“เมธานี่มันครั้งที่สามแล้วนะที่เธอเหม่อลอยตอนคุยงานกับลูกค้า เธอทำให้บริษัทของเราพลาดลูกค้าคนสำคัญไปจนได้ ครั้งนี้ฉันทนไม่ไหวกับเธอแล้วจริง ๆ ฉันไล่เธอออก!”
น้ำเสียงดุดันของประธานบริษัทขนส่งระหว่างไทยและจีนกล่าวว่าผมเสียงดังพร้อมทั้งชี้นิ้วมาที่ใบหน้าของผม ส่วนผมรู้สึกยังไงน่ะเหรอ ผมเจอจนชินแล้วละ แต่อีกสักพักผมก็คงหาบริษัทเข้าทำงานใหม่ได้เหมือนเดิม เพราะผมค่อนข้างมั่นใจในความสามารถของผม
ผมชื่อเมธา อายุยี่สิบสี่ปี จบบัญชี และมีความสามารถทางการสื่อสารภาษาจีน เนื่องด้วยผมทำงานบริษัทระหว่างไทยกับจีนเลยได้ไปทำงานอยู่ที่ประเทศจีนห้าเดือน จึงได้เรียนรู้ทั้งวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของคนจีนมาบ้างพอสมควร
ผมเคยสมัครเข้าทำงานมาสามบริษัทั์ใหญ่ แต่ไม่ทันไรก็ถูกไล่ออกโดยที่ทำงานยังไม่ถึงครึ่งปี เหตุผลเพราะผมมักเหม่อลอยไม่มีสติในยามที่คุยงานกับลูกค้า
ผมมักจะเห็นภาพเลือนรางของผู้หญิงผมยาวคนหนึ่ง ทำให้ผมรู้สึกเหม่อลอยในยามทำงานเสมอ อีกทั้งยังทำให้ผมรู้สึกปวดหัวทุกครั้งยามที่ได้เห็นเธอจนผมคิดว่าตัวเองคงเป็โรคประสาทเป็แน่ ถ้าเธอเป็ผีละก็ ผมคิดว่าเธอคงเป็ผีที่น่ารำคาญสุด ๆ ไปเลยแหละ
เมื่อผมไปพบแพทย์ทางจิตเขาก็บอกว่าผมไม่มีความผิดปกติทางสมองแต่อย่างใด เขาเพียงแต่บอกผมว่าผมเครียดเื่อดีตหรือเื่งานมากจนเกินไป เลยทำให้เห็นภาพพวกนั้น หมอเพียงแค่บอกผมว่าให้ผมพยายามอย่านึกถึงเื่เครียด ๆ พักผ่อนให้เพียงพอ และกินยาตามเวลาที่จัดไว้ให้อย่างเคร่งครัด ถึงแม้ว่าผมจะทำตามอย่างที่หมอบอกโดยไม่มีข้อบกพร่องแล้วก็ตาม แต่ภาพหลอนนั่นก็ไม่หายไปสักที
ผมสะบัดหัวลบความคิดฟุ้งซ่านออกแล้วเดินไปที่โต๊ะทำงาน หอบลังกระดาษที่เต็มไปด้วยแฟ้มเอกสารขึ้นมาแล้วเดินไปที่หน้าลิฟต์ กดปุ่มลงชั้นหนึ่งเพื่อออกจากบริษัทแห่งนี้
ณ อะพาร์ตเมนต์
ภายในห้องสี่เหลี่ยมแคบ เมธาเดินไปที่หน้าโต๊ะกลมเล็ก เขาหยิบกรอบรูปครอบครัวของตนที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาดูด้วยแววตาที่หม่นหมอง เมื่อเมธาเลื่อนสายตาไปอ่านตัวอักษรบนมุมขวาของรูปที่เขียนว่า ‘หนูน้อยเ้าของสวนส้มในอนาคตของพ่อ’ ดวงตาดำขลับของเขาก็พลันหรี่ลงทันใด
ทางบ้านของเมธาทำอาชีพเกษตรกร พ่อของเขาเป็เ้าของสวนส้มเขียวหวานในจังหวัดเชียงราย แต่ตัวของเมธานั้นไม่ชอบการทำไร่ทำสวน เขาจึงทะเยอทะยานทำทุกอย่างเพื่อที่จะให้ตนได้ทำงานในเมือง จนพ่อกับแม่เอือมระอายอมให้เขามาทำงานบริษัทที่กรุงเทพฯ แม้ว่าในตอนนี้เขาจะอยู่ในเมืองแล้วก็ตาม แต่ก็อดคิดถึงพ่อกับแม่ไม่ได้จริง ๆ
