ทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 49 รนหาที่ตายเอง

            เดิมทีพวกเขาคิดแผนการไว้ดิบดีแล้วต่อให้สวีเหรินจะไหวตัวทันจนมาอาละวาดที่มหาวิทยาลัยในภายหลังถึงตอนนั้นข้อมูลการทดลองในมือเขาก็คงถูกทำลายทิ้งไปจนหมดแล้ว

            และเมื่อไม่มีหลักฐานอะไรมาพิสูจน์ได้สวีเหรินก็คงต้องยอมก้มหน้ารับเคราะห์กรรมนี้ไปเองเพียงลำพัง

            ทว่าสองสามีภรรยาไม่คาดคิดเลยว่าแผนการที่พวกเขาวางไว้เสียดิบดีจะถูกจี้เยี่ยนจื๋อเข้ามาแทรกแซงจนกลายเป็นอุปสรรคชิ้นใหญ่ขนาดนี้

            ทุกคนในที่นั้นต่างมองออกถึงความลนลานของภรรยาหวังเจี้ยนหมิงทนายหลิวเห็นสบโอกาสจึงรีบเบนเข็มโจมตีทันที “คุณหยางครับผมเห็นเมื่อครู่คุณเอาแต่ครุ่นคิดอะไรบางอย่าง หรือว่าจะมีเรื่องอะไรที่...”

            “ไม่มีค่ะ ไม่มีอะไรทั้งนั้น!” ภรรยาของหวังเจี้ยนหมิงปฏิเสธเสียงหลงราวกับถูกจี้เอวก็ไม่ปาน “ฉันไม่ได้คิดอะไรเลย”

            หวังเจี้ยนหมิงกลัวว่าจี้เยี่ยนจื๋อจะจับพิรุธได้จึงรีบกันภรรยาไปไว้ด้านหลัง “ขอโทษด้วยครับเธอค่อนข้างขวัญเสียกับเรื่องที่เกิดขึ้น อารมณ์เลยไม่ค่อยคงที่เท่าไหร่”

            “เข้าใจได้ครับ” จี้เยี่ยนจื๋อยกยิ้มบางพลางเอ่ย“ถ้าคุณหวังนึกรายละเอียดอะไรที่เกี่ยวข้องขึ้นมาได้เมื่อไหร่ติดต่อทนายหลิวได้ทุกเมื่อนะครับ ขอเพียงแค่ได้โน้ตบุ๊กของสวีเหรินกลับคืนมาเงื่อนไขแบบไหนผมก็พร้อมจะเสนอให้คุณทั้งสองคนครับ”

            คำพูดนี้แฝงนัยว่าเขาพร้อมทุ่มสุดตัวโดยไม่สนราคาหวังเจี้ยนหมิงรู้สึกราวกับมีหินก้อนยักษ์ถ่วงอยู่ในอกมันแกว่งไกวไปมาอย่างน่าหวาดเสียวและไม่รู้ว่าจะตกลงมาทับเขาเมื่อไหร่

            เขาบีบมือตัวเองแน่นเดิมทีเคยคิดว่าหลังจากเรื่องนี้ผ่านพ้นไปจะหาโอกาสชดเชยให้สวีเหรินอย่างงามแต่ในเมื่อตอนนี้เขาถูกต้อนจนจนมุมถึงขอบเหว ดังนั้น เพื่อความอยู่รอดของตัวเองเขาก็จำเป็นต้องลงมือก่อน

            ในระหว่างที่สวีเหรินยังไม่ออกมาหลังจากพูดคุยกันได้ครู่หนึ่ง หวังเจี้ยนหมิงก็ขอตัวออกไปซื้อน้ำ

            จี้เยี่ยนจื๋อเหลือบมองคนข้างกายเพียงแวบเดียวเลี่ยวข่ายก็เข้าใจเจตนาทันทีและลุกเดินตามออกไป

            ราวสิบห้านาทีต่อมาตรงหัวมุมถนนใกล้สถานีตำรวจ บอดี้การ์ดสองคนวิ่งข้ามถนนตรงมาหาเลี่ยวข่าย

            “เป็นยังไงบ้าง?”

