แน่นอนรถม้าของเซี่ยโหวฟ่งอวี้ผู้เป็นองค์หญิงเพียงหนึ่งเดียวของแผ่นดินต้าเว่ยย่อมเป็นรถม้าที่หรูหราและงดงามอยู่แล้ว
รถม้าถูกห่อหุ้มด้วยผ้าชั้นดีที่ทั้งงดงามและล้ำค่า หน้าต่างเคลือบทองมีผ้าแพรสีฟ้าอ่อนประดับอยู่ตัวรถถูกสร้างด้วยไม้พยุงที่แสนสูงค่า ผ่านการแกะสลักอย่างวิจิตร การสร้างประณีตและสมบูรณ์แบบที่บริเวณขอบของรถม้าปรากฏลวดลายพืชพรรณและบุปผชาติถูกแกะสลักตกแต่งโดยที่ใบไม้และลำต้นถูกเคลือบไปด้วยทอง ส่วนบุปผาก็มีเพชรนิลจินดาประดับประดาอยู่หากไม่ใช่คนที่โง่จนเกินไป เพียงเห็นไกลๆก็รู้แล้วว่านี่เป็นรถม้าของชนชั้นสูงที่ทรงอำนาจมาก
ซูฉางอันกับเซี่ยโหวฟ่งอวี้ขึ้นรถม้าด้วยความเงียบงันโดยมีเทพนักรบแห่งแผ่นดินต้าเว่ย ถงจิงยี่เป็นผู้ขับรถม้า
ซูฉางอันขมวดคิ้วมุ่น เขารู้สึกได้ว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล หากเพียงต้องการให้เขาเข้าเฝ้าฝ่าบาทให้องครักษ์ธรรมดาๆ มารับก็พอแล้ว ไยต้องให้เทพนักรบเป็นผู้รับส่งด้วยตนเองฉางอันเป็นเมืองใต้พระบาทขององค์จักรพรรดิ ใครไหนกล้าสร้างความวุ่นวายที่นี่?
หรือองค์จักรพรรดิไม่เชื่อใจตน? เกรงว่าตนจะแอบหนีไประหว่างทาง?
ขณะกำลังคิดบางอย่างอยู่ในหัว รถม้าก็เริ่มออกเดินทางเพียงครู่เดียวเท่านั้น พวกเขาก็มาถึงที่ถนนจูเชว่แล้ว
เพียงมุ่งตรงไปจนสุดทาง ก็จะพบกับประตูจูเชว่อันเลื่องชื่อ
ด้านนอกของประตูเป็นที่อยู่อาศัยของประชาชนทั่วไป ทว่าพื้นที่ด้านในประตูกลับเป็นพระราชวังขององค์จักรพรรดิผู้แสนยิ่งใหญ่
...ในและนอกประตู ห่างเพียงกำแพงกั้น ทว่าต่างกันราวคนละโลก
รถม้าที่แสนหรูหราเคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านต่างมาก็หลีกทางโดยไม่ต้องมีผู้ใดบอก
หากอยากใช้ชีวิตในเมืองฉางอัน สิ่งที่สำคัญที่สุดหาใช่ความสามารถ เงินทองหรือยศถา ทว่าเป็นไหวพริบ ต้องแบ่งให้ออกว่าคนตรงหน้าเป็นใครมาจากไหนด้วยเวลาที่สั้นที่สุดจากนั้นรักษากิริยา และการวางตัวให้เหมาะสม
หากเป็นคนที่อยู่ต่ำกว่า ควรแสดงท่าทางทะนงตนเล็กน้อย ไม่เช่นนั้นคนพวกนั้นจะคิดว่าเราอ่อนแอ รังแกได้ เป็นแกะโง่ที่จะหลอกตุ๋นเช่นไรก็ได้
แต่หากเป็นผู้ที่อยู่สูงกว่า ก็ควรแสดงท่าทางนอบน้อม ไม่เช่นนั้นก็ไม่ต่างไปจากการรนหาที่ตาย
ดูจากท่าทางของผู้คนในถนนจูเชว่ เห็นได้ชัดว่าคนส่วนมากในเมืองฉางอันต่างปฏิบัติตามกฎข้อนี้เป็นอย่างดี
