ในท้องพระโรงเช้าวันนั้นขุนนางทั้งบุ๋นและบู๊ต่างจับกุมสนทนากันอย่างออกรสพวกเขาวิพากษ์วิจารณ์เพราะได้ยินมาว่าเสนาบดีฝ่ายซ้ายฟ่านหลี่เจี๋ยจะถวายฎีกาเสนอชื่อผู้ที่สมควรจะได้รับการแต่งตั้งเป็ฮองเฮา
“ใต้เท้าเจี่ยท่านเห็นด้วยกับใต้เท้าฟ่านด้วยหรือ?”มหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายหลี่ทำสีหน้าฮึดฮัดขัดใจ คราวก่อนที่เขาทูลถวายฎีกาฮ่องเต้รับไปแล้วกลับไม่สนพระทัย แม้เขาจะไม่มีบุตรสาวที่เกิดจากฮูหยินเอกแต่ก็มีหลานสาวที่เป็บุตรสาวขุนนางขั้นสามที่มีความงดงามมากพอที่จะเป็ฮองเฮาได้ไม่อายผู้ใด‘นี่เป็เพราะฝ่าาทรงมีพระอนุชาคุมกองทัพใหญ่ของแคว้นจึงมิได้เกรงอำนาจในราชสำนักของข้า’
“ข้าเองก็ยังมิเคยเห็นท่านหญิงที่ว่านี้เหมือนกันรูปร่างหน้าตาอย่างไรก็สุดรู้เอาแค่สืบประวัติครอบครัวของนางได้อย่างแน่ชัดเสียก่อนเถิดว่าเป็ราชนิกูลตัวจริง”มหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายเจี่ยได้แต่ส่ายหน้าเขาเองก็เคยเสนอบุตรสาวของตนขึ้นฮองเฮาแต่คราวนั้นไม่อาจสู้ใต้เท้าเถียนได้ บัดนี้บุตรสาวของเขาก็ออกเรือนไปแล้วจนนางมีหลานให้เขาได้เชยชมส่วนหลานสาวของเขาก็ไม่งดงามพอที่จะมาชิงตำแหน่งฮองเฮาจึงได้แต่ปล่อยให้ฟ่านหลี่เจี๋ยที่มีอำนาจเป็รองเขาอยู่เล็กน้อยเสนอชื่อท่านหญิงตระกูลหลวนขึ้นมา
เมื่อฮ่องเต้เสด็จออกว่าราชการทั้งท้องพระโรงต่างหยิบยกเอาเื่นี้มาถกเป็เื่แรกนั่นเพราะหากคนของขั้วอำนาจฝั่งใดได้ขึ้นเป็ฮองเฮาย่อมส่งผลต่อการปกครองอย่างยิ่งพระโอรสที่ประสูติจากฮองเฮาพระองค์ใหม่จะได้เป็รัชทายาทอย่างแน่นอน
“หม่อมฉันขอกราบทูลเื่การค้นหาท่านหญิงหลวนพบพะยะค่ะ” ฟ่านหลี่เจี๋ยเสนาบดีฝ่ายซ้ายนับเป็หนุ่มรูปงามอันดับต้นๆนอกจากจะเป็ผู้ทรงภูมิอย่างยิ่งเพราะสอบได้อันดับหนึ่งของสถาบันการศึกษาเค่อเฉิงที่โด่งดังที่สุดในแคว้นิแล้วยังมีศักดิ์เป็พี่ภรรยาของชินอ๋องผู้คุมกองกำลังพยัคฆ์เหินอันยิ่งใหญ่แห่งภาคเหนืออีกทั้งท่านพ่อตาของเขาก็คือท่านฝู่กั๋วกงแห่งวังจีซึ่งมีอิทธิพลไม่น้อยในแวดวงราชการฟ่านหลี่เจี๋ยหยิบเอาประวัติของท่านหลวนตัวหลัวเป้ยเล่อหรือเป้ยเล่อซึ่งเป็บุตรบุญธรรมของฮ่องเต้ในรัชกาลก่อนขึ้นมากล่าวอ้าง
