เนื่องจากเป็นเวลาดึกดื่นค่อนคืน ท้องฟ้ามืดสนิท กอปรกับโม่เยี่ยและโม่อวี้มีเจตนาปกป้องเจ้านายจากสายตาผู้อื่น จึงไม่ได้ทำสิ่งใดดึงดูดความสนใจ โม่ฮว่าเหวินกลับมาถึงจวนก่อน ยามนี้หลับไปแล้ว อี๋เหนียงอีกสองท่านย่อมพักผ่อนอยู่ในเรือนของตน แม่นมหมิงย่ำหิมะฝ่าลมหนาวออกมาด้อมๆ มองๆ ถูกโม่หลันขวางไว้ด้วยรอยยิ้ม ก่อนคะยั้นคะยอให้กลับไป
หลังจากนั้นโม่หลันและโม่อวี้ก็กลับไปพักผ่อน ไม่นานเจ้านายค่อยมาปรากฏตัวในห้อง เมื่อได้ยินเสียงลอดออกมา โม่เยี่ยจึงสวมรองเท้าเดินมากระซิบถามที่หน้าประตู
“ไม่มีอันใด พรุ่งนี้รู้หรือยังว่าควรรับมืออย่างไร” น้ำเสียงเย็นเยียบของเฟิงเจวี๋ยหร่านลอยออกมา
“บ่าวทราบเพคะ” โม่เยี่ยก้มศีรษะลงด้วยความนอบน้อมหันหน้าเข้าหาประตู
“ดูแลนางให้ดี”
“เพคะ”
โม่เยี่ยยืนเงียบอยู่หน้าประตู ผ่านไปครู่ใหญ่เมื่อไม่ได้ยินเสียงใดๆ อีก ก็ทราบได้ว่าเจ้านายจากไปแล้ว จึงค่อยระบายลมหายใจยาวเฮือกหนึ่ง วันนี้พลังอำนาจของเจ้านายดูน่ากลัวยิ่ง ขนาดอยู่นอกห้องยังรู้สึกกดดันจนแทบหายใจไม่คล่อง นางปาดเหงื่อที่ไหลซึมจากศีรษะ แล้วผลักประตูเข้าไปอย่างเบามือ
ในห้องเงียบสงัด ประตูหน้าต่างปิดเรียบร้อย โม่เยี่ยเดินมาถึงหน้าเตียง จากนั้นก็จุดเทียนที่ตั้งอยู่บนเชิงเทียนด้านข้าง ก่อนเป่าชุดไฟให้ดับ ดรุณีน้อยบนเตียงนอนอย่างสงบภายใต้แสงเทียนไหววูบ
ความงดงามของนางประหนึ่งดอกเหมยที่ถูกโอบล้อมด้วยหิมะ วงพักตร์เฉิดฉันขาวซีดแลดูอ่อนแอ ความเย็นชาและประกายเฉียบคมที่มักฉาบอยู่บนใบหน้าเล็กจ้อยหลุดร่อนออกไปหมดแล้ว แม้จะมีสติปัญญาคิดแผนการได้นับร้อย ยามต้องรับมือกับเรื่องยากเช่นนี้ไหนเลยจะไม่หวาดหวั่น
ดีที่ครานี้ยังมีเจ้านายของตน หาไม่แล้วยังมิกล้าคิดถึงผลลัพธ์ที่จะตามมา
นางเก็บมือของโม่เสวี่ยถงที่โผล่พ้นจากผ้าห่มสอดกลับเข้าไป หลังจากนั้นก็เดินมาดึงหน้าต่างปิดให้แน่นจากด้านในอีกครั้งหนึ่ง ค่อยดับเทียนก่อนถอยออกมาจากห้องและปิดประตูให้เรียบร้อย อีกไม่นานฟ้าก็จะสางแล้ว นางต้องฉวยโอกาสงีบหลับเสียหน่อย พรุ่งนี้ภายในจวนโม่จะต้องคึกคักเป็นพิเศษแน่นอน
ขณะที่นางหลับสบายอยู่ที่นี่ แต่ยังมีบางคนนอนไม่หลับ