แต่คนทั้งคู่บนรถม้ากลับไม่สนใจที่จะดื่มด่ำไปกับความรู้สึกของการได้อยู่เหนือกว่าเช่นนี้เลย
บรรยากาศภายในรถม้าเงียบมาก นอกจากเสียงจากฝีเท้าของม้าที่ลากรถก็ไม่มีเสียงอื่นใดให้ได้ยินอีกเลย
ในที่สุด เซี่ยโหวฟ่งอวี้ที่ก้มหน้ามาตลอดทางก็เงยหน้าขึ้นแล้วปรายตามองเด็กหนุ่มที่นั่งข้างกันอย่างอดไม่ได้
พวกเขานั่งใกล้กันมาก มากจนนางสามารถมองเห็นขนตาบนดวงตาที่ใสสะอาดของอีกฝ่ายได้ทุกเส้น
ดูเหมือนซูฉางอันกำลังคิดบางอย่างอยู่คิ้วของเขาถึงขมวดมุ่นจนเป็นปมเช่นนี้
นับแต่รู้จักเด็กหนุ่มคนนี้คล้ายจะมีเพียงน้อยครั้งเท่านั้นที่เขาจะแสดงสีหน้าเช่นนี้ออกมา แต่บัดนี้คนตรงหน้ากลับแตกต่างไปจากแต่ก่อนเพราะดูเหมือนสีหน้าเช่นนี้จะกลายเป็นสีหน้าหลักที่มักปรากฏอยู่บนใบหน้าของเขาเสมอ
ช่วงที่ผ่านมา เขาคงลำบากไม่น้อย
เซี่ยโหวฟ่งอวี้คิดไปพลาง พลางหัวใจก็เจ็บแปลบขึ้นมาแต่เพราะซูฉางอันกำลังคิดบางอย่างด้วยท่าทางเหม่อลอย นางจึงมีความกล้ามากพอจะเงยหน้าขึ้นแล้วพิจารณาชายตรงหน้าอย่างละเอียดอีกครั้ง
รูปลักษณ์ของเขายังคงเหมือนเดิม ยังแฝงไปด้วยความอ่อนเยาว์เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
เพียงแต่บัดนี้ คิ้วของเขามีความหนักอึ้งเข้าปกคลุม และบนแผ่นหลังมีกระบี่เพิ่มขึ้นมาอีกเล่ม
นางชอบซูฉางอันในอดีตมากกว่า ทั้งทึ่มและบริสุทธิ์ ไม่คิดร้ายกับใครชอบทำความดี และช่วยเหลือผู้อื่นจนตัวเองต้องเดือดร้อนแม้ว่าคนผู้นั้นจะเป็นคนแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนก็ตาม
แน่นอน นั่นเป็นเรื่องที่โง่มาก
แต่นางกลับรู้สึกว่าซูฉางอันที่เป็นแบบนั้นช่างน่ารักเหลือเกิน และนางก็ชอบเขาที่เป็นแบบนั้นมาก
ในขณะเดียวกัน ในที่สุดซูฉางอันก็ได้สติกลับมาอีกครั้งเมื่อรับรู้ได้ถึงสายตาของเซี่ยโหวฟ่งอวี้ เขาจึงหันไปมองด้วยความสงสัยราวกำลังถามว่านางมีธุระใดหรือไม่
เซี่ยโหวฟ่งอวี้สะดุ้งเฮือก ราวกับเด็กที่แอบกินขนมแล้วถูกจับได้เช่นนั้น นางรีบหันหน้าไปอีกข้างเพื่อหลบสายตาของซูฉางอันพลันใบหน้าก็เปลี่ยนไปเป็นสีแดงทันที
“ศิษย์พี่?” ซูฉางอันถามอย่างลองเชิงเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายมีท่าทีแปลกไป
“หืม” เสียงของนางเบามากจนแทบจะไม่ได้ยินเซี่ยโหวฟ่งอวี้ก้มหน้าลงเล็กน้อย ราวกำลังรวบรวมความกล้า เป็นเวลาหลายอึดใจ กว่านางจะกล่าวขึ้น“ฉางอัน ขอโทษนะ”