            บอดี้การ์ดในชุดโค้ทสีดำบุ้ยปากไปทางฝั่งตรงข้าม“พอหมอนั่นเข้าไปในมินิมาร์ทก็เริ่มโทรศัพท์ทันทีผมแกล้งทำเป็นเลือกของเลยได้ยินเขาโทรหาฝ่ายทะเบียนของมหาวิทยาลัยบอกว่าสวีเหรินขโมยของในบ้านเขาแล้วตอนนี้ถูกตำรวจจับตัวไปแล้วครับ”

            เลี่ยวข่ายเดาะลิ้นอย่างไม่สบอารมณ์ก่อนจะหันไปถามอีกคน “แล้วนายล่ะ?”

            บอดี้การ์ดอีกคนรายงานต่อ“พอเขาออกจากมินิมาร์ทผมก็สะกดรอยตามไปเขาบอกว่าสวีเหรินเป็นลูกศิษย์ที่เขาสั่งสอนมาหลายปีไม่อยากให้ต้องหมดอนาคตเพราะความหลงผิดชั่ววูบเลยอยากจะประสานผ่านทางมหาวิทยาลัยให้ญาติของสวีเหรินมาเซ็นเอกสารยอมความครับ”

            เลี่ยวข่ายเป็นคนจัดการเรื่องสืบประวัติของสวีเหรินตั้งแต่ต้นจึงรู้ดีว่าพ่อของเด็กหนุ่มเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจากการทำงานส่วนแม่ก็ป่วยตายไปนานแล้ว เขาเติบโตมากับตาเพียงสองคนซึ่งตาของเขาก็ไม่รู้หนังสือแม้แต่ตัวอักษรเดียว ย่อมไม่มีทางรู้เรื่องกฎหมายถึงตอนนั้นหวังเจี้ยนหมิงจะเป่าหูอะไร ตาของเขาก็คงต้องคล้อยตามไปหมด

            “พี่เลี่ยวครับ หลังจากไอ้แซ่หวังนั่นโทรศัพท์เสร็จเขาก็พิมพ์ข้อความต่อผมแกล้งเดินผ่านหน้าเขาเห็นไม่ชัดว่าพิมพ์อะไรบ้างแต่หน้าต่างแชตนั่นดูเหมือนจะเป็นกลุ่มวีแชตครับ”

            เลี่ยวข่ายตบไหล่ลูกน้องเบาๆ“ทำดีมาก พวกนายกลับไปรอที่รถก่อนเถอะ”

            ...

            เมื่อเขากลับมาที่สถานีตำรวจหวังเจี้ยนหมิงก็ยังไม่กลับมาเลี่ยวข่ายจึงทรุดตัวลงนั่งข้างจี้เยี่ยนจื๋อแล้วกระซิบรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด

            มุมปากของจี้เยี่ยนจื๋อหยักโค้งเป็นรอยยิ้มที่เย็นเยียบเดิมทีเขาคิดจะรอให้สวีเหรินออกมาแล้วให้เจ้าตัวเป็นคนตัดสินใจเองแต่ในเมื่อหวังเจี้ยนหมิงเลือกทำเช่นนี้ก็ถือว่าเป็นการรนหาที่ตายด้วยตัวเองโดยแท้

            “แจ้งฝ่ายกฎหมาย ส่งคนสองคนไปที่มหาวิทยาลัยซะ”

            พูดจบเขาก็ลดขาที่ไขว่ห้างลงและลุกขึ้นเดินตรงไปหาเจ้าหน้าที่ตำรวจ “คุณตำรวจครับผมต้องการแจ้งความ มีบุคคลต้องสงสัยว่าโจรกรรมความลับทางการค้าของบริษัทผมครับ”

            ...

            ในเวลาเดียวกันจี้ทิงกำลังแหงนหน้ามองอาคารที่พักอาศัยแห่งหนึ่ง

            ตอนนี้เขาอยู่ที่หมู่บ้านที่หวังเจี้ยนหมิงอาศัยอยู่อีกฝ่ายพักอยู่ที่ห้องทางทิศตะวันออกบนชั้นแปดของตึกนี้ แต่ที่น่าแปลกคือสัญญาณการติดต่อครั้งสุดท้ายจากมือถือของสวีเหรินกลับปรากฏอยู่ที่ชั้นสี่ของตึกเดียวกัน