เวลาเดียวกันภายในห้องบรรทมหรูหราของจวนฉู่อ๋อง เฟิงเจวี๋ยเสวียนในชุดสีขาวสีหน้าไม่อาจรักษาความเยือกเย็นเฉกเช่นยามที่อยู่ต่อหน้าผู้คนได้ หยิบที่ทับกระดาษที่ทำจากหยกชั้นดีข้างมือปาลงพื้น ทำให้ที่ปรึกษากลยุทธ์ซึ่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าตกใจจนหน้าซีด จอกสุราที่ถืออยู่ร่วงลงทันที
“อธิบายมาว่าเกิดอันใดขึ้น เพราะเหตุใดแผนการที่วางไว้อย่างรัดกุมจึงพลิกผันเยี่ยงนี้ เจ้าโง่ซือหม่าหลิงอวิ๋นแม้แต่สตรีในห้องหออ่อนแอเพียงคนเดียวยังจัดการไม่ได้จะมีประโยชน์อันใดอีก ไหนเจ้าบอกว่าต้องเป็นเขาจึงจะเหมาะสมใช้งานได้หลายอย่าง ทั้งยังเป็นคนจิตใจโหดเหี้ยมลงมือไม่ปรานีอย่างไรเล่า ไฉนพอเอาเข้าจริง แม้แต่ดรุณีน้อยคนหนึ่งยังสู้ไม่ได้ ปล่อยให้ถูกแทงบาดเจ็บเต็มหน้าเต็มตัวไม่ว่า ยังให้คนจับได้ในที่เกิดเหตุพร้อมกับหญิงผู้นั้นอีก”
เพราะอยู่ในห้องของตนเองเฟิงเจวี๋ยเสวียนจึงไม่เสแสร้งสุภาพเรียบร้อยอีกต่อไป ตวาดเสียงดังอย่างฉุนเฉียว สีหน้าเขียวคล้ำดำทะมึน จากนั้นก็ก้าวเข้ามายกเท้าถีบหน้าอกผู้ที่มีรูปลักษณ์เหมือนกับพ่อบ้านคนหนึ่งที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้า
จะไม่ให้โมโหได้อย่างไร แผนการที่วางไว้อย่างสมบูรณ์แบบเยี่ยงนั้นกลับล้มคว่ำไม่เป็นท่า จากสถานการณ์ที่ได้เปรียบกลายเป็นความว่างเปล่าในพริบตา ยิ่งได้ยินว่าซือหม่าหลิงอวิ๋นไม่เพียงทำเสียเรื่อง ยังเตะสตรีที่อยู่ในรถกระเด็นออกมาเกือบชนต้นไม้ตาย เฟิงเจวี๋ยเสวียนบันดาลโทสะจนไม่อาจควบคุมตนเองได้ ขมับสองข้างตุบเต้นจนแทบระเบิด
“ท่านอ๋อง...” ที่ปรึกษาผู้นั้นยังคิดจะกล่าวบางอย่าง แต่ถูกเฟิงเจวี๋ยเสวียสาดหางตาเย็นเยียบใส่ จึงกลัวหัวหด กลืนคำพูดกลับลงไปในท้อง นิ่งเงียบสงวนวาจา แม้ว่าการใช้งานซือหม่าหลิงอวิ๋นเขาเป็นคนต้นคิด แต่ก่อนหน้านี้ท่านอ๋องก็เห็นดีเห็นงามด้วย ไฉนเมื่อเกิดความผิดพลาด จึงโทษตนเองฝ่ายเดียวเล่า
แต่ยามนี้หากพูดสิ่งใดอีก รังแต่จะเป็นการชักนำหายนะให้ลามมาถึงตัว ที่ปรึกษาผู้นี้จึงปิดปากเงียบก้มศีรษะลงแต่โดยดี