“หืม?” ซูฉางอันชะงักไปเป็นเวลานานกว่าเขาจะได้สติกลับมาอีกครั้ง จากนั้นก็เผยประกายรอยยิ้มออกมาในที่สุด“เรื่องมันก็ผ่านไปแล้ว ศิษย์พี่ทำไปเพราะจำเป็น ข้าเข้าใจ”
“เพียงแต่...” เขาชะงักไปเล็กน้อย “ครั้งต่อไป หากศิษย์พี่มีเรื่องลำบากใจเรื่องใดอีกก็บอกข้ามาตรงๆ เถอะ”
“อืม!”เซี่ยโหวฟ่งอวี้พยักหน้าหนักๆ นางไม่รู้ตัวเลยว่าความตื้นตันใจครอบคลุมหัวใจเอาไว้หมดแล้ว นางก้มหน้าลงต่ำพลางถามด้วยเสียงเบาหวิว “หลายวันมานี้ ลำบากมากเลยสินะ?”
ซูฉางอันส่ายหน้า ก่อนจะพยักหน้าอีกครั้ง สักพักกว่าเขาจะพูดขึ้น
“เดิมที การมีชีวิตอยู่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอยู่แล้ว”
เซี่ยโหวฟ่งอวี้หัวใจสะเทือนทันทีที่ได้ยินดังนั้น ในที่สุดนางก็รวบรวมความกล้าเงยหน้าขึ้นมาสบตาที่ใสสะอาดคู่นั้นแล้วกล่าวขึ้น “ฉางอัน ข้าจะย้ายกลับไปอยู่ในสำนักเทียนหลาน”
น้ำเสียงของนางแฝงไปด้วยความแน่วแน่ที่ยากจะได้เห็นทำให้ซูฉางอันกลืนคำที่กำลังจะพูดออกมากลับเข้าไปทันที
“เรื่องของพี่ห้าเจ้าก็น่าจะรู้ดี”เซี่ยโหวฟ่งอวี้ดูออกว่าซูฉางอันกังวลเรื่องอะไร จึงส่งประกายรอยยิ้มออกมา“ข้าช่วยอะไรพี่ห้าไม่ได้ แต่กับสำนักเทียนหลาน ขอแค่ยังมีข้าอยู่ อย่างไรเสียพวกเขาต้องคำนึงถึงฐานะของข้าบ้าง แบบนั้น อาจช่วยพวกเจ้าได้ไม่มากก็น้อย”
ในเมื่อเซี่ยโหวฟ่งอวี้เอ่ยปากถึงเพียงนี้แล้ว ซูฉางอันย่อมปฏิเสธนางไม่ได้อีกอย่าง ตอนนี้สถานการณ์ของสำนักเทียนหลานก็แย่เต็มทีหากมีเซี่ยโหวฟ่งอวี้ที่เป็นองค์หญิงอยู่ด้วยก็อาจทำให้สถานการณ์ดีขึ้นได้ไม่มากก็น้อย เหตุนี้ เขาจึงพยักหน้าในที่สุด“ศิษย์พี่ วางใจเถอะ ข้าจะช่วยองค์ชายห้าออกมาให้ได้”
ถูกต้อง ซูฉางอันจะช่วยองค์ชายห้า หรือจะพูดอีกอย่างก็คือช่วยดึงเซี่ยโหวเซวียนออกจากการใส่ร้ายของเผ่าปีศาจในครั้งนี้
แน่นอน เขาไม่ได้พูดออกไปด้วยอารมณ์ชั่ววูบ
หลังอวี้เหิงจากไป แม้สำนักเทียนหลานจะถูกท้าทายและเย้ยหยันจากคนรอบด้านแต่ก่อนหน้านี้ ยังไม่เคยมีผู้ใดกล้าเข้ามาลงไม้ลงมือในสำนักเทียนหลานแม้สักคนเดียวอย่างมาก พวกเขาก็แค่วางแผนมาทำลายชื่อเสียง หรือใส่ร้ายซูฉางอันเท่านั้น
และหากจะพูดกันจริงๆ ที่พวกเขายังเกรงใจอยู่ก็เป็นเพราะอำนาจขององค์ชายห้า
