ไม่รู้เวลาผ่านไปนานแค่ไหน ซือเฟิงหลงค่อยถอนจิตออกจากสมาธิรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเป่าไม่น้อยความอ่อนล้าเหน็ดเหนื่อยสะสมจากการทำงานหนักเหมือนได้รับการชำระ
เด็กชายหงายฝ่ามือขึ้น แล้วกำแน่นดวงตาหงส์โค้งลง ทว่าไม่นานรอยยิ้มก็แข็งค้างบนริมฝีปาก
“แย่แล้ว ข้าหายมานานเท่าใดแล้วป่านนี้ท่านพ่อมิพลิกแผ่นดินตามหาข้าแล้วหรือ!”
ร่างเล็กพลันพลิกกายลุกขึ้นคุกเข่าลงเบื้องหน้าโครงกระดูกเซียนเฒ่า โขกศีรษะสามครั้งเต็มแรง
“ศิษย์ขอบคุณอาจารย์ที่เมตตาถ่ายทอดวิชาให้ วันหน้าศิษย์จะกลับมาคารวะอีกครั้ง…วันนี้ข้าคงต้องกลับไปก่อน”
เขายื่นมือคว้าป้ายหยักสามชิ้นตรงหน้ามากำแน่นแล้วยัดใส่อกเสื้อ จากนั้นจึงเดินมาหยุดที่ผนังถ้ำด้านที่ตนเข้ามาครานี้เขามิได้ตื่นตระหนกดังเดิม หากแต่หลับตาสำรวมดวงจิตรวบรวมพลังปราณมาไว้ที่ฝ่ามือ ก่อนเหวี่ยงแขนออกไปวูบ
เส้นแสงคล้ายอักขระยันต์พลันปรากฏบนผนังหินก่อรูปเป็ประตูเก่าบานหนึ่งผุดขึ้นท่ามกลางความว่างเปล่า
เมื่อก้าวออกจากกระท่อมร้างแสงอาทิตย์ก็ล่วงเลยผ่านยามเที่ยงไปแล้ว ลมพัดกลิ่นปลาย่างหอมฉุยมาแตะจมูกท้องเล็กๆ ของเขาก็ร้องโครกเบาๆ อย่างมิอาจห้ามได้
ที่ริมน้ำมีควันไฟกรุ่นเสื้อผ้าที่ซักไว้ตากอยู่บนราวไม้ไผ่ เฟิงหลงหันกลับไปมองกระท่อมร้างอีกครั้งแววตาฉายความมุ่งมั่น “ข้าจะกลับมาฝึกที่นี่อีกให้ได้”
เขาหันหลังวิ่งลงสู่ลำธารอย่างร่าเริงพลางร้องเรียกเสียงใส
“ท่านพ่อ! ท่านแม่! ข้าหิวแล้ว!”
จูซื่อหันขวับมา ถอนหายใจเฮือกใหญ่“เสี่ยวหลงไปที่ใดมา แม่เรียกตั้งนาน นึกว่าเ้าถูกสัตว์ร้ายจับไปแล้วเสียอีก!”
ซือคงเพียงยิ้มบางมองบุตรชายด้วยแววตาสำรวจ “ข้าบอกแล้ว เสี่ยวหลงอยู่ในกระท่อมหากหิวเดี๋ยวเขาก็ออกมาเอง”
“ข้าไปหาที่กระท่อม ไม่เห็นเจอเลยนี่นา”จูซื่อเอ็ดพลางยื่นปลาย่างให้ “เสี่ยวหลงอย่าไปไกลนักนะลูกต้องอยู่ในระยะที่แม่เรียกแล้วเ้าต้องได้ยิน เข้าใจหรือไม่”
เฟิงหลงรับปลามากินพลางพยักหน้ารับเชื่อฟัง แต่ในดวงตากลับวูบวาบราวมีความลับที่ไม่อาจบอกใครได้
หลังจากอิ่มหนำเด็กน้อยก็ล้มตัวลงอย่างเคย ทว่าเสียงคำสอนของเซียนเฒ่ากลับดังก้องในหัว “การบำเพ็ญมิอาจหย่อนยานมิฉะนั้นก็เท่ากับเผาผลาญเวลาทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์…”
เขาผุดลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิทันทีเริ่มโคจรปราณอีกครั้ง แต่ครั้งนี้กลับติดขัด พลังไหลเวียนไม่ทั่ว ราวกับพร่องไปบ้างจึงพยายามเติมบางส่วนเข้าไป ทว่าเติมอย่างไรก็ไม่เพิ่มขึ้นแม้แต่น้อยความตื่นตระหนกแล่นวาบในอก พลังที่โคจรอยู่สูญเสียสเถียรภาพทั้งร่างเ็ปเหมือนถูกเข็มนับพันทิ่มแทง
หากฝืนต่อ เส้นปราณอาจฉีกขาดได้!
