บทที่ 2 ซีตรา
การ์มเข้าเฝ้าจักรพรรดิั้แ่เช้า เสร็จแล้วจึงเดินออกจากปราสาทจักรพรรดิในเวลาเที่ยงตรง เขาหยุดยืนอยู่หน้ารถม้าหรูหรา ขณะท่าทีเหม่อลอย
ในมือเขาถือจดหมายฉบับหนึ่งที่องค์จักรพรรดิทรงเขียนขึ้นมาอย่างตั้งใจ ก่อนจะนำมามอบให้เขา เป็จดหมายแสดงความยินดีต่องานแต่งของเขา
การ์มมองเข้าไปในรถม้า มันค่อนข้างกว้าง กระเป๋าสัมภาระจัดเตรียมไว้ครบแล้ว มีสิ่งของไม่มากนัก ส่วนใหญ่เป็เพียงเสื้อผ้าที่จำเป็
ชายหนุ่มเหม่อลอย ในที่สุดก็ได้รับอิสระ
เขาก้าวเข้าไปในรถม้าอย่างสงบ ก่อนที่รถม้าจะออกเดินทาง จุดหมายของมันคือ เมืองต้าโต บ้านเกิดของเขา
.....
ห่างจากรถม้าไปไม่ไกลนัก ปรากฏร่างหญิงสาววัยรุ่นที่มีสัดส่วนร่างกายเย้ายวน นางยืนถือร่มท่ามกล่างหิมะที่พรมลงมาจากฟ้า
ใบหน้ารูปไข่ ั์ตากลมโต ริมฝีปากอวบอิ่มอมชมพู ผสานกับเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนที่แผ่สยายทั่วแผ่นหลังจนถึงข้างแก้มที่แดงซ่านเพราะความเย็น
นางคือองค์หญิงแครี่
หญิงสาวขยับริมฝีปากเอื้อนเอ่ย "หลายคนบอกว่าข้านั้นสูงส่ง แต่เ้ากลับสูงส่งกว่าข้าเสียอีก"
นางกำมือแน่นและบ่นอุบอิบ
"ไม่ทราบว่าจะมีหญิงสาวอีกเท่าใดต้องเสียน้ำตาให้กับเ้า คนไร้หัวใจ"
.....
จากไปโดยไม่ล่ำลา เป็การกระทำที่ดูเคยชินของชายหนุ่ม ทั้งชีวิตนี้และชีวิตก่อนหน้า
รถม้าหรูหราเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง เป็ที่เลื่องลือมานานแล้วว่า รถม้าของทางการโรคาเดียร์พัฒนามาจนถึงจุดสูงสุด
ไม่ว่าจะเป็สายพันธุ์ม้าหรือวัสดุที่ใช้สร้างมันขึ้นมา คัดเลือกและออกแบบมาอย่างดี แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดนั้น คือสาระถีที่เป็จอมเวทย์ซึ่งมีความชำนาญในการควบคุมสัตว์อันหาตัวจับได้ยากยิ่ง
สารถีวัยกลางคนมองม้าคู่ใจของเขา เห็นหิมะตกหนักจนอดสงสารมันมิได้ แต่เมื่อมองกลับไปที่ห้องหลังคนขับ ที่กันกลางด้วยผนังไม้ เห็นเป็ชายหนุ่มรูปงามผู้มีศักดิ์ฐานะมิธรรมดา ตนจึงไม่อาจล่าช้าได้ การเดินทางครั้งนี้ใช้เวลาสิบห้าวันก็น่าจะถึงที่หมายแล้ว
การ์มหลับตานั่งในท่านั่งสมาธิ จีบมือไว้เหนือหัวเข่า
หลังจากได้ััพลังิญญาของโลกใบนี้ ก็พบจุดน่าสนใจของมันทันที
พลังิญญาทั้งหมดล้วนเต็มไปด้วยเจตจำนงของทวยเทพ
'ไม่แปลกใจที่มนุษย์พัฒนาขึ้นได้โดยที่ไม่ต้องทะลวงขั้น เพราะพวกเขานั้น เดินไปบนเส้นทางของทวยเทพ มิได้เดินบนเส้นทางของตนเอง'
'เวทมนตร์ทั้งหมดที่คนบนโลกใบนี้ใช้ ล้วนมาจากแนวทางของเหล่าเทพทั้งสิ้น แต่ข้านั้นมิใช่'