ซูฉางอันคิดมาดีแล้ว หากอยากให้สำนักเทียนหลานดำรงอยู่ในโลกที่แสนวุ่นวายเช่นนี้ก็ต้องหามหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่พอเป็นที่พึ่ง หากอยู่ฝั่งเดียวกับกระแสอำนาจ พวกเขาจะรอดต่อไปได้แต่หากอยู่ฝั่งตรงข้าม ทางเดียวที่รอพวกเขาอยู่ก็คือความตาย เช่นนั้น สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือช่วยองค์ชายห้าออกมาให้ได้
และสำหรับเรื่องนี้ เขามั่นใจถึงห้าในสิบส่วน ว่าต้องช่วยองค์ชายห้าออกมาได้เป็นแน่
เซี่ยโหวฟ่งอวี้คิดไม่ถึงว่าซูฉางอันจะพูดเช่นนี้ นางชะงักไปครู่หนึ่งทว่าในตอนที่เตรียมจะถามเหตุผลที่ทำให้ซูฉางอันพูดแบบนั้น จู่ๆรถม้าก็หยุดลงเสียก่อน
เสียงแหบพร่าดังมาจากเบื้องหน้า เซี่ยโหวฟ่งอวี้รู้ว่าพวกเขามาถึงประตูจูเชว่แล้วเหตุนี้ จึงเก็บความสงสัยในใจเอาไว้ แล้วลงจากรถม้าพร้อมกับซูฉางอัน จากนั้นพาซูฉางอันเข้าไปในประตูจูเชว่มุ่งไปยังตำหนักไท่เหอ ซึ่งเป็นที่ประทับขององค์จักรพรรดิทันที
แน่นอน เส้นทางจากประตูจูเชว่ไปจนถึงตำหนักไท่เหอ เป็นระยะทางที่ยาวไกลมากแต่เพราะที่นี่เป็นพระราชวัง จึงควรสำรวมกิริยาเอาไว้ให้มากทั้งสองจึงไม่ได้พูดคุยกันระหว่างทาง เพียงเดินไปข้างหน้าอย่างเงียบๆ
ประมาณสิบห้านาทีต่อมา ในที่สุดพวกเขาก็มาหยุดอยู่หน้าตำหนักไท่เหออันแสนยิ่งใหญ่
“ซูฉางอันแห่งสำนักเทียนหลาน ขอเข้าเฝ้าฝ่าบาท!!!”เสียงแหลมๆ ของใครบางคนดังขึ้นอย่างเหมาะเจาะ
จากนั้น ซูฉางอันกับเซี่ยโหวฟ่งอวี้ก็เดินเข้าไปภายในตำหนักภายใต้การนำทางของขันทีที่เอาแต่โค้งตัวลงต่ำตลอดทาง
องค์จักรพรรดิ ยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน
เส้นผมดกหนาและยาวสลวย สวมชุดคลุมมังกรสีทอง บนหัวมีกวานสีทองประดับกำลังนั่งเท้าคาง หรี่ตา อิงพักอยู่บนบัลลังก์มังกรที่คนมากมายใฝ่ฝัน ราวกับอสุรกายที่กำลังดักซุ่มทว่าก็คล้ายราชสีห์ที่กำลังหลับใหลเช่นนั้น
ซูฉางอันแปลกใจเล็กน้อย ไม่เข้าใจว่าเหตุใดคนถึงพากันลือว่าพระองค์ใกล้จะสิ้นอายุขัยลงแล้ว
บัดนี้ องค์จักรพรรดิดูคล้ายเพิ่งจะมีอายุไม่เกินห้าสิบปีเท่านั้นยังทรงสง่าบารมีอยู่เลย ดูแข็งแรงและมีชีวิตชีวากว่าอวี้เหิงในช่วงที่กำลังจะจากไปเป็นร้อยๆเท่าก็ว่าได้
ขณะกำลังคิดเช่นนั้นในใจ จู่ๆ ประตูของตำหนักไท่เหอก็ปิดลงอีกครั้งทำให้เกิดเสียงเสียดสีดังขึ้นเบาๆ
