นักเรียนมัธยมปลายปลายชั้นปีที่หนึ่งห้องอันดับต้นและห้องอันดับสามต่างทยอยเดินเข้าห้องการแข่งขันรอบที่สอง ตัวแทนห้องอันดับต้นมีิหลานฮุ่ย ชิงไห่ตัน อี้เหม่ยเฟิ่งและหวังซ่งเยี่ยน ในขณะที่ห้องอันดับสามมีเฉินไห่หลิว เฉินตง เฉินเฟิ่นอี้ และเจียวซี
ไม่มีใครรู้เกณฑ์การคัดเลือกตัวแทนของห้องอันดับต้น แต่สำหรับเฉินเฟิ่นอี้แล้วคิดว่าการแข่งขันรอบที่สองพวกเธอจะผ่านไปได้อย่างง่ายดาย ในอดีติหลานฮุ่ยและอี้เหม่ยเฟิ่งคอยขอให้เฉินเฟิ่นอี้ทำการบ้านให้ ไหนจะงานต่างๆ ที่นำไปส่งและบอกว่าตนเองทำอีก หากไม่มีเฉินเฟิ่นอี้พวกเขาอาจจบมัธยมต้นไม่ได้ด้วยซ้ำ
เสียงพูดคุยในห้องดังขึ้นเป็ระยะระหว่างรอคุณครูที่คุมการแข่งขันเดินเข้ามา มีหลายคนกำลังพูดถึงว่าห้องไหนจะได้รับชัยชนะในครั้งนี้ แน่นอนว่าใครอยู่ห้องไหนก็บอกว่าห้องตนเองจะชนะ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงห้องอันดับต้นที่คิดว่าตนเองเก่งกว่าห้องอื่นทั้งที่ระบบห้องเพิ่งเปลี่ยน
เฉินเฟิ่นอี้จิบน้ำในขวดพร้อมนวดมือไปด้วย เมื่อวานทำอาหารเยอะเกินไป ตื่นเช้ามามันจึงมีอาการปวด ยิ่งก่อนหน้านี้ต้องเร่งเขียนคำตอบให้ทันก่อนคนอื่นมันจึงปวดเพิ่มขึ้นอีก แต่มันก็ไม่ได้หนักหนาอะไรขนาดนั้น
“พี่ปวดแขน?” เฉินตงที่ยืนอยู่ด้านข้างสังเกตเห็นจึงเอ่ยถามด้วยสีหน้าเป็ห่วง การแข่งขันชิงทุนยังเหลืออีกหากพวกเขาชนะจึงอดเป็ห่วงไม่ได้
“ไม่ได้ปวดมากขนาดนั้น”
เฉินเฟิ่นอี้ส่ายหน้าเก็บขวดน้ำใส่กระเป๋า หันมองเพื่อนๆ ที่นั่งและยืนคุยกันอย่างสนุกสนาน ก่อนจะเดินเข้ามาประจำที่ควรยืนเมื่อเพื่อนที่เฝ้านอกห้องบอกคุณครูมาแล้ว ปากกาถูกทดสอบใส่แผ่นกระดาษบางเพื่อดูว่าใช้ได้หรือไม่ ก่อนหน้านี้ห้องอันดับสามของพวกเธอยกโขยงออกไปพักด้านนอกทั้งหมด เฉินเฟิ่นอี้จึงเตรียมความพร้อมไว้ก่อน
ส่วนสามคนที่เหลือก็ทำตามเฉินเฟิ่นอี้แม้จะงงๆ กับสิ่งที่ทำ แต่ไม่มีใครแย้งขึ้นมาเพราะคิดว่าสิ่งที่เฉินเฟิ่นอี้ทำมันดีที่สุดแล้ว ก่อนที่ครูคุมแข่งขันสามคนจะปรากฏตัวเข้ามาในห้อง
“สวัสดีค่ะ”
“สวัสดีครับ”
“ดีจ้ะเด็กๆ”
