศัยอยู่ภายในป่าใหญ่ทิศบูรพาบริเวณแถบชายแดนหลังจากที่อยู่ภายในสถานที่แห่งนี้ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆพัฒนาความสามารถของตนเองจนเค้ามั่นใจและพร้อมว่าจะเดินทางออกจากสถานที่แห่งนี้แล้ว
แม้ว่าภายในป่าแห่งนี้จะเป็ป่าที่กว้างใหญ่ที่ติดชายแดนแต่มันเองก็กลายเป็สถานที่ที่เล็กไปสำหรับเขาไปแล้ว
จางิมองเห็นสถานที่แห่งนี้และอยู่ภายในสถานที่แห่งนี้มาเป็เวลา10 วันแทบจะรู้จักเส้นทางทั้งหมด
ใน่เวลานับ 10 วันที่ผ่านมาการอยู่ภายในสถานที่แห่งนี้มันทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้นจริงๆแต่ช่างน่าเสียดายที่ว่าป่าบริเวณแถบนี้ไม่มีสัตว์อสูรที่มันมีระดับสูงกว่าหนึ่งดาวเลยสักนิด
แล้วก็ไม่ได้เพียงแค่นั้นสิ่งที่สามารถบ่งบอกได้อีกหนึ่งอย่างก็คือบริเวณป่าแถบนี้มีสัตว์อสูรอยู่น้อยเป็อย่างมากมันเลยกลายเป็สถานที่ที่เหมือนกับเป็บ่อน้ำบ่อเล็กๆสำหรับเขาไปแล้วเพราะแบบนั้นเลยตั้งใจที่จะออกเดินทางไปสู่สถานที่ใหม่
ในวันนี้ท้องฟ้าบริเวณ้ากระจ่างม่านเมฆค่อยค่อยเคลื่อนที่ไปมาแสงจากดวงอาทิตย์เจิดจ้าสาดส่องลงมาบริเวณด้านล่าง
วันนี้ถือว่าเป็วันที่อากาศดีเป็อย่างมากเหมาะสมกับการเดินทางจางิทำการออกเดินทางโดยใช้เท้าของตนเองเดินไปบริเวณด้านหน้าเรื่อยเรื่อย
แต่ว่าสภาพในตอนนี้บนร่างกายของจางิกลับดูไม่ได้เลยสักนิดเขานั้นหมดรูปลักษณ์ขององค์รัชทายาทผู้สง่างาม
ในตอนนี้ร่างกายเสื้อผ้าที่สวมใส่เต็มไปด้วยรอยขาดรุ่ยและเต็มไปด้วยความสกปรกเป็เพราะว่าตลอด 10 วันที่อยู่ภายในสถานที่แห่งนี้สัมภาระที่เคยพกมาด้วยเองก็โดนนำเอาไปหมด
ในตอนนี้เขาเหลือเพียงแค่ตัวเปล่าเท่านั้นและก็เหลือเพียงแค่ชุดที่ตนเองสวมใส่เลยไม่มีชุดสับเปลี่ยนใน่ตลอดหลายวันที่ผ่านมาอยู่ภายในป่าแห่งนี้ก็เลยได้แต่ใส่ชุดเดิมเมื่อต้องทำการเอาตัวรอดภายในป่าอย่างนี้แน่นอนว่าชุดที่สวมใส่ก็เริ่มเก่าแล้วก็เริ่มขาด
ในตอนนี้รูปลักษณ์ของเขาที่ปรากฏให้เห็นมันเองก็ไม่ได้แตกต่างจากขอทานข้างถนนเลย
แต่เขาไม่ได้สนใจเลยสักนิดตอนนี้กำลังเดินทางไปเพื่อที่จะข้ามชายแดนให้ได้ผ่านป่าใหญ่แห่งนี้ไปมันเองก็จะเดินทางไปถึงชายแดนแล้วก็เข้าสู่เส้นทางของชายแดนฉี
