เดิมทีพวกเขาคิดแผนการไว้ดิบดีแล้วต่อให้สวีเหรินจะไหวตัวทันจนมาอาละวาดที่มหาวิทยาลัยในภายหลังถึงตอนนั้นข้อมูลการทดลองในมือเขาก็คงถูกทำลายทิ้งไปจนหมดแล้ว
และเมื่อไม่มีหลักฐานอะไรมาพิสูจน์ได้สวีเหรินก็คงต้องยอมก้มหน้ารับเคราะห์กรรมนี้ไปเองเพียงลำพัง
ทว่าสองสามีภรรยาไม่คาดคิดเลยว่าแผนการที่พวกเขาวางไว้เสียดิบดีจะถูกจี้เยี่ยนจื๋อเข้ามาแทรกแซงจนกลายเป็นอุปสรรคชิ้นใหญ่ขนาดนี้
ทุกคนในที่นั้นต่างมองออกถึงความลนลานของภรรยาหวังเจี้ยนหมิงทนายหลิวเห็นสบโอกาสจึงรีบเบนเข็มโจมตีทันที “คุณหยางครับผมเห็นเมื่อครู่คุณเอาแต่ครุ่นคิดอะไรบางอย่าง หรือว่าจะมีเรื่องอะไรที่...”
“ไม่มีค่ะ ไม่มีอะไรทั้งนั้น!” ภรรยาของหวังเจี้ยนหมิงปฏิเสธเสียงหลงราวกับถูกจี้เอวก็ไม่ปาน “ฉันไม่ได้คิดอะไรเลย”
หวังเจี้ยนหมิงกลัวว่าจี้เยี่ยนจื๋อจะจับพิรุธได้จึงรีบกันภรรยาไปไว้ด้านหลัง “ขอโทษด้วยครับเธอค่อนข้างขวัญเสียกับเรื่องที่เกิดขึ้น อารมณ์เลยไม่ค่อยคงที่เท่าไหร่”
“เข้าใจได้ครับ” จี้เยี่ยนจื๋อยกยิ้มบางพลางเอ่ย“ถ้าคุณหวังนึกรายละเอียดอะไรที่เกี่ยวข้องขึ้นมาได้เมื่อไหร่ติดต่อทนายหลิวได้ทุกเมื่อนะครับ ขอเพียงแค่ได้โน้ตบุ๊กของสวีเหรินกลับคืนมาเงื่อนไขแบบไหนผมก็พร้อมจะเสนอให้คุณทั้งสองคนครับ”
คำพูดนี้แฝงนัยว่าเขาพร้อมทุ่มสุดตัวโดยไม่สนราคาหวังเจี้ยนหมิงรู้สึกราวกับมีหินก้อนยักษ์ถ่วงอยู่ในอกมันแกว่งไกวไปมาอย่างน่าหวาดเสียวและไม่รู้ว่าจะตกลงมาทับเขาเมื่อไหร่
เขาบีบมือตัวเองแน่นเดิมทีเคยคิดว่าหลังจากเรื่องนี้ผ่านพ้นไปจะหาโอกาสชดเชยให้สวีเหรินอย่างงามแต่ในเมื่อตอนนี้เขาถูกต้อนจนจนมุมถึงขอบเหว ดังนั้น เพื่อความอยู่รอดของตัวเองเขาก็จำเป็นต้องลงมือก่อน
ในระหว่างที่สวีเหรินยังไม่ออกมาหลังจากพูดคุยกันได้ครู่หนึ่ง หวังเจี้ยนหมิงก็ขอตัวออกไปซื้อน้ำ
จี้เยี่ยนจื๋อเหลือบมองคนข้างกายเพียงแวบเดียวเลี่ยวข่ายก็เข้าใจเจตนาทันทีและลุกเดินตามออกไป
ราวสิบห้านาทีต่อมาตรงหัวมุมถนนใกล้สถานีตำรวจ บอดี้การ์ดสองคนวิ่งข้ามถนนตรงมาหาเลี่ยวข่าย
“เป็นยังไงบ้าง?”
