ผ่านไปหกวันหลังจากงานคัดเลือกว่าที่ผู้นำตระกูลดวงดาว
การประชุมประจำเดือนของสี่ตระกูลใหญ่และสิบสองตระกูลชั้นสูงได้ถูกจัดขึ้นตามปกติ
กาเวนได้เสนอในที่ประชุมว่าควรยกเลิกกฎการจับคู่ชายหญิงเพราะตอนนี้เราไม่ได้ขาดแคลนประชากรแล้วหลังจากโต้เถียงกันเล็กน้อยเสียงส่วนใหญ่ได้เห็นด้วยกันความคิดของกาเวนดังนั้นนับแต่นี้ต่อไปจะไม่มีการจับคู่เกิดขึ้นอีกและหลังจากจบการประชุมนี้จะประกาศเื่นี้ให้ทุกคนในเมืองกำแพงได้รับทราบ
จากนั้นอเดลจึงเล่าเื่ที่พวกการินได้ประสบพบเจอมาในป่าวงกตนอกกากาเวนที่รู้เื่อยู่แล้วทุกคนแสดงอาการตกตะลึงเจือความหวาดกลัว
จากนั้นทุกคนจึงเริ่มโต้เถียงกันแจ็คเสนอความเห็นว่าควรยกเลิกความตั้งใจที่จะก่อตั้งเมืองใหม่ที่ป่าวงกตแล้วอยู่ในเมืองกลาซิสอย่างสงบเรียบร้อยไป
แต่ฟารอนนั้นเห็นต่างชายชรากล่าวว่าควรรอให้การินผู้ที่ได้รับพร์จากระฆังเลื่อนเป็ระดับดวงดาวก่อนตามคำแนะนำของบรรพบุรุษกลาซิสค่อยให้ชายหนุ่มเป็ผู้นำกวาดล้างสัตว์ร้ายทั้งทวีปคาดว่าเมื่อการินเป็ผู้มีรอยประทับระดับดวงดาวแล้วต่อให้เจอสัตว์ร้ายระดับทวีปสิบตัวก็ยังไหว
ทว่าอเดลก็ได้พูดเสริมขึ้นมาว่าหากรอให้การินเป็ระดับดวงดาวสัตว์ร้ายระดับทวีปตนนั้นที่กำลังวางแผนการอะไรสักอย่างจะทำแผนการที่ว่าเสร็จแล้วมาบุกทำลายเราก่อนหรือเปล่า?เพราะถึงยังไงสัตว์ร้ายทุกตนก็ได้รับคำสั่งทางสายเืให้ฆ่ามนุษย์จากราชันสัตว์ร้ายในอดีตซึ่งนั่นรวมถึงสัตว์ร้ายระดับทวีปตนนี้ด้วย
กาเวนที่นั่งเงียบมานานในที่สุดก็เอ่ยขึ้นบ้างแต่คำพูดของผู้นำตระกูลดวงดาวคนนี้ได้ทำให้ทุกคนในการประชุมต่างตกตะลึงระคนดีใจไปพร้อมกัน
นั่นเพราะสิ่งที่กาเวนบอกก็คือเขารู้สึกว่าอีกไม่นานตัวเองจะกลายเป็ระดับทวีปคำพูดดังกล่าวทำให้ทุกคนรู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่า ต้องรู้ว่านับั้แ่เมืองกำแพงถือกำเนิดขึ้นนั้นไม่เคยมีผู้มีรอยประทับระดับทวีปเกิดขึ้นเลยและเมื่อครู่นี้ทุกคนก็ได้รู้เหตุผลแล้วว่าเป็เพราะระฆังวิเศษดึงเอาพร์ของคนรุ่นเก่าไป
แม้ว่ามันอาจจะเกี่ยวข้องกับเื่กาเวนเป็พ่อของการินซึ่งได้รับพร์จากระฆังซึ่งอาจทำให้ผู้นำตระกูลดวงดาวคนนี้มีพร์สูงกว่าคนอื่นในรุ่นเดียวกันแต่พวกเขาก็ยังใอยู่ดี
จากนั้นกาเวนจึงได้เสนอว่ารอให้ตัวเขาเป็ระดับทวีปก่อนค่อยนำคนไปบุกป่าวงกตเพื่อทำลายแผนการอะไรสักอย่างของสัตว์ระดับทวีปตนนั้น
ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดนี้ถ้าจะให้บุกตอนนี้ก็มีแต่แพ้ทว่าหากรอให้การินเป็ผู้มีรอยประทับระดับดวงดาวก็นานเกินไปดังนั้นทางนี้จึงเป็ทางออกที่ดีที่สุด