ใช้เวลาในการเดินทางอยู่หลายช่วยยามจนท้องนภานั้นดวงอาทิตย์ลอยขึ้นมาอยู่บริเวณกลางศรีษะสุดท้ายก็เดินเท้าจนหลุดออกมาจากบริเวณป่าใหญ่
เมื่อได้เดินหลุดพ้นออกมาสิ่งที่มันมองเห็นด้านนอกเส้นทางทอดยาวไปพร้อมกับเส้นแบ่งชายแดนที่เป็ทางเดินหินอันลากยาวสุดลูกหูลูกตา
ภายในสถานที่แห่งนี้ถือว่าเป็เส้นแบ่งแยกดินแดนโดยทั่วไปถ้าจะทำการเดินทางก็จะทำการเดินทางโดยผ่านเส้นทางนี้มันจะมีทางเดินเท้าที่มีขนาดใหญ่พอให้รถม้าวิ่งตั้งประดับอยู่
จางิมองเห็นเส้นทางอยู่บริเวณด้านหน้าทำการเคลื่อนที่ไปบริเวณด้านหน้าอย่างรวดเร็วเป้าหมายของเขาคือการเดินผ่านดินแดนแห่งนี้
เมื่อไปถึงดินแดนใหม่ไม่รู้ว่าจะพบเจอหมู่บ้านที่ใดแต่ภายในใจก็คิดว่ามันน่าจะมีหมู่บ้านอยู่ไม่ห่างไกลจากชายแดนมากนักถ้าเดินเท้าในวันนี้คงจะสามารถเดินทางไปถึงอย่างแน่นอน
จางิศึกษาเกี่ยวกับเื่หลายหลายอย่างไม่ใช่เพียงแค่เื่วรยุทธเท่านั้นภายในดินแดนแห่งนี้หลังจากที่เขามาถึงโลกอันไกลโพ้นภายในร่างใหม่
มันเองก็ทำให้เขาจำเป็จะต้องศึกษารายละเอียดใหม่รวมไปถึงพวกภูมิประเทศหรือว่าพวกแผนที่ในการเดินทางด้วยเช่นเดียวกัน
เพราะแบบนั้นในตอนนี้เลยพอจะรู้บ้างว่าเมืองชายแดนทางทิศบูรพาที่มันติดอยู่กับดินแดนชิง
มันจะเป็เมืองชายแดนที่มีขนาดใหญ่พอสมควรเมื่อเดินทางไปถึงสถานที่แห่งนั้นได้น่าจะทำการหาที่พักอาศัยอยู่ภายในสถานที่แห่งนั้น
จางิในขณะที่กำลังเดินเท้าท่ามกลางบรรยากาศที่ร้อนระอุความร้อนจากแสงอาทิตย์บริเวณ้าสาดส่องลงมาด้านล่างน้ำภายในร่างกายของเขาระเหยออกมาเป็เหงื่อ
เสื้อผ้าที่ขาดรุ่ยลองก้มมองรองเท้าที่ตนเองกำลังสงสัยอยู่หลังจากที่เดินบากบั่นมาเป็เวลานานรองเท้าคู่นี้ก็เริ่มขาดแม้ว่ามันจะเป็รองเท้าหนังอย่างดีแต่หลังจากที่ทำการเดินทางอยู่ภายในป่าเป็เวลานับ10 วันอย่างนี้มันก็ชำรุดสุดโทรม
ทำให้เวลาที่เดินอยู่บนพื้นที่เต็มไปด้วยความร้อนยามเที่ยงวันเท้าของเขาเริ่มเจ็บเมื่อได้ััถึงความร้อนบริเวณเท้าของตนเองเขาก็คิดภายในใจอย่างรวดเร็ว “ ร่างกายอ่อนแอยิ่งนักถ้าเป็ร่างกายของผู้ฝึกฝนวรยุทธเดินอยู่บนพื้นคงจะไม่รู้สึกอะไรร่างกายอ่อนแอยิ่งนักถ้าเป็ร่างกายของผู้ฝึกฝนวรยุทธเดินอยู่บนพื้นคงจะไม่รู้สึกอะไร ”