บอดี้การ์ดในชุดโค้ทสีดำบุ้ยปากไปทางฝั่งตรงข้าม“พอหมอนั่นเข้าไปในมินิมาร์ทก็เริ่มโทรศัพท์ทันทีผมแกล้งทำเป็นเลือกของเลยได้ยินเขาโทรหาฝ่ายทะเบียนของมหาวิทยาลัยบอกว่าสวีเหรินขโมยของในบ้านเขาแล้วตอนนี้ถูกตำรวจจับตัวไปแล้วครับ”
เลี่ยวข่ายเดาะลิ้นอย่างไม่สบอารมณ์ก่อนจะหันไปถามอีกคน “แล้วนายล่ะ?”
บอดี้การ์ดอีกคนรายงานต่อ“พอเขาออกจากมินิมาร์ทผมก็สะกดรอยตามไปเขาบอกว่าสวีเหรินเป็นลูกศิษย์ที่เขาสั่งสอนมาหลายปีไม่อยากให้ต้องหมดอนาคตเพราะความหลงผิดชั่ววูบเลยอยากจะประสานผ่านทางมหาวิทยาลัยให้ญาติของสวีเหรินมาเซ็นเอกสารยอมความครับ”
เลี่ยวข่ายเป็นคนจัดการเรื่องสืบประวัติของสวีเหรินตั้งแต่ต้นจึงรู้ดีว่าพ่อของเด็กหนุ่มเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจากการทำงานส่วนแม่ก็ป่วยตายไปนานแล้ว เขาเติบโตมากับตาเพียงสองคนซึ่งตาของเขาก็ไม่รู้หนังสือแม้แต่ตัวอักษรเดียว ย่อมไม่มีทางรู้เรื่องกฎหมายถึงตอนนั้นหวังเจี้ยนหมิงจะเป่าหูอะไร ตาของเขาก็คงต้องคล้อยตามไปหมด
“พี่เลี่ยวครับ หลังจากไอ้แซ่หวังนั่นโทรศัพท์เสร็จเขาก็พิมพ์ข้อความต่อผมแกล้งเดินผ่านหน้าเขาเห็นไม่ชัดว่าพิมพ์อะไรบ้างแต่หน้าต่างแชตนั่นดูเหมือนจะเป็นกลุ่มวีแชตครับ”
เลี่ยวข่ายตบไหล่ลูกน้องเบาๆ“ทำดีมาก พวกนายกลับไปรอที่รถก่อนเถอะ”
...
เมื่อเขากลับมาที่สถานีตำรวจหวังเจี้ยนหมิงก็ยังไม่กลับมาเลี่ยวข่ายจึงทรุดตัวลงนั่งข้างจี้เยี่ยนจื๋อแล้วกระซิบรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด
มุมปากของจี้เยี่ยนจื๋อหยักโค้งเป็นรอยยิ้มที่เย็นเยียบเดิมทีเขาคิดจะรอให้สวีเหรินออกมาแล้วให้เจ้าตัวเป็นคนตัดสินใจเองแต่ในเมื่อหวังเจี้ยนหมิงเลือกทำเช่นนี้ก็ถือว่าเป็นการรนหาที่ตายด้วยตัวเองโดยแท้
“แจ้งฝ่ายกฎหมาย ส่งคนสองคนไปที่มหาวิทยาลัยซะ”
พูดจบเขาก็ลดขาที่ไขว่ห้างลงและลุกขึ้นเดินตรงไปหาเจ้าหน้าที่ตำรวจ “คุณตำรวจครับผมต้องการแจ้งความ มีบุคคลต้องสงสัยว่าโจรกรรมความลับทางการค้าของบริษัทผมครับ”
...