            จี้ทิงละสายตาลงแล้วก้าวเท้าเข้าไปในตึก

            เขาขึ้นลิฟต์ไปยังชั้นแปดและทันทีที่ประตูเปิดออกก็เห็นกล้องวงจรปิดติดตั้งอยู่หน้าห้องของหวังเจี้ยนหมิงพอดี

            จี้ทิงไม่รั้งอยู่ตรงนั้นนานเขาหมุนตัวกลับเข้าลิฟต์ไป

            ขณะที่ลิฟต์เคลื่อนลงไปยังชั้นสี่เขาก็เจาะเข้าสู่ระบบของกล้องตัวนั้นเรียบร้อยแล้ว

            เดิมทีจี้ทิงตั้งใจจะตัดต่อภาพในช่วงเวลาหนึ่งนาทีที่ผ่านมาทิ้งแต่กลับพบว่าไฟล์ภาพในกล้องวงจรปิดมีร่องรอยการถูกแก้ไขมาก่อนหน้านี้แล้ว

            เขาจัดการบันทึกหลักฐานนั้นไว้ประจวบเหมาะกับที่ลิฟต์มาถึงชั้นสี่พอดี

            จี้ทิงเดินออกมาหยุดอยู่ที่หน้าห้องฝั่งตะวันตกของชั้นสี่แล้วลองกดโทรออกหาเบอร์ของสวีเหรินอีกครั้ง “ขออภัยค่ะหมายเลขที่ท่านเรียกปิดเครื่อง...”

            เขาลดโทรศัพท์ลงจากหูและตรวจสอบตำแหน่งที่สัญญาณส่งออกมาอีกครั้งในใจก็ประมวลผลเหตุการณ์ทั้งหมดได้อย่างทะลุปรุโปร่ง

            หมู่บ้านนี้มีกล้องวงจรปิดเฉพาะตามถนนสายหลักภายในอาคารนอกจากในลิฟต์แล้วก็ไม่มีจุดอื่นอีก

            หวังเจี้ยนหมิงและภรรยาย่อมรู้เรื่องนี้ดีพวกเขาจึงแอบเช่าห้องที่ชั้นสี่ไว้ล่วงหน้า แล้วย้ายของมาซ่อนที่นี่ในตอนกลางคืนหลังจากนั้นก็กลับไปแก้ไขไฟล์วิดีโอจากกล้องวงจรปิดหน้าห้องตัวเองเพื่อทำให้หลักฐานที่ว่ามีเพียงสวีเหรินคนเดียวที่เข้าไปในบ้านหวังเจี้ยนหมิงก่อนเกิดเหตุกลายเป็นเรื่องที่เถียงไม่ได้

            จี้ทิงเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋าเสื้อโค้ทสายตากวาดผ่านป้ายประกาศเช่าห้องที่แปะอยู่บนประตูเหล็กดัด ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป

            หลังจากออกมาจากหมู่บ้านเขาก็ตรงไปยังโรงภาพยนตร์ส่วนตัวที่อยู่ฝั่งตรงข้ามถนน

            เมื่อเข้าไปในห้องรับรองส่วนตัวจี้ทิงก็เริ่มค้นหาข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ในละแวกนั้น แล้วเลือกโทรหาตัวแทนอสังหาฯที่อยู่ใกล้กับหมู่บ้านที่สุด “สวัสดีครับผมต้องการเช่าห้องแบบสามห้องนอนสองห้องนั่งเล่นใกล้ๆ กับหมู่บ้านเหอหยวนครับ”

            “ครับ พอดีมีผู้สูงอายุอยู่ด้วย ขอชั้นที่ไม่สูงมากนักระหว่างชั้นสามถึงชั้นห้าจะดีที่สุดครับ”

            ครึ่งชั่วโมงต่อมาตัวแทนอสังหาฯ คนหนึ่งก็รุดมาถึงตึกห้าของหมู่บ้านเหอหยวน

            ทันทีที่ก้าวออกจากลิฟต์เขาก็รีบกดวิดีโอคอลหาลูกค้าเมื่ออีกฝ่ายกดรับบนหน้าจอก็ปรากฏใบหน้าของชายหนุ่มสวมแว่นผู้หนึ่งที่มีท่าทางสุภาพและดูมีความรู้

            “พี่ครับ ผมมาถึงแล้วครับ” ระหว่างที่พูดตัวแทนก็ใช้กุญแจไขเปิดประตูเหล็กหน้าห้องฝั่งตะวันตกของชั้นสี่ “พี่ดูสิครับ นี่คือหน้าประตู ตู้รองเท้าอะไรพวกนี้ยังใหม่เอี่ยมเลย”