เขายังคงพึมพำถึงร่างกายที่อ่อนแอของเขาในตอนนี้ในตอนนี้ร่างกายร่างกายธรรมดาขีดจำกัดในฐานะมนุษย์เดินไปเรื่อยเรื่อยแม้ว่าร่างกายจะแข็งแรงพร้อมฝึกฝนมาแต่อย่างไรเองก็ยังมีขีดจำกัด
เริ่มแสดงท่าทางเหนื่อยหอบบริเวณนี้เป็ทางเดินหินที่ลากยาวไม่มีร่มเงาให้พักผ่อนเมื่อน้ำภายในร่างกายเริ่มระเหยออกไปเป็เม็ดเหงื่อภายในขอเริ่มแห้งเหือดจางิที่กำลังเดินอยู่ค่อยค่อยหยุดเท้าของตนเองและทิ้งก้นนั่งลงที่บริเวณโขดหิน
ทิ้งร่างกายของตนเองนั่งลงเรียบร้อยแล้วก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาแล้วก็ทำการพูดขึ้น “ หิวน้ำเหตุใดตอนนี้ได้ถึงไม่มีผู้ใดผ่านมาเลย”
เขาทำการพูดกับตนเองอย่างหนักใจเมื่อเดินทางมาซักพักใหญ่ใหญ่ไม่เห็นแม้แต่เงาของผู้คนอันที่จริงแล้วคิดว่าเมื่อเดินไปสักพักจะพบเจอผู้ใดผ่านทางมาจะขอติดรถม้าเดินทางเข้าไปภายในเมือง
แต่ในตอนนี้ไม่เห็นแม้แต่เงาของพวกมันเลยรู้สึกเหนื่อยล้าเล็กน้อยแล้วก็หย่อนก้นลงที่โขดหินร้อนร้อนยามที่โดนอาบแสงอาทิตย์อันร้อนระอุแผดเผา
ถึงกระนั้นแม้ว่าหินที่เขานั่งลงไปมันจะร้อนเพียงใดแต่ว่าก้นของเขามันก็ด้านชาเกินกว่าจะรู้สึกถึงความร้อนนั้นแล้ว
น้ำที่ตนเองตักเตรียมมาในการเดินทางมันเองก็หมดลงไปแล้วด้วยเช่นเดียวกันในตอนนี้รู้สึกหมดหวังเป็อย่างมากร่างกายเองก็เริ่มเหนื่อยล้าจากการเดินทางแถมบรรยากาศในวันนี้ยังร้อนมากกว่าทุกวัน
แต่ในขณะที่กำลังนั่งอยู่นั่นเองเสียงฝีเท้าหนึ่งดังมาจากบริเวณด้านหลังพร้อมกับเสียงของบุรุษผู้หนึ่งดังขึ้นอย่างเคร่งขรึม “ นี่มันอันใดกันขอทานตัวน้อยเดินทางข้ามดินแดนงั้นรึ?”
เมื่อได้ยินเสียงนั้นดังขึ้นมาจากด้านหลังเขาหันไปหน้าของตนเองไปอย่างรวดเร็วเมื่อได้เห็นใบหน้าของตนเองไปพบเห็นเข้ากับชายสามคนที่มีร่างกายสูงใหญ่กำยำ
มันเป็ชายสามคนที่มีร่างกายสูงใหญ่กำยำสวมใส่ชุดผ้าธรรมดาธรรมดามันมีรูปลักษณ์ดูดุร้ายแล้วก็ดูน่าจะไม่เป็มิตรสักเท่าไหร่โดยมองจากสายตาประเมินจากความคิดก่อนคาดเดาว่านำพวกมันน่าจะมีอายุอยู่ใน่ราวประมาณ30 ปี
พวกมันปรากฏกายออกมาด้วยเจตนาที่ไม่ดีนักที่เขาสามารถรู้ได้เช่นนั้นในทันทีมันเองก็เป็เพราะว่าภายในมือของพวกมันคืออาวุธอย่างดาบและกระบี่เอาไว้
“ พวกนี้หรือว่าโจรพวกที่ดักปล้นสินค้าบริเวณชายแดน” จางิทำการกล่าวกับตนเองภายในใจหลังจากที่มองเห็นพวกมัน