ในเวลาเดียวกันจี้ทิงกำลังแหงนหน้ามองอาคารที่พักอาศัยแห่งหนึ่ง
ตอนนี้เขาอยู่ที่หมู่บ้านที่หวังเจี้ยนหมิงอาศัยอยู่อีกฝ่ายพักอยู่ที่ห้องทางทิศตะวันออกบนชั้นแปดของตึกนี้ แต่ที่น่าแปลกคือสัญญาณการติดต่อครั้งสุดท้ายจากมือถือของสวีเหรินกลับปรากฏอยู่ที่ชั้นสี่ของตึกเดียวกัน
จี้ทิงละสายตาลงแล้วก้าวเท้าเข้าไปในตึก
เขาขึ้นลิฟต์ไปยังชั้นแปดและทันทีที่ประตูเปิดออกก็เห็นกล้องวงจรปิดติดตั้งอยู่หน้าห้องของหวังเจี้ยนหมิงพอดี
จี้ทิงไม่รั้งอยู่ตรงนั้นนานเขาหมุนตัวกลับเข้าลิฟต์ไป
ขณะที่ลิฟต์เคลื่อนลงไปยังชั้นสี่เขาก็เจาะเข้าสู่ระบบของกล้องตัวนั้นเรียบร้อยแล้ว
เดิมทีจี้ทิงตั้งใจจะตัดต่อภาพในช่วงเวลาหนึ่งนาทีที่ผ่านมาทิ้งแต่กลับพบว่าไฟล์ภาพในกล้องวงจรปิดมีร่องรอยการถูกแก้ไขมาก่อนหน้านี้แล้ว
เขาจัดการบันทึกหลักฐานนั้นไว้ประจวบเหมาะกับที่ลิฟต์มาถึงชั้นสี่พอดี
จี้ทิงเดินออกมาหยุดอยู่ที่หน้าห้องฝั่งตะวันตกของชั้นสี่แล้วลองกดโทรออกหาเบอร์ของสวีเหรินอีกครั้ง “ขออภัยค่ะหมายเลขที่ท่านเรียกปิดเครื่อง...”
เขาลดโทรศัพท์ลงจากหูและตรวจสอบตำแหน่งที่สัญญาณส่งออกมาอีกครั้งในใจก็ประมวลผลเหตุการณ์ทั้งหมดได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
หมู่บ้านนี้มีกล้องวงจรปิดเฉพาะตามถนนสายหลักภายในอาคารนอกจากในลิฟต์แล้วก็ไม่มีจุดอื่นอีก
หวังเจี้ยนหมิงและภรรยาย่อมรู้เรื่องนี้ดีพวกเขาจึงแอบเช่าห้องที่ชั้นสี่ไว้ล่วงหน้า แล้วย้ายของมาซ่อนที่นี่ในตอนกลางคืนหลังจากนั้นก็กลับไปแก้ไขไฟล์วิดีโอจากกล้องวงจรปิดหน้าห้องตัวเองเพื่อทำให้หลักฐานที่ว่ามีเพียงสวีเหรินคนเดียวที่เข้าไปในบ้านหวังเจี้ยนหมิงก่อนเกิดเหตุกลายเป็นเรื่องที่เถียงไม่ได้
จี้ทิงเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋าเสื้อโค้ทสายตากวาดผ่านป้ายประกาศเช่าห้องที่แปะอยู่บนประตูเหล็กดัด ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป
หลังจากออกมาจากหมู่บ้านเขาก็ตรงไปยังโรงภาพยนตร์ส่วนตัวที่อยู่ฝั่งตรงข้ามถนน
เมื่อเข้าไปในห้องรับรองส่วนตัวจี้ทิงก็เริ่มค้นหาข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ในละแวกนั้น แล้วเลือกโทรหาตัวแทนอสังหาฯที่อยู่ใกล้กับหมู่บ้านที่สุด “สวัสดีครับผมต้องการเช่าห้องแบบสามห้องนอนสองห้องนั่งเล่นใกล้ๆ กับหมู่บ้านเหอหยวนครับ”
“ครับ พอดีมีผู้สูงอายุอยู่ด้วย ขอชั้นที่ไม่สูงมากนักระหว่างชั้นสามถึงชั้นห้าจะดีที่สุดครับ”
ครึ่งชั่วโมงต่อมาตัวแทนอสังหาฯ คนหนึ่งก็รุดมาถึงตึกห้าของหมู่บ้านเหอหยวน
ทันทีที่ก้าวออกจากลิฟต์เขาก็รีบกดวิดีโอคอลหาลูกค้าเมื่ออีกฝ่ายกดรับบนหน้าจอก็ปรากฏใบหน้าของชายหนุ่มสวมแว่นผู้หนึ่งที่มีท่าทางสุภาพและดูมีความรู้
“พี่ครับ ผมมาถึงแล้วครับ” ระหว่างที่พูดตัวแทนก็ใช้กุญแจไขเปิดประตูเหล็กหน้าห้องฝั่งตะวันตกของชั้นสี่ “พี่ดูสิครับ นี่คือหน้าประตู ตู้รองเท้าอะไรพวกนี้ยังใหม่เอี่ยมเลย”
ตัวแทนชูโทรศัพท์ขึ้นพาเดินชมห้องผ่านวิดีโอคอล ตั้งแต่ห้องนั่งเล่น ห้องครัว แล้วจึงไปต่อที่ห้องนอน
“เจ้าของห้องบอกว่าเตียงพวกนี้เพิ่งซื้อเมื่อปีที่แล้วเองครับเพราะงั้นสะอาดแน่นอน”
จากการเดินวนดูรอบๆนอกจากเฟอร์นิเจอร์พื้นฐานแล้ว จี้ทิงยังไม่เห็นสิ่งผิดปกติอย่างอื่น
“เสี่ยวหยาง สะดวกให้ผมดูพวกตู้ในห้องหน่อยไหม?”