แสงตะวันถูกบดบังลงไปอีกครา ตำหนักไท่เหอเหลือแต่ความมืดมิดแล้ว
จากนั้น ดวงไฟในตำหนักไท่เหอก็ถูกจุดขึ้นดวงแล้วดวงเล่า ทำให้ตำหนักกว้างปรากฏแสงสว่างอีกครั้งแสงริบหรี่จากดวงไฟ ทำให้ตำหนักแห่งนี้แลดูน่าเกรงขามมากขึ้นในพริบตา
ซูฉางอันรู้สึกตื่นตระหนกขึ้นมาอย่างยากจะอธิบาย เขาเงยหน้าขึ้นมองชายบนบัลลังก์อีกครั้ง
ทว่าชายผู้นั้นกลับลืมตาขึ้นเมื่อใดก็ไม่ทราบแสงที่ส่องประกายอยู่ในดวงตาของเขา สว่างไสวกว่าดวงไฟทั้งหมดในตำหนักไท่เหอเสียอีก
“ซูฉางอันแห่งสำนักเทียนหลาน ถวายบังคมฝ่าบาท”
“ฟ่งอวี้ถวายบังคมเสด็จพ่อ”
คนทั้งสองประสานมือ แล้วทำความเคารพแทบจะพร้อมกัน
“อืม” องค์จักรพรรดิพยักหน้าน้อยๆ จากนั้นก็มองไปยังซูฉางอันอย่างสำรวจตั้งแต่หัวจรดเท้า
วินาทีนั้น ซูฉางอันตื่นตระหนกเหลือเกิน สายตาขององค์จักรพรรดิคมกริบเหลือเกินราวกับดวงตาคู่นั้นสามารถมองทะลุเข้าไปถึงหัวใจและความคิดของเขาได้เช่นนั้น
แต่เขาก็ไม่ได้ขัดขืนเพราะเมื่ออยู่ต่อหน้านักรบแห่งดาราจักรที่แข็งแกร่งเช่นนี้พลังที่เขามีอยู่ช่างอ่อนด้อยไม่ต่างไปจากมดตัวจ้อยเลย
“เสด็จพ่อ! ท่านบอกว่ามีเรื่องจะหารือกับฉางอันไม่ใช่หรือเพคะ?” เมื่อรับรู้ได้ถึงความไม่ชอบมาพากลเซี่ยโหวฟ่งอวี้ที่อยู่อีกข้างจึงย่ำเท้า แล้วพูดด้วยเสียงแง่งอน
ทันใดนั้น องค์มหาจักรพรรดิก็ถอนสายตาออกจากร่างของซูฉางอันราวกับคนที่เพิ่งตื่นจากความฝันพระองค์หัวเราะเสียงดังลั่น แล้วเอ่ยขึ้น “ข้าแค่อยากดูคนดังที่ชื่อเสียงกระฉ่อนไปทั่วแผ่นดินต้าเว่ยผู้นี้เสียหน่อยไม่เห็นต้องกังวลขนาดนั้นเลย”
น้ำเสียงของพระองค์แฝงไปด้วยรังสีแห่งการหยอกล้อทำให้เซี่ยโหวฟ่งอวี้หน้าแดงขึ้นมาทันที
วินาทีที่องค์จักรพรรดิถอนสายตากลับไป ซูฉางอันก็ลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกแต่เมื่อรับรู้ได้ถึงการหยอกล้อในน้ำเสียงของพระองค์ จู่ๆ เขาก็ทำตัวไม่ถูกขึ้นมาเสียอย่างนั้นแต่ก็ไม่รู้ว่าควรจะตอบกลับไปเช่นไร ดังนั้นจึงได้แต่ยกมือขึ้นมาเกาจมูกอย่างเขินอาย แล้วมองไปที่คนทั้งสองเงียบๆ
“ในงานเลี้ยงวันนั้น ข้าดื่มมากไปหน่อย เลยไม่ได้มองเจ้าให้ดี แต่มาวันนี้เมื่อมองเจ้าดีๆ อีกครั้ง ข้าก็นึกถึงคำนั้นขึ้นมาทันที ....ราชสีห์ย่อมดูสง่าไม่ธรรมดามาตั้งแต่เกิด เมื่อเทียบกับชนชั้นสูงบางกลุ่มดูเหมือนเจ้าจะแข็งแกร่งและอยู่เหนือกว่าพวกเขาหลายเท่านัก!”