“ขอเดชะฝ่าาท่านหลวนเป้ยเล่อและครอบครัวเสียชีวิตในกองไฟที่วังชิงหยวนแล้วมิใช่หรือพะยะค่ะแล้วจะเอามากล่าวอ้างเช่นนี้ได้อย่างไรกัน?หลักฐานก็มีชัดเจนว่าทุกศพล้วนตรวจสอบถูกต้อง”
“ใต้เท้าหลี่แม้ว่าคราวนั้นจะมีการเขียนรายงานเอาไว้แต่ข้าได้ตรวจสอบโดยละเอียดแล้วพบว่ามีพิรุธอยู่หลายแห่งเพื่อความกระจ่างแจ้งวันนี้จึงได้นำเอาพยานและหลักฐานมาเพื่อให้ฝ่าาได้ทอดพระเนตรด้วยพระองค์เองด้วย”ฟ่านหลี่เจี๋ยหันหน้าจากการสบตาใต้เท้าหลี่ไปยังฮ่องเต้“เชิญทอดพระเนตรหลักฐานของกระหม่อมด้วย พะยะค่ะ”
ฟ่านหลี่เจี๋ยทำเอกสารการตรวจสอบไฟไหม้วังชิงหยวนแต่เดิมรวมถึงการชันสูตรศพต่างๆออกมาแจกแจง “หม่อมฉัน้าชี้ให้เห็นว่ามีการสวมรอยนำเอาศพคนภายนอกมาใส่ในกองเพลิงเพื่ออ้างว่าเป็คนในวังชิงหยวนเพราะตามรายงานแล้วมีเพศที่แตกต่างกัน เป็การเอาศพบุรุษมาใส่แทนสตรีและเอาศพบุรุษมาแทนเด็ก กระหม่อมขอเบิกตัวพยานซึ่งเป็พนักงานชันสูตรศพใน่เวลานั้นที่หายสาบสูญไปกระหม่อมได้ส่งคนไปตามหาและพบว่าเขาเร้นกายหนีไปอาศัยอยู่ที่ชายแดนใกล้เมืองฉู่จิ้งหลายสิบปี”
เสนาบดีหนุ่มจึงเรียกให้องครักษ์นำตัวอดีตขุนนางชั้นผู้น้อยที่อยู่ในวัยชราเข้ามาถึงท้องพระโรง“คนผู้นี้ชื่อจงหลี่ซุ่น ในยามที่วังชิงหยวนไฟไหม้ เขากับไช่ฉิงคงเป็ ผู้ชันสูตรศพหลังจากชันสูตรเสร็จจงหลี่ซุ่นกลับหายตัวไปเหลือเพียงไช่ฉิงคงที่บันทึกผลการชันสูตรเพียงผู้เดียว สองปีต่อมาไช่ฉิงคงจู่ๆก็ลาออกจากราชการหายตัวไป ความจริงในคดีไฟไหม้วังชิงหยวนมีเพียงเขาสองคนเท่านั้นที่จะให้ความกระจ่าง แจ้งได้”
ฮ่องเต้ที่ประทับอยู่เบื้องบนสูงสุดในท้องพระโรงก้มพระพักตร์มองขุนนางชราที่หมอบอยู่เบื้องล่าง“เ้า พูดความจริงให้เจิ้นฟังประเดี๋ยวนี้หากโกหกแม้แต่คำเดียวลิ้นของเ้าจะมิได้ใช้การอีกตลอดชีวิต”
จงหลี่ซุ่นนั่งหมอบตัวสั่นงันงกรีบโขกศีรษะ“พะยะค่ะ หม่อมฉันจะกราบทูลความจริง”
“คราวที่ไฟไหม้วังชิงหยวนหม่อมฉันกับไช่ฉิงคงถูกเรียกให้มาชันสูตรศพแต่น่าแปลกที่พวกเขากลับให้เขียนรายงานโดยบิดเบือนความจริงจากศพบุรุษเป็ศพสตรีและศพเด็ก แม้จำนวนจะเท่านั้นแต่มิใช่คนที่มีในรายงานว่าเป็คนวังชิงหยวนสักนิดแต่หม่อมฉันก็ไม่อาจทัดทานพวกเขาได้ยามนั้นมีขันทีผู้หนึ่งได้เข้ามากำกับกระหม่อมสองคนว่าเป็พระประสงค์ของเบื้องบนที่้าให้บันทึกเช่นนั้นพะยะค่ะ”
“ขันทีงั้นหรือ? เ้าพอจะจำรูปลักษณ์และใบหน้าคนผู้นั้นได้หรือไม่?”