บริเวณทางเดินข้ามชายแดนทางนี้มักจะมีโจรที่คอยดักปล้นผู้คนอยู่ภายในบริเวณนี้นี่คือหนึ่งในภัยที่ผู้คนส่วนใหญ่ที่จะเดินทางข้ามดินแดนจะได้พบเจออย่างแน่นอน
โดยเฉพาะผู้ที่เป็พ่อค้าพวกเขามักจะโดนดักบนสินค้าที่ขนส่งเพื่อทำการค้าขายข้ามดินแดนได้โดยโจรเหล่านี้
จางิที่กำลังนั่งอยู่ค่อยค่อยลุกขึ้นมาอย่างช้าๆเขาส่ายใบหน้าของตนเองไปมาพร้อมกับพึมพำขึ้นอย่างรวดเร็ว “ ข้าเองก็ว่าแล้วว่าเหตุใดไม่มีผู้ใดเดินทางข้ามมาบริเวณนี้เลยเพราะว่ามีโจรอย่างพวกเ้าคอยดักปล้นอยู่นี่เอง”
หลังจากที่มองเห็นพวกมันก็รู้ได้ในทันทีว่าพวกมันน่าจะเป็ต้นเหตุที่ทำให้ไม่มีรถม้าที่ใดวิ่งผ่านบริเวณดีเลยซักนิดเดียว
พวกโจรเ่าั้ทำการก้าวเข้ามาแล้วมันก็พูดขึ้นมา “ หุบปากน่าดูสภาพเช่นนี้แล้วยังพูดราวกับว่าตัวเองรู้ดี”
แม้ว่ามันจะตอบกลับเขามาเช่นนั้นแต่จางิเองก็ไม่ได้สนใจเลยแม้แต่น้อยในตอนนี้จางิกำลังใช้ดวงตาจ้องมองไปที่บนร่างกายของพวกมัน
สิ่งที่เขากำลังหมายตาอยู่ในตอนนี้คือพวกเครื่องสวมใส่ที่มันกำลังสวมใส่อยู่เป็เสื้อผ้าแม้ว่าจะเสื้อผ้าธรรมดาธรรมดาแต่ก็ยังดูดีกว่าที่เค้าสวมใส่อีกทั้งมองดูมันน่าจะมีน้ำแล้วก็อาหารที่ตักเตรียมมา
ไม่เพียงเท่านั้นมองดูพาหนะน่าจะอยู่แถวนี้ด้วยแล้วก็ยังมีอาวุธอีกทุกอย่างเสร็จสรรพพวกมันมีทุกอย่างที่เขากำลังตามหาในตอนนี้เลยเพราะแบบนั้นในตอนนี้เด็กหนุ่มกำลังฉีกยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจ
มันกำลังจะก้าวเข้ามาใกล้ใกล้เพื่อเล่นงานแต่จางิยกฝ่ามือของตนเองขึ้นมาห้ามพวกมันเอาไว้พร้อมกับใช้นิ้วมือชี้ตรงไปบริเวณด้านหลัง
ทำให้พวกมันหันกลับไปมองบริเวณด้านหลังของตนเองและพบเห็นเข้ากับร่างของหมาป่าตัวหนึ่งที่เป็สัตว์อสูรกำลังครึ่งคลานออกมาจากบริเวณด้านหลังโขดหิน
เมื่อพวกมันมองเห็นร่างของสัตว์อสูรที่ปรากฏกายออกมาใบหน้าเริ่มเปลี่ยนสีทั่วทั้งใบหน้าเริ่มซีดเซียวตอนนี้ร่างกายกำลังสั่นกลัวกับสิ่งมีชีวิตที่อยู่บริเวณด้านหน้า
เมื่อร่างของสัตว์อสูรเริ่มเริ่มขยับเข้ามาใกล้ๆพวกมันแสดงใบหน้าที่ตื่นตระหนกใก่อนที่มันจะมีเสียงร้องดังลั่นขึ้นมาท่ามกลางถนนที่เงียบสงัด “ อย่า!!!!! ไม่!!!!! อ๊าก!!!!!”
จบบท