ทันใดนั้น อาการปวดหัวก็จี๊ดขึ้นมาในหัวของเขาอีกครั้ง จนเมธาต้องกุมขมับแน่นเผลอปล่อยกรอบรูปออกจากมือทำให้กระจกของกรอบรูปแตกกระจายทันใด
เมธาพยายามเดินไปยังตู้เก็บยาในห้องครัวอย่างทุลักทุเล ใน่เวลานั้นภาพของหญิงปริศนาก็พลันปรากฏให้เขาเห็นในสภาพที่ทรุดอยู่กับพื้นราวกับกำลังทรมานอะไรบางอย่าง ซึ่งไม่ต่างจากสภาพของเมธาในตอนนี้เลย
เมื่อไปถึงตู้เก็บยาเมธาก็รีบหยิบกระปุกยาออกมาเปิดฝากินยาโดยพลัน เขาหอบหายใจไปพักใหญ่ พยายามตั้งสติไปอยู่นานสองนานจนภาพหญิงปริศนาและอาการปวดหัวของเขาก็ค่อย ๆ หายไป เมื่อคิดว่าอาการปวดหัวของตนได้หายไปแล้วก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
“ไม่องไม่อาบน้ำมันแล้ว เข้านอนมันทั้งอย่างนี้นี่แหละ”
สิ้นน้ำเสียงกล่าวเชิงหงุดหงิดของเมธา เขาก็เดินไปเปิดประตูห้องนอนแล้วฟุบตัวลงบนเตียงสีขาวนุ่ม ก่อนจะนอนหลับสลบไสลไปด้วยความเหนื่อยล้า
ภายในความมืดที่เต็มไปด้วยไอหมอกสีขาว พลันปรากฏภาพของคนผู้หนึ่งที่เมธาคุ้นเคยยืนหันหลังอยู่ตรงหน้าเขา คนผู้นั้นมีรูปร่างผอมบาง ผมยาวสลวยตกถึงกลางหลัง สวมชุดคลุมยาวสีเขียวอ่อนราวกับชุดจีนโบราณ
‘เป็เธออีกแล้ว แม้แต่ในความฝันก็ยังมาหลอกหลอนกันอีก! หืม...ว่าแต่เธอเป็คนจีนสมัยก่อนงั้นเหรอ นี่ฉันคงไม่ได้ดูหนังกำลังภายในเยอะเกินไปใช่ไหม!’
“นี่คุณผู้หญิง้าอะไรจากผมกันแน่ ถ้าหากคุณเป็ผีแล้ว้าส่วนบุญ คุณก็บอกผมดี ๆ สิ และที่สำคัญทำไมต้องทำให้ผมปวดหัวตลอดยามที่ผมเห็นคุณด้วย” เมธาพยายามเก็บอารมณ์พูดอย่างใจเย็น แต่เหมือนคนตรงหน้าจะไม่สนใจเขาแม้แต่น้อย
“ข้ามีสัญญาที่จะต้องทำ...”
‘เสียงผู้ชาย? หรือว่าคนคนนี้เป็ผู้ชายกัน?!’
“ข้าจะตายตอนนี้ไม่ได้...”
“เฮือก!!”
เมธาสะดุ้งตื่นลุกขึ้นนั่งบนเตียงด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด เหงื่อเม็ดน้อยใหญ่ผุดขึ้นเต็มหน้าผาก อีกทั้งเสื้อผ้าของเขาก็เปียกชุ่มเต็มไปด้วยเหงื่อ
“ฝันงั้นเหรอ...แต่เหมือนกับว่าฉันได้ไปอยู่ที่นั่นจริง ๆ เลยแฮะ” เมธาพึมพำเสียงเบา ๆ ยกมือขึ้นนวดขมับตัวเองให้หายปวดหัว แล้วหยิบมือถือขึ้นมาอ่านข่าวต่าง ๆ จนต้องตากับบทความหนึ่งที่เพิ่งขึ้นเมื่อหนึ่งนาทีที่แล้ว
ทริปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ ณ ที่ทะเลพังงา ห้องพักหรูหรา ราคาสบายกระเป๋า เพียงแค่ท่านกรอกใบจองที่พักในโปรโมชันนี้เท่านั้น ด่วนจำนวนจำกัด รับเพียงสิบท่านเท่านั้น มาพักที่โรงแรมชนมพันธ์ของเราสิคะ
“เดือนนี้มีแต่เื่เครียด ๆ ทั้งนั้น งานก็เพิ่งตก ปวดหัวก็ปวด ไปเที่ยวทะเลพักผ่อนหย่อนใจสักหน่อยก็คงจะดี”