ทันใดนั้น เสียงบิดาดังเข้ามาในห้วงจิต “เอาล่ะได้เวลากลับแล้ว”
เฟิงหลงรีบถอนจิตออกจากสมาธิแรงบีบคั้นในกายจึงค่อยๆ คลายลง เด็กน้อยหอบหายใจอย่างโล่งอกเหงื่อเย็นหลั่งท่วมร่าง เกือบไปแล้ว…
ซือคงเอ่ยเรียบๆ “เสี่ยวหลงไปตักน้ำพุ้ากลับมาด้วย น้ำจากบ่อนั้นดีกว่าน้ำจากที่อื่นมาก”
“ขอรับท่านพ่อ”
เฟิงหลงขานรับอย่างเหม่อลอย คว้ากระบอกไม้ไผ่จากบิดาแล้วเดินขึ้นไปตามโขดหิน เหนือแอ่งน้ำตกมีถ้ำเล็กๆ ตื้นๆ อยู่แห่งหนึ่งด้านในมีบ่อน้ำขนาดไม่เล็กๆ ไม่ใหญ่บ่อหนึ่ง น้ำใสจนเป็สีฟ้ามีตาน้ำผุดขึ้นตลอดเวลา ไอหมอกขาวลอยวนเหนือผิวน้ำที่มีประกายระยับ
ขณะตักน้ำเด็กชายก็ครุ่นคิดเกี่ยวกับการฝึกที่ผิดพลาดของตนเองอย่างใจลอยกระทั่งตักน้ำขึ้นมาเต็มกระบอก จึงเริ่มสังเกตความแตกต่าง ระหว่างน้ำจากสายน้ำตกและน้ำจากบ่น้ำพุ
จึงลองชิมน้ำจากบ่อและเปรียบเทียบกับน้ำตกข้างนอกพบว่าน้ำจากสองแหล่งมีรสชาติที่แตกต่างจริงๆ
มือที่ถือกระบอกน้ำชะงักค้างดวงตาสว่างวาบ ใช่แล้ว! เพราะปราณฟ้าดินข้างนอกเบาบางเกินไปข้าจึงโคจรได้ไม่เต็มที่เหมือนในถ้ำเซียน!
ความเข้าใจใหม่พลันผุดขึ้นสีหน้าที่หม่นหมองก็พลันแจ่มใส เฟิงหลงวักน้ำขึ้นมาดื่มอีกหลายอึกความรู้สึกสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก อาการาเ็บรรเทาลงอย่างน่าอัศจรรย์เด็กชายแอบจดจำไว้แล้ว หากขึ้นเขามาครั้งหน้าเขาจะตักน้ำบ่อนี้ลงไปให้มารดาอีกแน่นอน
เด็กชายวิ่งกลับมาหาบิดา “ท่านพ่อข้าตักน้ำมาแล้วขอรับ! น้ำพุนี้อร่อยจริงๆ”
ซือคงเพียงเหลือบตามองบุตรชายแววตาลึกซึ้งคล้ายรับรู้บางสิ่ง มุมปากยกเพียงเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับไปประคองภรรยาเดินลงเขาไปอย่างมั่นคง
บนยอดเขาอวิ๋นอู้สถานที่ตั้งของสำนักศึกษาเซียนฉี
เสียงระฆังเงินดัง เหง่งหง่างก้องสะท้อนท่ามกลางความเงียบสงัด เรือเหาะหลายลำเคลื่อนช้าๆ มาหยุดเหนือยอดไผ่ไผ่เขียวไหวเอนตามแรงลมราวกับโค้งคำนับต้อนรับ
เหล่าศิษย์สวมชุดฟ้าอ่อนและชุดเขียวทยอยปรากฏกายที่ลานหน้าโถงศาลาหลายคนรีบเร่งออกมาเพราะได้ยินสัญญาณระฆัง จึงอดหันไปถามศิษย์ข้างกายมิได้
“ท่านรู้หรือไม่เหตุใดระฆังเงินจึงดังขึ้นยามนี้?”
อีกฝ่ายทำท่าครุ่นคิด ยังไม่ทันอ้าปากก็มีเสียงตอบดังแทรกมาจากเด็กหนุ่มชุดเขียวที่ยืนอยู่ไม่ไกล
“ระฆังเงินคือสัญญาณของสำนักระฆังดังสามครั้งคือการเรียกรวมพลที่ลานหลัก อาจมีเื่จะประกาศหากดังต่อเนื่องไม่หยุด แปลว่ามีเหตุร้าย ทุกคนต้องเตรียมรับสถานการณ์”
เด็กหนุ่มที่ตั้งคำถามหันไปประสานมือคารวะ“ขอบคุณศิษย์พี่”
ทันใดนั้นสายตาทุกคู่พลันจับจ้องไปยังภาพเรือเหาะที่ค่อยๆ ลดระดับ ศิษย์ฝ่ายในในชุดเขียวเหาะลงมาอย่างสง่างาม เพียงเห็นแผ่นหลังของพวกเขาศิษย์ฝ่ายนอกทั้งหลายก็อดชื่นชมมิได้
“สักวัน…ข้าจะต้องเลื่อนเข้าสู่ด่านจู้จี้กลายเป็ศิษย์ฝ่ายในให้จงได้!”