คุณครูและเหล่านักเรียนระดับมัธยมปลายทั้งสองห้องเอ่ยทักทายกันด้วยความเคยชิน ทุกครั้งที่เข้าเรียนหรือพบเจอกันที่ไหนต้องทำความเคารพตลอด ทางโรงเรียนไม่ได้บังคับเพราะมันเป็สิทธิของเด็ก แต่ถ้าไม่ทำก็ถูกต่อว่าเื่ไม่เคารพผู้ใหญ่
เฉินเฟิ่นอี้ยื่นแผ่นกระดาษเปล่าให้ใครสักคนที่เป็เพื่อนร่วมห้องของเธอ การทดสอบรอบที่สองต้องทำการตรวจสอบอุปกรณ์เหมือนการแข่งขันรอบแรก นอกจากปากกาที่ให้มาในรอบแรกนักเรียนก็ต้องไม่มีอะไรวางอยู่ด้านหน้า
“การแข่งขันรอบที่สอง…”
รายละเอียดไม่ได้ต่างจากการแข่งขันรอบแรก เพียงแต่ห้องอันดับต้นยังไม่มีคะแนนสะสมเพราะไม่ได้แข่งรอบแรกด้วย สร้างความพอใจให้กับเฉินเฟิ่นอี้เป็อย่างมาก เข้ารอบไปก่อนห้องอื่นชิลๆ แต่ไม่ได้รับคะแนนยังถือว่าทางโรงเรียนยังเป็กลางอยู่
“ห้องสามครับ”
แขนทั้งสองข้างถูกยกขึ้นสูงให้ครูคุมการแข่งขันตรวจสอบ ยังดีที่มีผ้ากั้นเอาไว้ไม่อย่างนั้นนักเรียนหญิงคงถูกครหา เฉินเฟิ่นอี้ตรวจไม่ถึงหนึ่งนาทีก็ถูกปล่อยตัว
“โจทย์แรก จางหลิวเดินทางเข้าเมืองอี้…”
คำถามทั้งสามข้อถูกถามออกมา นักเรียนที่ไขโจทย์ข้อไหนได้ก่อนและคิดว่าถูกก็สามารถตอบได้เลย แต่ถ้าตอบผิดจะไม่ได้รับโอกาสให้แก้ไขโจทย์ข้อนี้
“ห้องหนึ่ง หนึ่งคะแนน”
เฉินเฟิ่นอี้เงยหน้าขึ้นมองอี้เหม่ยเฟิ่งที่เอากระดาษคำตอบไปส่งและได้รับคะแนน เธอไม่ได้สนใจหันกลับมาเขียนสิ่งที่กำลังเขียนต่อ
บรรยากาศเริ่มตึงเครียดเพราะโจทย์มันยากกว่ารอบที่แล้วมาก อีกทั้งหากตอบผิดก็ไม่สามารถแก้ไขได้ เฉินเฟิ่นอี้เขียนคำตอบเสร็จแล้วแต่ไม่ยอมส่ง เธอรอให้ตัวแทนห้องของเธอนำไปส่งก่อน ที่จริงก็สามารถนำไปส่งได้แต่เฉินเฟิ่นอี้ดูท่าทางของอีกห้องอยู่
“ห้องสาม หนึ่งคะแนน”
“ห้องสาม สองคะแนน”
ทันทีที่เฉินตงเดินไปส่งกระดาษคำตอบเฉินเฟิ่นอี้ก็เดินไปส่งตาม และยังส่งตัดหน้าิหลานฮุ่ยอีกด้วย สร้างความไม่พอใจให้ตัวแทนอีกห้องเป็อย่างมาก เฉินเฟิ่นอี้ยกยิ้มมุมปากเพราะการแข่งขันครั้งนี้หากมีเื่จะถูกปรับแพ้ ตัวแทนห้องอันดับต้นจึงไม่สามารถทำอะไรให้เธอได้
“โจทย์ต่อไป ฉงหลิวซื้อเสื้อจำนวน…”
“ห้องสาม สามคะแนน!”