การ์มขมวดคิ้วแน่น เจตจำนงของทวยเทพล่อตาล่อใจเป็อย่างยิ่ง
เส้นทางทวยเทพนั้น จะทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้นอย่างง่ายดายโดยไม่ต้องทะลวงขั้น แต่เขาไม่ยอมรับ เพราะมีเส้นทางของตัวเอง
สารถีควบม้าอย่างไม่หยุดพัก ขณะที่การ์มก็ยังเข้าชาญทั้งวันทั้งคืน บรรยากาศในรถม้าเงียบเป็อย่างมาก
สิบวันผ่านไป รถม้าผ่านเข้าไปในเมืองใหญ่เมืองหนึ่ง ชื่อว่าเมือง สายธาร เมืองแห่งนี้ไม่มีผู้ครองเมือง ทุกคนใช้ชีวิตอย่างเสรีและฟุ่มเฟือย ซึ่งเป็เมืองของมหาเศรษฐีโดยแท้จริง
สาระถีแนะนำให้อาบน้ำและพักผ่อนในโรงแรมแห่งหนึ่ง เป็โรงแรมขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นโดยมหาเศรษฐีที่เดินทางมาจากจักรวรรดิอื่นที่มาลงทุนที่โรคาเดียร์
อาหารที่นี่ดีเลิศ หลังจากทานอาหารค่ำเสร็จแล้วทั้งสองจึงแยกยายกันไปพักในห้องของตน
การ์มยังคงเข้าชาญตลอดทั้งคืนเช่นเคย ปัจจุบันทะเลิญญาในห้วงจิตสำนึกใกล้จะเต็มแล้ว ในอนาคตอันใกล้ทะเลิญญานี้จะต้องขยายใหญ่ขึ้นมากเป็แน่
เช้าวันรุ่งขึ้นชายหนุ่มออกจากโรงแรมมาคนเดียว แล้วขึ้นไปรอสารถีอยู่บนรถม้า
ไม่กี่ลมหายใจต่อมา หญิงสาวผู้หนึ่งที่สวมเสื้อคลุมสีเทาและฮู้ดปิดบังใบหน้าก็เดินเข้ามา นางคำนับการ์มแล้วกล่าวขึ้น
"อรุณสวัสดิ์คุณชาย ข้าน้อยนามว่า ซีตรา ยินดีนำพาท่านสู่เมืองต้าโตโดยสวัสดิภาพ" รอยยิ้มเ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นบนมุมปากของนาง
…..
ซีตรา เป็ชื่อหญิงสาวสวมฮู้ดที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขา แม้ฮู้ดจะทำให้ใบหน้าของนางมืดลง แต่ไม่อาจปกปิดั์ตาสีเขียวมรกตและเส้นผมสีเดียวกันได้
การ์มพยักหน้าเบา ๆ ไม่ได้แสดงอาการประหลาดใจแม้แต่น้อย
หญิงสาวชะงักกับกิริยาชายหนุ่ม นางจึงอธิบายต่อว่า “เมื่อคืน คนขับรถม้าของเ้าเมาหนักมากเลยไปมีเื่ชกต่อยกับกลุ่มวัยรุ่นจนได้รับาเ็และพักรักษาตัวอยู่ จึงให้ข้ามาทำหน้าที่แทนน่ะ”
‘จอมเวทย์ระดับนั้นจะเมาจนไม่รู้เื่รู้ราวได้เช่นไร’ ชายหนุ่มคิด และมองอีกฝ่ายอย่างสงบก่อนจะตอบสั้น ๆ ว่า“งั้นหรือ”
ซีตราขมวดคิ้วที่อยู่ภายใต้ฮู้ด แล้วกล่าวว่า “เราออกเดินทางกันเถอะ”
ชายหนุ่มพยักหน้าเงียบ ๆ ซึ่งในจังหวะที่ซีตราทำหน้าที่ควบคุมม้า เขาก็โยนเม็ดยาสีเขียวเข้าปากทันที
พลังชีวิตมากมายแผ่ขยายทั่วเรือนกายของการ์ม ชายหนุ่มโคจรพลังิญญาและซึมซับพลังชีวิตจนไม่เหลือสักหยด
ตอนนี้พลังชีวิตส่วนเกินของเขาเพิ่มขึ้นมาสองปีแล้ว