แน่นอน ซูฉางอันแยกไม่ออกว่าองค์จักรพรรดิกล่าวชมจริงๆ หรือเพียงแดกดันกันแน่แต่ไม่ว่าอย่างไร การถูกชมก็ถือเป็นเรื่องดี ดังนั้นเขาจึงตอบกลับไปอย่างจริงใจ“ขอบคุณ”
สำหรับเขา นี่เป็นการตอบที่เป็นปกติ และมีมารยาทมากแล้ว ทว่าองค์จักรพรรดิกับเซี่ยโหวฟ่งอวี้กลับอึ้งไปตามๆกัน
จากนั้น เสียงหัวเราะที่กึกก้องและจริงใจก็ดังออกมาจากปากขององค์จักรพรรดิกึกก้องอยู่ในตำหนักไท่เหออันแสนยิ่งใหญ่
หากเป็นคนธรรมดา เมื่อได้รับคำชมแล้วตอบกลับไปด้วยคำว่าขอบคุณ นับว่าเป็นเรื่องปกติ
แต่ผู้ที่อยู่เบื้องหน้าเขาเป็นถึงองค์จักรพรรดิ อย่างไรเสียเขาก็ต้องตอบกลับไปว่า ‘ฝ่าบาทยกยอเกินไปแล้ว’ สิจึงจะถูก
แต่ยังดีที่องค์จักรพรรดิไม่ถือสาอะไรอาจเป็นเพราะเขานั่งอยู่บนบัลลังก์สูงมานาน คนที่ได้เจอในแต่ละวัน หากไม่พูดอ้ำอึ้งด้วยความหวาดกลัวก็เป็นพวกปากปราศรัยน้ำใจเชือดคอ คล้ายน้ำผึ้งอาบยาพิษเหมือนซือหม่าสวี่
ดังนั้น การสนทนาด้วยภาษาบ้านๆ เช่นนี้กลับทำให้พระองค์รู้สึกเป็นกันเองมากกว่า
“น่าสนใจ น่าสนใจจริงๆ คนของสำนักเทียนหลานน่าสนใจทุกคนเสียจริง” องค์จักรพรรดิกล่าวระคนหัวเราะภายใต้สายตาที่เต็มไปด้วยความงงงวยของซูฉางอันก่อนจะพูดเปลี่ยนเรื่องอย่างกะทันหัน “ฉางอัน! เจ้าคิดว่าฟ่งอวี้เป็นดูอย่างไรบ้าง?”
“หืม?” ซูฉางอันชะงักไป แม้จะไม่เข้าใจว่าเหตุใดจู่ๆฝ่าบาทก็ถามเช่นนี้ออกมา แต่เขาก็ยังตอบกลับไปตามความจริง“ศิษย์พี่เป็นผู้หญิงที่ดีมาก”
“ดีมาก?” รอยยิ้มบนใบหน้าของฝ่าบาทถูกฉีกให้กว้างยิ่งขึ้น“ข้าจะประทานสมรสให้นางกับเจ้า เจ้าคิดเห็นว่าอย่างไร?”