เมื่อออกจากห้องประชุมแต่ละคนล้วนมีสีหน้าหลากหลายพวกเขารู้สึกว่าศึกที่จะเกิดขึ้นที่ป่าวงกตในอนาคตนี้จะเป็ตัวตัดสินอนาคตของมวลมนุษย์
หากแพ้ก็คงเป็จุดจบของเผ่าพันธุ์มนุษย์
หาชนะก็จะเป็การเริ่มต้นแห่งอิสรภาพที่แท้จริงของมวลมนุษย์
ข่าวเื่การยกเลิกกฎการจับคู่ถูกกระจายไปทั่วเมืองหลายต่อหลายคนรู้สึกยินดีที่ทางเมืองยกเลิกกฎนี้ แต่บางคนกลับรู้สึกเฉย ๆเพราะกฎการจับคู่นั้นมีมานานแล้ว ั้แ่พวกเขาจำความได้ก็ถูกปลูกฝังเื่นี้มาโดยตลอด
ภายในห้องนอนห้องหนึ่งในคฤกาสน์ตระกูลขนนก
อลิสค่อย ๆลืมตาตื่นขึ้นจากการหลับใหลขณะที่กำลังจะลุกขึ้นกลับมีร่างคนผู้คนปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่าแล้วคร่อมทับร่างอลิสไว้
อลิสไม่ได้ขยับหนีหรือขัดขืนเพราะรู้ว่าภายในเมืองนี้มีแค่คนเดียวที่ทำแบบนี้ได้
“นายมาแบบคนปกติเขาไม่ได้หรือไง”
อลิสบ่นพลางหันหน้าไปด้านข้าง
การินหัวเราะแนบริมฝีปากเข้าที่แก้มหญิงสาวหนึ่งครั้งแล้วกล่าวขึ้น
“เมื่อกี้ฉันขออนุญาตท่านพ่อตาแล้วนะท่านบอกว่าตามสบาย ครั้งต่อไปไม่ต้องมาขออนุญาตท่านก็ได้”
“แล้วท่านแม่ล่ะ?”
“ท่านพ่อตาบอกว่าเดี๋ยวจะไปคุยให้”
สิ้นคำชายหนุ่มก็ทิ้งตัวลงนอนด้านข้างอลิส
อลิสจ้องตาเขาพักใหญ่
“นายกับพี่ชายเป็ยังไงบ้าง?”
การินพลันยิ้มขึ้นมา
“ท่านพี่การันน่ะเหรอตอนนี้ท่านพี่กับฉันเราสนิทกันมาก สงสัยที่สู้กันครั้งก่อนอาจทำให้เราเข้าใจกันมากขึ้นแบบนี้ฉันต้องตีกับเขาบ่อย ๆ ใช่ไหม?”
“จะบ้ารึไงถ้าให้ผู้มีรอยประทับระดับอาณาจักรสู้กันบ่อย ๆพื้นที่รอบกำแพงคงยับเยินไม่เหลือชิ้นดีแน่นอนตอนที่นายสู้กับพี่ชายครั้งก่อนรู้ไหมว่าพวกนายทำใหู้เาหายไปกี่ลูก?”
การินหัวเราะแล้วเปลี่ยนมาจริงจังขึ้นเล็กน้อย
“ฉันได้รับคำสั่งให้กลับไปประจำการที่เขตตะวันออกเหมือนเดิมแล้วเธอล่ะ?ตอนนี้ภารกิจกวาดล้างป่าวงกตก็ล่มไปแล้วยังต้องประจำการอยู่เขตตะวันออกอยู่อีกไหม?”
“ยังต้องประจำเขตตะวันออกเหมือนเดิมท่านพ่อบอกว่าเพราะทิศนั้นอยู่ใกล้ป่าวงกตที่ตอนนี้ถือเป็เื่ใหญ่แต่พวกท่านก็ทิ้งเขตอื่นไม่ได้จึงต้องให้ผู้มีรอยประทับระดับอาณาจักรอย่างฉันประจำการอยู่ที่นั่นเผื่อเกิดเหตุฉุกเฉินการที่นายยังประจำการอยู่ที่นั่นก็น่าจะเป็เหตุผลเดียวกันใช่ไหม? คุณผู้ถูกเลือก”
การินยิ้มเจื่อนนับั้แ่ที่คนจากสี่ตระกูลผู้ปกครองและสิบสองตระกูลชั้นสูงรู้ว่าพร์ของเขาได้มาจากระฆังก็มักจะเรียกเขาว่า‘ผู้ถูกเลือก’ บ้างก็‘ความหวังของมวลมนุษย์’หรือไม่ก็‘ผู้กอบกู้’
จากนั้นดวงตาชายหนุ่มพลันเป็กระกายมุมปากยกยิ้มชั่วร้ายเมื่อจ้องอลิส หญิงสาวรู้ว่าจะเกิดอะไรใบหน้าจึงแดงก่ำ
ชายหนุ่มกลับไปคร่อมร่างหญิงสาวก่อนจะพรมจูบทั่วร่างของอีกฝ่าย
...