“ท่านอ๋อง การเข้าไปมีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสกุลโม่เพื่อให้เข้าถึงสินทรัพย์ในตระกูล ไม่จำเป็นว่าต้องอาศัยความช่วยเหลือจากซือหม่าหลิงอวิ๋นเสมอไป พวกเรายังสามารถลงมือด้วยวิธีการอื่นได้ ไม่แน่ว่าอาจจะได้ผลมากกว่า ซือหม่าหลิงอวิ๋นกับสตรีผู้นั้นนับว่าถูกทำลายแล้ว ท่านอ๋องวางมือจากพวกเขาเสียเถิด” น้ำเสียงเยือกเย็นสงบนิ่งลอยมาดับความกราดเกรี้ยวของเฟิงเจวี๋ยเสวียนลง
เฟิงเจวี๋ยเสวียนหลับตา สูดหายใจลึก ข่มความหงุดหงิดในหัวใจ แล้วโบกมือไล่ที่ปรึกษาสามสี่คนออกไปก่อน เหลือเพียงชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาสง่างามที่นั่งอยู่ตรงมุมห้องเพียงคนเดียว
บุรุษผู้นี้หาใช่ใครอื่น ก็คือฉินอวี้เฟิงผู้ที่โม่เสวี่ยถงนึกหวาดระแวงมาตลอดนั่นเอง
ผู้ใดจะคาดคิด คุณชายใหญ่สกุลฉินผู้มีพรสวรรค์และความสามารถจะมาเป็นที่ปรึกษากลยุทธ์ภายใต้บังคับบัญชาของเฟิงเจวี๋ยเสวียน ที่เขาไม่เผยตัวแสดงความสามารถตลอดรัชสมัยจักรพรรดิจงเหวินตี้ ก็เพราะมีแผนการอื่น
“เจ้าก็กลับเรือนตนเองไปเสีย สองสามวันนี้อย่าออกมาเด็ดขาด รอให้เหตุการณ์ผ่านไปก่อน เปิ่นหวางจะให้คนไปตามมาเอง” เฟิงเจวี๋ยเสวียนเห็นที่ปรึกษาอีกคนยังคุกเข่าอยู่ที่เดิม จึงเอ่ยวาจาอย่างรำคาญใจ เมื่อเฟิงเจวี๋ยหร่านสอดมือเข้ามายุ่งกับเรื่องนี้ ก็ไม่อาจปรานีได้อีก เบื้องลึกดวงตาฉายแววร้ายกาจ หันไปส่งสัญญาณลับกับองครักษ์ด้านข้าง
องครักษ์รับคำสั่ง แล้วพลิ้วกายออกจากห้องอย่างไร้สุ้มเสียง ติดตามผู้ที่มีลักษณะเหมือนพ่อบ้านออกไป
หลังจากคนอื่นๆ ถอยออกไปหมดแล้ว เฟิงเจวี๋ยเสวียนจึงหมุนตัวเดินกลับมานั่งด้านข้างคุณชายใหญ่สกุลฉิน แล้วเอ่ยถาม “อวี้เฟิง ยามนี้พวกเราควรทำอย่างไร”
“ท่านอ๋องไม่ต้องรีบร้อน” ฉินอวี้เฟิงยกมือขึ้นรินสุราให้เฟิงเจวี๋ยเสวียนอย่างสุขุมเยือกเย็น ก่อนรินให้ตนเองอีกจอก แล้วยกขึ้นดื่มช้าๆ ภายใต้สายตาที่ดูกระวนกระวายใจของเฟิงเจวี๋ยเสวียน “ท่านอ๋องรู้สึกว่าสูญเสียการควบคุมจวนโม่ไปใช่หรือไม่ แผนการนี้แท้จริงแล้วก็แค่ให้ซือหม่าหลิงอวิ๋นแต่งธิดาภรรยาเอกสกุลโม่ และธิดาสี่ที่เกิดจากอนุภรรยาเข้าไปพร้อมกัน ใต้เท้าโม่ย่อมเห็นความสำคัญของบุตรเขยผู้นี้ แล้วค่อยช่วยฟางอี๋เหนียงผู้นั้นให้ขึ้นมาเป็นภรรยาเอก ถึงเวลาที่คุณหนูสามออกเรือน ฟางอี๋เหนียงย่อมเข้ามาจัดการเรื่องงานแต่ง รวมถึงสินเดิมของอดีตฮูหยินลั่วเสีย นางย่อมให้พวกเราตรวจค้นสิ่งของเหล่านั้นเพื่อเป็นการขอบคุณแน่นอน”