เพียงคำถามโจทย์ที่สองจบลงเฉินเฟิ่นอี้ก็เดินเอากระดาษคำตอบไปส่งอย่างไม่รอช้า พวกเธอได้คุยกันก่อนหน้านี้ว่าจะไม่ให้คะแนนห้องอันดับต้น แต่ถ้าพวกเธอได้คะแนนมาทั้งหมดจะถูกจับตามองจึงจะแบ่งให้เล็กน้อย เพราะไม่รู้ว่าห้องอื่นในตอนนี้มีคะแนนเก็บเท่าไรแลัว
สีหน้าสมาชิกห้องอันดับต้นเริ่มแย่เมื่อตัวแทนห้องที่ส่งออกไปเพิ่งได้คะแนนมาคะแนนเดียว ทั้งๆ ที่ผ่านไปแล้วหลายโจทย์ ไหนบอกอี้เหม่ยเฟิ่งเคยได้รับรางวัลของโรงเรียนมาก่อน แต่วันนี้กลับแพ้ลงอย่างราบคาบ
ระหว่างรอโจทย์คำถามต่อไปเฉินเฟิ่นอี้หันไปมองฝ่ายตรงข้ามที่มีสีหน้าไม่สู้ดี คิดจะมาสู้กับคนอย่างเธอหรือ คิดน้อยไปแล้ว ก่อนหันมาฟังโจทย์ข้อต่อไป
“ข้อสุดท้าย การทำร้ายคนอื่นจนถึงแก่ความตาย…”
โจทย์ข้อสุดท้ายสร้างความฮือฮาให้กับทุกคนเมื่อมีการวิเคราะห์เข้ามาเกี่ยวข้อง เื่ราวรักระหว่างเด็กสาวเจาเยว่หรงที่มีคู่หมั้นฟางโจวเหอ พวกเขาทั้งสองถูกบรรยายว่ารักกันมากจนกระทั่งต้องเข้าเรียนในระดับที่สูงขึ้น และมีเพื่อนใหม่เข้ามาเกี่ยวข้อง แรกๆ ทุกอย่างเป็ไปได้ด้วยดีจนกระทั่งเทอมสุดท้ายของการเรียนเจาเยว่หรงล้มป่วยอย่างไม่ทราบสาเหตุ ทำให้หล่อนต้องลาออกจากโรงเรียนเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบหลายๆ อย่าง
เซี่ยเหมินลี่คือเพื่อนสาวในกลุ่มที่อยู่บ้านใกล้กันกับเจาเยว่หรง หล่อนจะเดินทางกลับบ้านพร้อมฟางโจวเหอคู่หมั้นของเพื่อนสนิท แต่แล้ว่หลังๆ ทั้งคู่กลับมาด้วยกันแต่ไม่ยอมมาพบเจาเยว่หรง มีเพียงฟางโจวเหอที่มาพบในเวลาสุดท้ายก่อนกลับ
ฟางโจวเหอทำการยกเลิกหมั้นหมายกับเจาเยว่หรงไปหมั้นหมายกับเซี่ยเหมินลี่ภายใต้ความเจ็บช้ำของอดีตคู่หมั้น เจาเยว่หรงไม่ยอมแพ้หล่อนทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาอาการป่วย จนสุดท้ายจึงรู้ความจริงที่หล่อนถูกวางยา!
เฉินเฟิ่นอี้ตวัดสายตาไปมองิหลานฮุ่ยกับอี้เหม่ยเฟิ่งเมื่ิอเื่ราวมันคุ้นๆ ทั้งทีเป็การถามถึงว่าฟางโจวเหอกับเซี่ยเหมินลี่ควรถูกจัดการยังไง ทั้งสองมีใบหน้าซีดลงโดยเฉพาะอี้เหม่ยเฟิ่งที่มีชนักติดหลัง เธออยากรู้จริงๆ ว่าใครเป็คนออกโจทย์คำถามทั้งหมด เพราะเื่นี้มันเคยเกิดขึ้นมาจริง หรือระบบจะช่วยเหลือเธอ? แต่ก็เป็ไปได้ยาก ระบบไม่สามารถปรากฏตัวออกมาได้หากเธอไม่ปลดปล่อย
“ฟางโจวเหอผิดที่สุดค่ะ เพราะก่อนเจาเยว่หรงล้มป่วยเขาก็มีความสัมพันธ์ที่ดีกับเซี่ยเหมินลี่แล้ว แต่เซี่ยเหมินลี่ก็มีความผิดร้ายแรงเพราะแบบนี้เป็การฆ่าคนชัดๆ ควรถูกจับส่งทางการและประจานรอบหมู่บ้าน” เฉินเฟิ่นอี้เป็คนตอบคำถามคนแรก หากเป็สถานการณ์ที่เคยเกิดขึ้นกับเฉินเฟิ่นอี้ ิหลานฮุ่ยก็เป็คนผิดที่สุด
“เฉินเฟิ่นอี้เธอพูดเกินไปแล้ว ฟางโจวเหอกับเซี่ยเหมินลี่รักกันทำไมเป็เื่ที่ผิดได้?” อี้เหม่ยเฟิ่งถึงแม้ยังกังวลแต่หล่อนก็เอ่ยค้าน ฟางโจวเหอกับเซี่ยเหมินลี่แค่รักกัน การถอนหมั้นจึงถือว่าเป็เื่ที่ดีแล้วไม่ใช่เหรอ