จากนั้นไม่กี่ลมหายใจ บริเวณแผ่นหลังของเขาที่กำลังนั่งขัดสมาธิและหันหน้าไปทางซีตรา เส้นผมของชายหนุ่มเส้นหนึ่งค่อย ๆ ลอยขึ้นมาเื้ั มันแปลสะภาพตัวเองจนกลายเป็กระบี่โบราณหนึ่งเล่ม
พลังชีวิตส่วนเกินนั้นค่อยๆ ถูกกระบี่ดูดกลืนเข้าไปช้า ๆ จนกระบี่ทั้งเล่มเปลี่ยนเป็สีโลหิตแดงฉาน สุดท้ายพลังชีวิตสองปีที่ได้มาจากเม็ดยาก็หายไปจนหมดสิ้น
กระบี่ที่ดูดกลืนพลังชีวิตสองปีเข้าไปมันคือ กระบี่แห่งมรรคา มรรคาของกระบี่เล่มนี้ก็คือ”กรรม”
ชายหนุ่มถอนหายใจอย่างโล่งอก ตอนนี้เขามีอาวุธป้องกันตัวแล้ว
ซีตรามักจะเหลือบมองชายหนุ่มเป็ระยะ แต่ก็ไม่อาจคาดการสิ่งที่เกิดขึ้นด้านหลังของเขาได้ และตอนนี้กระบี่’กรรม’ ก็เปลี่ยนกลับมาเป็’เส้นผม’ดังเดิมแล้ว
ไม่คาดคิดว่าตลอดสองวันมานี้ ซีตรามิได้ก่อปัญหาให้ชายหนุ่มเลย แม้เธอจะเหลือบมองเขาเป็พัก ๆ แต่ก็มีเพียงแค่นั้น
จนกระทั่งถึงวันที่สิบสามของการเดินทาง การ์มสังเกตได้ว่า ม้าที่กำลังลากตัวรถอยู่นั้นวิ่งช้ากว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด
จนถึงในเวลาเที่ยงวัน รถม้าก็หยุดนิ่ง
ชายหนุ่มมองหญิงสาวเบื้องหน้าอย่างเ็า
ซีตราฉีกยิ้มภายใต้ฮู้ดขณะกล่าวว่า “มีนักผจญภัยกลุ่มหนึ่งกำลังล้อมพวกเราอยู่”
‘ถ้าเ้าไม่ชะลอความเร็วลง มีหรือที่พวกเขาจะล้อมรถม้าของทางการได้’ การ์มคิดในใจ แล้วมองออกด้านนอกผ่านหน้าต่างรถม้า
มีขบวนนักของนักผจญภัยอยู่หลายกลุ่ม ซึ่งเหตุผลที่พวกเขาหยุดการเดินทางแล้วตรงเข้ามา น่าจะเป็เพราะว่าสังเกตเห็นรถม้าของทางการซึ่งพบเห็นได้ยาก ที่การ์มกำลังโดยสารมาแน่ ๆ
นักพจญภัยพวกนี้เดินทางมาจากเมืองต้าโตไปยังเมือง”กันเทอ์จั๋ง” เหตุผลที่พวกเค้าย้ายถิ่นฐานย่อมมาจากการที่ลูกชายของดยุค”ฟารอน”ผู้ขลาดเขลาคิดที่จะแต่งงานกับแม่มด
นักผจญภัยหลายกลุ่มยอมรับมิได้ที่ต้องใช้ชีวิตร่วมกับสิ่งชั่วร้าย สุดท้ายจึงต้องจากบ้านเกิดของตน แล้วไปอาศัยอยู่ในเมืองอื่นแทน
แน่นอนว่าพวกเขาย่อมโกรธแค้นดยุดฟารอน แต่ก็ไม่สามารถทำอันใดได้ อำนาจของพวกเค้าจะเทียบกับอำนาจของดยุคได้เช่นไร
พวกเค้าหลายคนล้อมรอบรถม้านั่นเพราะรูปลักษณ์ที่ดึงดูดของมัน แต่พอรู้ว่าเป็รถม้าของทางการจริง ๆ จึงทยอยกันหลีกหนีและเปิดทางให้
แต่ในขณะที่รถม้ากำลังเคลื่อนผ่านอย่างช้า ๆ นั้น พวกเค้าก็มองเห็นเส้นผมสีเงินอันเป็เอกลักษณ์ของ’ตระกูลคลาสซิล’
ชื่อชื่อหนึ่งปรากฏขึ้นในหัวของพวกเขา
‘ฟารอน คลาสซิล’ ดยุคผู้ขลาดเขลาก็มีเส้นผมเช่นนี้
…..