ฉินอวี้เฟิงนำจอกสุราเปล่าสองใบมาวางซ้อนบนโต๊ะ แล้วนำจอกที่ยังมีสุราอยู่ครึ่งหนึ่งวางไว้ด้านบนสุด โดยที่ไม่ล้มและไม่หกแม้แต่หยดเดียว
“แล้วตอนนี้จะทำอย่างไร ทั้งซือหม่าหลิงอวิ๋นและฟางอี๋เหนียงผู้นั้นล้วนเป็นพวกโง่งม ใช้งานอันใดไม่ได้เรื่องสักอย่าง” เฟิงเจวี๋ยเสวียนมุ่นคิ้วขมวด สายตาจับจ้องไปที่มือของฉินอวี้เฟิงที่วางอยู่บนจอกสุรา อย่างไม่เข้าใจความหมาย
“ยังไม่อาจตัดสินว่าล้มเหลวทั้งหมด อย่างน้อยพวกเราก็รู้แล้วว่าท่านอ๋องแปดจอมเสเพลผู้นั้นมิใช่สวะไร้ประโยชน์ดังข่าวลือ ความสามารถเยี่ยงนั้นจะเป็นเพียงหนอนขี้เกียจในกอบัวได้อย่างไร ท่านอ๋อง ท่าทางพวกเราคงจะต้องใส่ใจเซวียนอ๋องผู้นี้ให้มากขึ้นเสียแล้ว” ฉินอวี้เฟิงดูไม่อนาทรร้อนใจ ใช้ปลายนิ้วดีดจอกสุราที่วางซ้อนอยู่ด้านบนสุดเบาๆ จนสั่นไหวเล็กน้อย แม้แต่จอกเปล่าด้านล่างยังสั่นสะเทือน
“แต่ว่า...” แม้เฟิงเจวี๋ยเสวียนจะเป็นคนมีเหตุผล แต่เมื่อแผนการที่วางไว้อย่างงดงามถูกทำลายจนยุ่งเหยิง จิตใจย่อมไม่อาจสงบลงได้ และจะมีกะจิตกะใจค้นหาความหมายซ่อนเร้นของอีกฝ่ายได้อย่างไร
“ท่านอ๋อง หาได้ต้องรีบร้อน อย่าให้เสียภาพลักษณ์องค์ชายผู้สูงศักดิ์และงามสง่า ขั้นต่อไปพวกเราเพียงแค่ปรับตัวให้เข้ากับสภาพการณ์ เมื่อน้ำในบ่อมารออยู่แล้ว ไยไม่กวนให้ขุ่นหน่อยเล่า น้ำใสย่อมไร้มัจฉา เช่นนั้นก็ปั่นป่วนให้ยุ่งเหยิงจนถึงที่สุดเสียเลย ไม่ทรงคิดหรือว่านั่นจะเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายเรามากกว่า” ฉินอวี้เฟิงกล่าวอย่างใจเย็น เคาะไปที่จอกสุราอีกครั้งจนสุรากระฉอกไหลลงมาสู่จอกเปล่าด้านล่าง
เมื่อครู่เฟิงเจวี๋ยเสวียเพียงร้อนใจไปชั่วขณะ ยามนี้สงบลงเพราะคำพูดของฉินอวี้เฟิง มองแก้วสุราเปล่าสองใบ ริมฝีปากเริ่มเผยรอยยิ้มบางๆ แล้วผงกศีรษะเห็นด้วย
น้ำใสเกินไปย่อมไร้มัจฉา หากอยากให้มีปลาก็ต้องกวนน้ำให้ขุ่น