“กะ กราบทูลฝ่าาเื่มันหลายสิบปีแล้วกระหม่อมก็ไม่แน่ใจรู้แต่เพียงว่าขันทีผู้นั้นมีรอยแผลเป็ที่หลังมือคล้ายถูกไฟลวก พะยะค่ะ"
“อู๋กงกงเ้าเรียกจิตรกรมาให้ที ให้เขาวาดรูปลักษณะาแบนหลังมือขันทีผู้นั้นเจิ้นจะต้องสืบหาตัวคนผู้นี้ให้พบ”
“พะยะค่ะ” อู๋กงกงนึกถึงเื่ราวครั้งนั้นเหตุการณ์ที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด วังชิงหยวนนับเป็วังใหญ่แห่งหนึ่งการเกิดไฟไหม้ครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากจนน่าใเรือนใหญ่เรือนน้อยตกอยู่ในเปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำ เ้าของวังและบ่าวไพร่ใกล้ชิดล้วนเสียชีวิตกันทั้งหมดมีเพียงพวกบ่าวทำงานหนักและคนครัวเท่านั้นที่รอดชีวิต
เสนาบดีฟ่านหลี่เจี๋ยรีบกราบทูลเื่ที่ได้ติดตามหาตัวท่านหลวนเป้ยเล่อในยามนั้นที่มีอายุสิบแปดปีหนีรอดจากไฟไหม้ไปซ่อนตัวใช้ชีวิตอย่างสงบที่หมู่บ้านเล็กๆแถบเมืองพยัคฆ์เหิน ยามนี้ได้แต่งงานและมีบุตรสาวผู้หนึ่งชื่อ หลวนชิงซือ“กราบทูลฝ่าา หากจะนับกันแล้ว หลวนชิงซือผู้นี้ก็ต้องเป็องค์หญิงซึ่งหม่อมฉันเห็นว่าหากไม่เกิดโศกนาฎกรรมในครั้งนั้น องค์หญิงแห่งวังชิงหลวนผู้นี้ย่อมมีความเหมาะสมที่จะเป็ฮองเฮาได้พะยะค่ะ”
คนทั่วทั้งท้องพระโรงล้วนใจะว่าไปแล้วขุนนางเก่าแก่ทั้งหลายรู้กันดีว่าฮ่องเต้รัชกาลก่อนโปรดปรานท่านหลวนเป้ยเล่อผู้นี้เพียงใดบรรดาศักดิ์ตัวหลัวเป้ยเล่อถือเป็องค์ชายระดับสามเป็รองเพียงชินอ๋องกับจวิ้นอ๋อง แม้ท่านหลวนจะเป็เพียงบุตรบุญธรรมแต่กลับมีสิทธิ์ในการเข้าเฝ้าได้ตลอดเวลาโดยมิต้องแจ้งล่วงหน้าหากองค์รัชทายาทไม่มาเกิดในหลายปีต่อมาเกรงว่าท่านเป้ยเล่อผู้นี้อาจจะได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็ท่านอ๋อง
“เ้านำตัวท่านหลวนเป้ยเล่อมาพิสูจน์ได้หรือไม่เล่าว่าเป็ตัวจริง?”
“พะยะค่ะกระหม่อมทูลเชิญท่านหลวนเป้ยเล่อและองค์หญิงมาเมืองหลวงแล้ว”
*******************