"หยุดก่อน!"ชายแก่ในชุดคลุมดำยืนขวางทางหน้ารถม้าของการ์ม พร้อมกับะโชัดถ้อยชัดคำ
รถม้าหยุดชะงักลงในทันที
ชายาุโใช้ไม้เท้าค้ำยันร่างกายที่โค้งงอ แล้วมองไปยังหน้าต่างรถม้าอย่างไม่สบอารมณ์
"เชิญคุณชาย การ์ม คลาสซิล ลงมาพบปะกันสักครา" ชายแก่กล่าวเสียงดัง
ขบวนนักผจญภัยเมื่อรู้ว่าคนบนรถม้าเป็ใคร ต่างก็ตกตะลึงไปตาม ๆ กัน
นี่ไม่ใช่ตัวการที่ทำให้พวกเค้าต้องย้ายบ้านหรอกหรือ การ์ม คลาสซิล ก็คือ บุคคลที่จะแต่งงานกับแม่มดซึ่งเป็การชักนำสิ่งชั่วร้ายเข้ามาในจักรวรรดิ
ผู้คนเงียบเสียงลง รอชมเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อไป
ซีตราพบว่าตนนั้นช่างโชคดีจริง ๆ เหตุการณ์เช่นนี้จะช่วยให้เธอตัดสินใจได้ง่ายขึ้น
การ์มแสดงสีหน้าเรียบเฉย สำหรับชายหนุ่มแล้ว แค่ประโยคแรกที่ชายชราเปล่งเสียงออกมา มันก็ปลุกเจตนาฆ่าของเขาให้ลุกโชนขึ้นทันที
'นานมากแล้ว...'
'นานจนข้าจำมิได้ เจตนาร้ายของมดปลวกที่แสดงออกมานี้ ทำให้ข้านึกถึงอดีตเหลือเกิน...'
ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน รอบตัวปรากฏกลิ่นอายที่ยากจะเข้าใจขณะเดินลงมาจากรถม้าอย่างเชื่องช้า
ย่างก้าวของเขานั้นเงียบเชียบ ทำให้ผู้อื่นคาดคะเนการกระทำของการ์มมิได้
แต่ไม่นานก็เห็นร่างอันสง่างามของบุรุษหนุ่มปรากฏตัวนอกรถม้า หลายคนใกับใบหน้าที่งดงามและเรือนผมสีเงินแผ่สยายเกินครึ่งลำตัวของเขา
หญิงสาวหลายนางต่างหน้าแดงระเรื่อด้วยความหลงไหล เขาช่างเหนือความคาดหมายของพวกนางเหลือเกิน
ชายหนุ่มมองตรงไปด้วยอารมณ์สงบนิ่งดุจผิวน้ำ แววตาแสดงออกถึงความเ็า
"มีอันใด" เขากล่าวกับชายแก่ตรงหน้า
อีกฝ่ายนิ่งงันเพราะรูปลักษณ์ของชายหนุ่มที่เกินความคาดหมาย
'งดงามสมคำล่ำลือ'
ชายแก่เป็คนกว้างขวางในหมู่ชนชั้นสูง จึงเคยได้ยินข่าวลือในวังหลวงมาว่า บุตรชายคนโตของดยุค ฟารอน คลาสซิล เป็บุรุษผู้งดงามดุจทวยเทพ เมื่อได้พบเห็นกับตา จึงตระหนักว่าข่าวลือนั้นยังน้อยไปด้วยซ้ำ
"ข้าอยากจะแนะนำบางอย่างกับเ้า'' ชายแก่รีบพูดขณะข่มอารมณ์โกรธไว้