“ไม่มีปัญหาเลยครับพี่”
ตัวแทนตอบพลางเดินตรงไปที่ตู้เสื้อผ้าที่ใกล้ที่สุด“พี่ครับผมจะบอกให้ว่าตู้เสื้อผ้าแบบบิลต์อินแบบนี้เก็บของได้เยอะมาก พี่ดูสิ...”
เขาเปิดตู้ตั้งใจจะโชว์พื้นที่ด้านในแต่กลับต้องชะงักเมื่อเห็นข้าวของระเกะระกะอัดแน่นอยู่ข้างในและบนสุดนั้นมีโน้ตบุ๊กเครื่องหนึ่งวางอยู่
ตัวแทนทำหน้าเจื่อนด้วยความเขินอาย“เอ่อ... สงสัยจะเป็นของของผู้เช่าคนเดิมน่ะครับแต่พี่วางใจได้นะครับ ก่อนพี่จะย้ายเข้า เขาต้องเคลียร์ให้สะอาดกริ๊บแน่นอน”
“อืม...” ชายหนุ่มในวิดีโอคอลครางรับในลำคอคล้ายกำลังลังเล “ห้องนี้ผมค่อนข้างพอใจนะแต่คุณแน่ใจใช่ไหมว่าผู้เช่าจะย้ายออกก่อนสิ้นเดือนนี้จริงๆ?”
“ย้ายแน่นอนครับพี่ ในสัญญาระบุไว้ชัดเจนครับ”
ชายหนุ่มเม้มปากครุ่นคิดอยู่สองสามวินาที“เอาอย่างนี้แล้วกัน ผมอยากยืนยันกับเจ้าของห้องด้วยตัวเองถ้าเขารับประกันได้ เราก็เซ็นสัญญากันวันนี้เลย”
ตัวแทนดีใจที่เจอเคสตัดสินใจไวแบบนี้เขารีบบอกทันทีว่าเจ้าของห้องอยู่ไม่ไกล เดี๋ยวจะรีบเรียกให้มาหาเดี๋ยวนี้เลย
ตัวแทนไม่ได้พูดเกินจริงเพราะเพียงสิบกว่านาทีต่อมา จี้ทิงก็ได้เห็นเจ้าของห้องผ่านหน้าจอวิดีโอคอล
ทั้งสองคนพูดคุยยืนยันเรื่องกำหนดเวลาการย้ายเข้าเรียบร้อยและเมื่อทำท่าว่าการเช่าห้องจะตกลงกันได้ จี้ทิงก็เริ่มต่อรองราคา“เดือนละแปดพันห้าร้อยนี่แพงไปหน่อยนะครับพอดีผมเพิ่งได้งานเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาที่มหาลัยปักกิ่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนี่เองคุณพอจะลดค่าเช่าลงหน่อยได้ไหมครับ?”
เจ้าของห้องเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ“ตายจริง บังเอิญจังเลยนะผู้เช่าคนปัจจุบันของเขาก็มาจากมหาลัยปักกิ่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเหมือนกันแถมยังเป็นถึงระดับศาสตราจารย์เลยนะนั่น”