ก่อนจะกลับไปที่เขตตะวันออกการินกับอลิสได้ไปหาตากับยายก่อนพร้อมพูดเื่ที่กาเวนตัดสินใจให้การแต่งงานของเขากับอลิสเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนดก่อน
เมื่อคนชราทั้งสองได้ฟังก็รู้สึกโมโหเ้าลูกเขยคนนี้มากบอกว่าถ้าเ้าลูกเขยคนนี้มาเยี่ยมเมื่อไหร่จะไล่เตะก้นให้นั่งไม่ได้ไปหลายวันเลยทีเดียว
จากนั้นท่านยายจึงหันไปปลอบใจอลิสว่ายังไงก็ต้องได้จัดงานแต่งแน่ๆ ซึ่งอลิสได้พูดกลับไปว่าไม่ได้แต่งก็ไม่เป็ไรของแค่ได้อยู่กับการินก็พอ นี่ยิ่งทำให้คนชราทั้งสองเอ็นดูหญิงสาวยิ่งกว่าเก่าอีก
อยู่ค้างที่บ้านท่านตาท่านยายหนึ่งคืนการินถึงพาอลิสไปเขตตะวันออกในวันรุ่งขึ้น
ขณะที่การินเดินไปส่งอลิสที่ศูนย์บัญชาการหน่วยที่หนึ่งชายหนุ่มพลันถามขึ้นมาว่า
“จริงสิอลิสหลังจากเธอดูใบข้อมูลของฉันในวันแรกที่เธอมาในเขตตะวันออกแล้วเธอได้เปิดลิ้นชักใต้โต๊ะอันนั้นอีกหรือเปล่า?”
อลิสเอียงด้วยความสงสัยว่าทำไม่การินถึงถามแบบนี้
“ไม่เคยทำไมเหรอ?”
การินยกมือตบหน้าผากตัวเองฉาดหนึ่งแล้วนิ่งไปสองวินาทีแผ่นหนังแผ่นหนึ่งพลันปรากฏขึ้นที่ฝ่ามือของชายหนุ่ม
“ที่จริงแล้ววันนั้นฉันใช้นักรบจิติญญาไปสู้กับสัตว์ร้ายระดับหมู่บ้านตัวหนึ่งที่อยู่ไกลจากกำแพงประมาณสิบสามกิโลเมตรแล้วบังเอิญมันมีแผ่นหนังรอยประทับหลุดออกมาจากร่างของมันตอนตายฉันเลยใช้พลังเคลื่อนย้ายสิ่งของของนักรบจิติญญาให้ส่งแผ่นหนังรอยประทับกลับมาที่ตัวฉันเอง”
ชายหนุ่มกล่าวพร้อมยื่นมันไปทางอลิส
“จากนั้นฉันจึงให้นักรบจิติญญาเอามันไปไว้ใต้ลิ้นชักโต๊ะทำงานของเธอคิดไว้ว่าให้เธอพบตอนเปิดลิ้นชัก แต่ที่ไหนได้เธอไม่เคยเปิดลิ้นชักอีกซะงั้นที่ผ่านมาฉันก็ลืมถาม เพิ่งมาจำได้เอาตอนนี้แหละ”
อลิสหัวเราะ
“ถ้านายไม่บอกตอนนี้ฉันคงจะไม่รู้ไปอีกนานเลยนะเพราะฉันไม่มีความจำเป็ที่ต้องเปิดลิ้นชักใต้โต๊ะเลย”
พูดจบอลิสจึงได้ยื่นมือไปรับแผ่นรอยประทับจากการิน
ถ้าเกิดมีการได้รอยแผ่นหนังรอยประทับต้องเก็บไว้ที่คลังกลางของเมืองหรือถ้ายังไม่มีเวลาไปก็ต้องเก็บไว้ที่คลังของหน่วยนักรบที่หนึ่งของเขตนั้น ๆ
ชั่วขณะที่ปลายนิ้วของอลิสัักับแผ่นหนังรอยประทับรอยประทับบนแผ่นหนังพลันเปล่งแสงสีน้ำเงินเจิดจ้าออกมา
อลิสใจึงเผลอปล่อยมือทำให้แผ่นหนังรอยประทับร่วงหล่นลงพื้น
การินกับอลิสมองตากันโดยไม่พูดอะไรอลิสก้มลงไปเก็บแผ่นหนังขึ้นมาและเป็อีกครั้งที่รอยประทับบนแผ่นหนังเปล่งแสงสีน้ำเงินออกมา
การที่แผ่นหนังรอยประทับเปล่งแสงออกมานั้นหมายความว่าคนที่ถือมันอยู่มีความเข้ากันได้กับรอยประทับบนแผ่นหนัง!