"เชิญกล่าวมา" การ์มกล่าวสั้น ๆ พร้อมกับมองตาอีกฝ่ายนิ่ง ๆ
"ถ้าไม่อยากใช้ชีวิตอยู่กับสตรีชั่วร้าย หรือปล่อยให้ทั้งชีวิตของเ้าตกนรกทั้งเป็ ก็จงฆ่าตัวตายซะ ! " น้ำเสียงของชายแก่เต็มไปด้วยอารมณ์อัดอั้น
เป็คำพูดที่เหมือนว่า เป็ความจริงอันประเสริฐ จนผู้คนโดยรอบต่างพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม
แต่กลับกัน บุรุษผู้สง่างามมิได้ตระหนักว่าคำพูดเหล่านี้หน้าเชื่อถือหรือไม่
เขาแปลกใจ ทำไมอีกฝ่ายถึงต้องมาคิดแทนตนเอง ทั้งที่เป็แค่มดปลวกแท้ ๆ
"มีอะไรจะพูดอีกหรือไม่" เสียงของชายหนุ่มเ็าลง อากาศรอบตัวเขาเย็นเยียบ
ชายชราหัวเราะกล่าว “แกไม่เชื่อข้ารึ ? “ เขาหัวเราะลั่น กล่าวอีกว่า “แกมันเหมือนบิดาจอมโง่เขลาของแกไม่มีผิดเลย”
สิ้นคำพูดนั้นบรรยากาศโดยรอบพลันเย็นะเืขึ้นมา
ชายแก่ชะงักงัน รู้สึกว่าตนใช้คำพูดรุนแรงเกินไปหน่อย
"เ้าสมควรตายอย่างแท้จริง" การ์มพึมพำพร้อมกับเอื้อมมือไปข้างหลัง จับไปที่ความว่างเปล่า และสะบัดไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
คลายมีสายรุ้งสีแดงวาดผ่านลำคอชายชรา
เพียงเสี้ยวลมหายใจ หลายคนก็มองเห็น ชายหนุ่มถือกระบี่เล่มสีแดงที่ย้อมด้วยโลหิตซึ่งหยดลงบนพื้น ขณะที่ลำคอชายแก้คนนั้นตกลงพื้นและกลิ้งเข้าไปหาเท้าของการ์ม
ชายหนุ่มมองหัวคนที่ตนสังหารอย่างเ็า
สมควรแล้วหรือที่ชายแก่ใกล้ตายกล้าตำหนิผู้เป็บิดาของเขา
...ไม่เลย ไม่สมควรเลยแม้แต่น้อย ทำเช่นนั้น ไม่ต่างจากรนหาที่ตาย แล้วมันก็ตายจริงๆ ตายเพียงกระบี่เดียว
ในชั่วลมหายใจนั้น สิ่งที่เกิดขึ้น เกินกว่าความคาดหมายของผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ ราวกับว่าฉากตรงหน้าคือสายฟ้าที่ฟาดเข้าใส้หน้าอกของพวกเค้า
เห็นศีรษะผมหงอกขาวของชายแก่ที่ตายไปคนนั้นแล้วนักผจญภัยทั้งหมดก็กระชับอาวุธของตัวเองทันที
แต่คนที่แปลกใจยิ่งกว่าคือ ซีตรา นางขมวดคิ้วพร้อมกับความรู้สึกหนักหน่วงปรากฏขึ้นในจิตใจ
"นี่น่ะหรือสามีในอนาคตของท่านอาจารย์ รู้สึกว่าพอจะมีดีอยู่บ้างนะ" นางพึมพำกับตัวเองเบา ๆ