ในเวลาเดียวกันก็ยังมีบุรุษซึ่งยังไม่นอนอีกผู้หนึ่ง ชายหนุ่มรูปโฉมหล่อเหลาสวมอาภรณ์สีขาวนอนตะแคงอ่านหนังสืออยู่บนตั่ง ริมฝีปากทอยิ้มบางๆ แววตาใสกระจ่าง ฟังองครักษ์รายงานด้วยท่าทางคล้ายมิได้ใส่ใจฟัง มีเพียงชิวจวี๋ซึ่งยืนอยู่ด้านข้างที่รู้ว่าคุณชายของตนเองไม่ได้พลิกตำรานานแล้ว
เนื่องจากใกล้เวลาเข้านอน เขาจึงสวมเพียงชุดคลุมตัวยาวสีขาวบริสุทธิ์ดูหลวมสบาย เรือนผมดุจแพรไหมรัดหลวมๆ ไว้ด้วยสายรัดสีเงินเพียงเส้นเดียว ดูเรียบง่ายแต่ไม่ทิ้งกลิ่นอายความสูงส่ง ดวงตาดั่งลูกแก้วใสคล้ายสะท้อนไปถึงจิตใจผู้คน
วันนี้ไป๋อี้เฮ่าไม่ได้เข้าร่วมงานเลี้ยงวังหลวง แค่เข้าวังไปอยู่เป็นเพื่อนไทเฮาครู่หนึ่งเท่านั้น ไทเฮาทรงมีพระพลานามัยไม่ค่อยแข็งแรง ไม่อาจร่วมสนุกกับประชาชนได้และอยู่ร่วมเฝ้าปี ไป๋อี้เฮ่าจึงปรนนิบัติพระนางจนเข้าบรรทม แล้วค่อยออกมาจากวังหลวง ดังนั้นเรื่องที่เกิดขึ้นในวังเขาจึงแค่รับฟังแต่ไม่ก้าวก่าย
“คุณชาย ยังต้องเฝ้าจับตามองต่อไปหรือไม่” องครักษ์รายงานเสร็จสิ้น เห็นเบื้องบนไม่ตอบกลับมาจึงเอ่ยถาม
“ไม่ต้องรีบร้อน และไม่ต้องส่งคนไปเฝ้าจับตาดูเฟิงเจวี๋ยหร่านอีกแล้ว ที่นี่เป็นถิ่นของพวกเขา กำลังคนก็มีมากกว่า เมื่อมีผู้ล่วงรู้ความสามารถที่แท้จริงของเขาแล้ว ย่อมคิดหาวิธีจัดการกันเอง พวกเราแค่ดูอยู่เฉยๆ ก็พอ” น้ำเสียงนุ่มนวลเนิบนาบ ไป๋อี้เฮ่าเอนกายพิงด้านหลัง เส้นผมสีดำสนิททิ้งตัวลงมาระกรอบหน้า ยิ่งขับวงพักตร์หล่อเหลาให้ดูกระจ่างเหนือสามัญ ดวงตาทอดมองไปยังตะเกียงริบหรี่ใกล้จะดับ ก็บอกใบ้ให้ชิวจวี๋ยกออกไป
ชิวจวี๋นำตะเกียงไปวางไว้บนโต๊ะด้านข้าง แล้วก้มหน้าพรางตัวในเงามืด ไม่กล้าเอ่ยวาจาแม้แต่ประโยคเดียว สังเกตเห็นความผิดปรกติของเจ้านายตน แววตาที่มักจะทอประกายนุ่มนวลอยู่เสมอ บัดนี้กลับดูลึกล้ำ นิ้วโป้งและนิ้วชี้ด้านขวาบดขยี้กันเบาๆ ภายในใจย่อมไม่ได้สงบนิ่งเหมือนภาพลักษณ์ที่แสดงออกมาภายนอก
“องค์ชายใหญ่เข้ามาในเมืองหลวงแล้ว คุณชายคิดเห็นว่า...”
“หาโอกาสเอาของไปแสดงต่อหน้าขององค์ชายใหญ่ เชื่อว่ามาต้าฉินครานี้ เสด็จพี่ใหญ่ต้องเก็บเกี่ยวสิ่งใดกลับไปด้วยแน่”