จากเรือเหาะอีกลำศิษย์ในชุดเหลืองทยอยจูงเด็กเล็กลงมายังแท่นเวทีเบื้องหน้าศาลาเด็กเ่าั้อายุไม่เกินสิบสองปี ต่างเบิกตาโต เหลียวมองรอบด้านด้วยความตื่นเต้น
เสียงกระซิบดังขึ้นจากเด็กสาวชุดฟ้าอ่อนผมแกละ
“ข้าได้ยินว่าสำนักเราพบเด็กในคำทำนาย…หรือจะเป็ความจริง? ปีที่แล้วตอนรับศิษย์ใหม่มิได้เรียกศิษย์มาร่วมชมมากมายเช่นนี้”
“นั่น! ท่านเ้าสำนักมาถึงแล้ว!”
ศิษย์คนหนึ่งชี้ขึ้นไปบนฟ้าพลันเห็นเงาร่างห้าสายพุ่งลงมาดุจดาวตก เพียงพริบตาต่อมาบุรุษมากวัยทั้งห้าก็ปรากฏกายขึ้นภายในโถงศาลา
หนึ่งในนั้นมีชายชราผมเคราขาวโพลนยืนอยู่ในตำแหน่งประธานเสียงอุทานก็ดังขึ้นรอบด้าน
“แม้แต่ท่านบรรพจารย์ก็มาด้วย…หรือข่าวลือเป็จริง? เด็กในคำทำนายปรากฏแล้ว?”
ศิษย์ชุดฟ้าที่อ่อนาุโที่สุดเอ่ยถามอย่างนอบน้อม“ศิษย์พี่ เด็กในคำทำนายคือสิ่งใดหรือขอรับ?”
ศิษย์ชุดเขียวขมวดคิ้ว“นี่เ้าไม่รู้หรือ?”
อีกฝ่ายส่ายหน้าอย่างจนใจ“ผู้น้อยเพิ่งเข้าสู่เส้นทางบำเพ็ญเมื่อปีก่อน จึงไม่รู้เื่ตำนานใดๆ”
ศิษย์ชุดเขียวหัวเราะเบาๆใช้ขลุ่ยในมือปัดปอยผมบนหน้าผาก ก่อนก้าวออกมาหนึ่งก้าว เอ่ยราวนักปราชญ์
“เช่นนั้นเ้าคงไม่เคยได้ยินเื่นิมิตหงส์ร่อนัเหิน เป็แน่”
“ขอรับ ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย”
เขาจึงกล่าวช้า ๆ ทีละถ้อยคำ
“เมื่อเก้าหรือสิบปีก่อน กลางคืนเหมันต์ได้เกิดภาพหงส์เพลิงเคียงคู่ัฟ้า พุ่งทะยานจากพื้นดินสู่ท้องนภาเหล่าผู้วิเศษทั้งหลายล้วนเห็นเหตุการณ์นั้น ต่างพากันคำนวณด้วยศาสตร์แขนงต่าง ๆและผลลัพธ์กลับเหมือนกันโดยมิได้นัดหมาย…
‘ยามที่นิมิตปรากฏคือวาระตกฟากของั ัจะโผนทะยานสู่ฟากฟ้า เขย่าแดนเซียน ปิดตายแดนมารคืนความสงบสู่แดนมนุษย์!’”
สิ้นถ้อยคำศิษย์ที่ยังไม่เคยได้ฟังมาก่อนต่างขนลุกซู่ เผลอยกมือลูบแขนโดยไม่รู้ตัว
เวลานั้นเอง เสียงเ้าสำนักก็ดังก้องกังวาลไปทั่วทั้งลานกว้าง
“ศิษย์ทั้งหลาย ฤดูกาลเวียนผันอีกคราถึงเวลาที่สำนักเซียนฉีจะคัดเลือกผู้มีพร์เข้าสู่สำนัก!”
ทุกคนเข้าใจดีเด็กที่ยืนอยู่บนแท่นล้วนผ่านการคัดกรองแล้วว่ามีรากิญญา สามารถฝึกบำเพ็ญได้ทว่าพร์ในระดับใด จะเป็ตัวตัดสินว่าพวกเขาจะถูกอาจารย์จากยอดเขาต่าง ๆเลือกเป็ศิษย์สายตรงหรือไม่
หากไม่ถูกเลือกก็จะกลายเป็ศิษย์ฝ่ายนอก สวมชุดฟ้าอ่อนเช่นศิษย์ทั้งหลายที่ยืนอยู่รอบลานหากพากเพียรจนฝึกถึงด่านจู้จี้ จึงมีสิทธิเลื่อนชั้นเป็ศิษย์ฝ่ายในชุดเขียวและหากโชควาสนาเข้าตาอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ ก็อาจได้สวมชุดเหลืองทองอันเป็สัญลักษณ์แห่งศิษย์สายตรงเช่นกัน
ทว่ามีน้อยนักที่จะก้าวขึ้นถึงขั้นนั้น…