            ตัวแทนชูโทรศัพท์ขึ้นพาเดินชมห้องผ่านวิดีโอคอล ตั้งแต่ห้องนั่งเล่น ห้องครัว แล้วจึงไปต่อที่ห้องนอน

            “เจ้าของห้องบอกว่าเตียงพวกนี้เพิ่งซื้อเมื่อปีที่แล้วเองครับเพราะงั้นสะอาดแน่นอน”

            จากการเดินวนดูรอบๆนอกจากเฟอร์นิเจอร์พื้นฐานแล้ว จี้ทิงยังไม่เห็นสิ่งผิดปกติอย่างอื่น

            “เสี่ยวหยาง สะดวกให้ผมดูพวกตู้ในห้องหน่อยไหม?”

            “ไม่มีปัญหาเลยครับพี่”

            ตัวแทนตอบพลางเดินตรงไปที่ตู้เสื้อผ้าที่ใกล้ที่สุด“พี่ครับผมจะบอกให้ว่าตู้เสื้อผ้าแบบบิลต์อินแบบนี้เก็บของได้เยอะมาก พี่ดูสิ...”

            เขาเปิดตู้ตั้งใจจะโชว์พื้นที่ด้านในแต่กลับต้องชะงักเมื่อเห็นข้าวของระเกะระกะอัดแน่นอยู่ข้างในและบนสุดนั้นมีโน้ตบุ๊กเครื่องหนึ่งวางอยู่

            ตัวแทนทำหน้าเจื่อนด้วยความเขินอาย“เอ่อ... สงสัยจะเป็นของของผู้เช่าคนเดิมน่ะครับแต่พี่วางใจได้นะครับ ก่อนพี่จะย้ายเข้า เขาต้องเคลียร์ให้สะอาดกริ๊บแน่นอน”

            “อืม...” ชายหนุ่มในวิดีโอคอลครางรับในลำคอคล้ายกำลังลังเล “ห้องนี้ผมค่อนข้างพอใจนะแต่คุณแน่ใจใช่ไหมว่าผู้เช่าจะย้ายออกก่อนสิ้นเดือนนี้จริงๆ?”

            “ย้ายแน่นอนครับพี่ ในสัญญาระบุไว้ชัดเจนครับ”

            ชายหนุ่มเม้มปากครุ่นคิดอยู่สองสามวินาที“เอาอย่างนี้แล้วกัน ผมอยากยืนยันกับเจ้าของห้องด้วยตัวเองถ้าเขารับประกันได้ เราก็เซ็นสัญญากันวันนี้เลย”

            ตัวแทนดีใจที่เจอเคสตัดสินใจไวแบบนี้เขารีบบอกทันทีว่าเจ้าของห้องอยู่ไม่ไกล เดี๋ยวจะรีบเรียกให้มาหาเดี๋ยวนี้เลย

            ตัวแทนไม่ได้พูดเกินจริงเพราะเพียงสิบกว่านาทีต่อมา จี้ทิงก็ได้เห็นเจ้าของห้องผ่านหน้าจอวิดีโอคอล

            ทั้งสองคนพูดคุยยืนยันเรื่องกำหนดเวลาการย้ายเข้าเรียบร้อยและเมื่อทำท่าว่าการเช่าห้องจะตกลงกันได้ จี้ทิงก็เริ่มต่อรองราคา“เดือนละแปดพันห้าร้อยนี่แพงไปหน่อยนะครับพอดีผมเพิ่งได้งานเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาที่มหาลัยปักกิ่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนี่เองคุณพอจะลดค่าเช่าลงหน่อยได้ไหมครับ?”

            เจ้าของห้องเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ“ตายจริง บังเอิญจังเลยนะผู้เช่าคนปัจจุบันของเขาก็มาจากมหาลัยปักกิ่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเหมือนกันแถมยังเป็นถึงระดับศาสตราจารย์เลยนะนั่น”

             

             

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว ที่คุณอ่าน

    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    นิยาย รัก
    421K 828
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    นิยาย รัก
    1.05M 604
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    นิยาย รัก
    989K 1570
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    นิยาย รัก
    671K 788
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808