“แต่ฟางโจวเหอกับเซี่ยเหมินลี่ทำอะไรลับหลังเจาเยว่หรงก่อนหล่อนล้มป่วยอีก ภายหลังยังถูกเฉลยว่าเซี่ยเหมินลี่เป็คนอยู่เื้ั เธอยังคิดว่ามันไม่ผิดอีกเหรอ? แค่การนอกใจมันก็ผิดอยู่แล้วยังมีการวางยากันอีก” เจียวซีที่เขียนเื่ราวไปด้วยเงยหน้าขึ้นตอบ มองยังไงคนที่น่าสงสารที่สุดไม่พ้นเจาเยว่หรง
ครั้งนี้เป็ครั้งแรกที่เจียวซีกล่าวอย่างจริงจังสร้างความแปลกใจให้กับสมาชิกห้องอันดับสาม แต่สำหรับเฉินเฟิ่นอี้คิดว่าหล่อนคงรู้อะไรหลายอย่างที่เกิดขึ้นจึงไม่ชอบอี้เหม่ยเฟิ่ง
“ใช่ครับ มองยังไงฟางโจวเหอก็ผิดที่สุด ถ้าเขาไม่นอกใจั้แ่แรกเื่แบบนี้คงไม่เกิด หรือบางทีที่เซี่ยเหมินลี่ตัดสินใจวางยาเพื่อนสนิทฟางโจวเหออาจมีส่วนร่วม” เฉินไห่หลิวตอบบ้างพลางเหลือบมองพี่สาว เื่ราวนี้คุ้นหูอย่างบอกไม่ถูก
อี้เหม่ยเฟิ่งดูเหมือนจะตอบอะไรบางอย่างแต่ก็ถูกิหลานฮุ่ยห้ามเอาไว้ เขาก็ตงิดใจเื่โจทย์คำถามไม่น้อย เพราะบางเื่มันเคยเกิดขึ้นจริงมาก่อน
“ฉันคิดว่าเซี่ยเหมินลี่ผิดที่สุด ถ้าหล่อนไม่ไปยุ่งกับฟางโจวเหอเื่ทุกอย่างมันก็ไม่มีทางเกิดขึ้น” หวังซ่งเยี่ยนตอบบ้าง ั้แ่เริ่มการแข่งขันดูเหมือนนี่จะเป็ครั้งแรกที่หล่อนมีส่วนร่วม
“แต่ฟางโจวเหอก็ไม่มีสิทธิ์ไปยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงคนอื่นั้แ่แรกหรือเปล่า เซี่ยเหมินลี่ก็เป็ผู้หญิงขี้อิจฉากลัวคนอื่นได้ดีกว่าตน” เฉินเฟิ่นอี้ส่ายหน้าไม่เห็นด้วย ครูคุมการแข่งขันก็ไม่ยอมนับคะแนนสักทีทั้งๆ ที่ห้องอันดับสามชนะไปหลายครั้ง
บรรยากาศเริ่มตึงเครียดเมื่อยังไม่มีเสียงสรุปคะแนน ตัวแทนทั้งสองห้องเริ่มโต้แย้งความคิดต่างๆ โดยเฉพาะเฉินเฟิ่นอี้ที่ร่ายรายละเอียดให้อีกฝ่ายฟังว่าตรงไหนมันผิด แต่ก็ยังถูกแย้งอยู่ดีจนหยุดพูด
“ห้องที่สามยี่สิบเก้าคะแนน! รวมกับคะแนนเดิมเป็ห้าสิบหกคะแนน ชนะการแข่งขันชิงทุนรอบคัดเลือก”
สิ้นเสียงประกาศ ห้องอันดับสามต่างร้องเฮด้วยความดีใจ แตกต่างจากห้องอันดับต้นที่เริ่มมีปากเสียงกัน คะแนนที่ควรได้มากกว่าครึ่งกลับได้มาแค่คะแนนเดียว สร้างความอับอายให้กับห้องเป็อย่างมากทั้งที่เป็ห้องอันดับต้น
เฉินเฟิ่นอี้ยกมือขึ้นกอดอกมองทุกคนที่ทยอยเดินออกไป ดูเหมือนว่าิหลานฮุ่ย้าจะพูดคุยกับเธอจึงยืนรอ กลุ่มของเธอที่ยังยืนอยู่มีพวกเว่ยฟ่ง จี้หลัน เจียวซีและน้องชายทั้งสอง เฉินเฟิ่นอี้หันไปเผชิญหน้ากับคนอีกกลุ่มอย่างไม่หลีกเลี่ยงทั้งยังเอ่ยถามอย่างสงสัย
“ข้อสุดท้ายเื่ราวคุ้นๆ นะ พวกคุณคิดเหมือนกันไหม” เฉินเฟิ่นอี้เหยียดยิ้ม ใบหน้าของเธอเชิดรั้นขึ้นสบตากับฝ่ายตรงข้ามอย่างไม่เกรงกลัว
“คุ้นอย่างไรหรือเฟิ่นอี้” จี้หลันถามด้วยความสงสัย หล่อนไม่รู้เื่ราวมาก่อนจึงอดที่จะถามไม่ได้