“หยดเืใส่มันสิ”
เสียงของการินฟังดูตื่นเต้นเล็กน้อยใบหน้ามีความดีใจปรากฏอยู่ราวกับว่าคนที่มีความเข้ากับได้กับแผ่นหนังรอยประทับนี้เป็ตัวเขาเอง
อลิสมองการินแวบหนึ่งก่อนจะยกมือข้างที่ไม่ได้ถือแผ่นหนังขึ้นหญิงสาวทำการใช้เล็บนิ้วหัวแม่มือกรีดที่นิ้วชี้ของมือข้างเดียวกันจนเืหยดหนึ่งไหลออกมา
เมื่อเืหยดนั้นกระทบลงบนแผ่นหนังแสงที่เคยส่องสว่างอยู่แล้วพลันเจิดจ้าขึ้นอีกก่อนที่มันจะกลายเป็ละอองแล้วพุ่งไปที่ต้นแขนซ้ายของอลิสรอยประทับที่อยู่บนแผ่นหนังก็หายไป
การินมองไปที่ต้นแขนข้างซ้ายซึ่งมีแขนของเสื้อเชิ้ตแขนยาวปกปิดอยู่ก่อนจะเลื่อนสายตามองไปที่หน้าอกซ้ายของอลิส
“อยู่ข้างๆ กับรอยประทับเดิมเลยนะเนี่ย”
การินเผลอกล่าวขึ้นมา
ใบหน้าอลิสแดงขึ้นฟาดไปที่ต้นแขนชายหนุ่มทีหนึ่งแล้วเดินหนีไป
ชายหนุ่มตบปากตัวเองเบาๆ สองสามครั้ง
“ไอ้ปากไม่มีหูรูดเอ๊ยเลยไม่ได้ถามว่าได้พลังอะไรมา”
จากร่างกายของการินจึงจางหายไป
...
ที่สนามฝึกนักรบหน่วยที่สามสิบหกประจำเขตตะวันออก
ตอนนี้ทุกคนกำลังพักจากการฝึกกันอยู่
ลอเรลหันไปบ่นกับคาร์ลอย่างอดไม่ได้
“เฮ้อหัวหน้าหน่วยของเรานี่ก็จริง ๆ นะครับ บอกว่าจะกลับบ้านไปเยี่ยมคนในครอบครัวไม่รู้ไปเยี่ยมแบบไหนผ่านไปครึ่งเดือนแล้วก็ยังไม่กลับ”
คาร์ลพยักหน้าเห็นด้วยกำลังจะพูดอะไรสักอย่างแต่จู่ๆ ใบหน้าของชายวัยกลางคนกลับแข็งค้างแล้วส่ายหน้ารัว ๆ
ลอเรลขมวดคิ้วเมื่อเห็นภาพดังกล่าวก่อนที่เด็กหนุ่มจะได้พูดอะไรก็มีมือข้างหนึ่งมาตบที่ไหล่ของเขาตามมาด้วยเสียงเย็นเยียบของใครบางคนดังมาจากด้านหลัง
“เมื่อกี้ว่ายังไงนะ?ไหนลองพูดอีกทีสิ”
ร่างของลอเรลแข็งทื่อค่อย ๆ หมุนตัวไปด้านหลัง เมื่อพบว่าเป็การินใบหน้าของเด็กหนุ่มพลันซีดขาวก่อนจะส่งยิ้มจืดชืดให้อีกฝ่าย
“ผะ...ผมพูดว่า...ท่านหัวหน้าจะมะ...มีอะไรมาฝาก...พวกเราหรือเปล่านะ...ครับ...”
การินหัวเราะเสียงดังลูบศีรษะเด็กหนุ่มแล้วเดินไปใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง
“ฝึกไปเลยนะฉันไปนอนพักก่อน เฮ้อ เป็การ‘เยี่ยมครอบครัว’ที่เหนื่อยจริง ๆ”
พูดจบเขาก็นั่งลงหลังพิงต้นไม้แล้วหลับตา