ชายากำราบ (ท่านอ๋อง)

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 120 ประกาศิตเทพเวหา

            เมื่อมู่อวิ๋นจิ่นเดินไปถึงทางออกนางหันมองต้นไม้โบราณต้นนั้นอีกแวบหนึ่ง

            หรือว่าก่อนหน้านี้นางได้เคยเจอต้นไม้โบราณต้นนี้และได้เกิดการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากการมาของฉินมู่หนาน

            พอคิดได้เช่นนั้นมู่อวิ๋นจิ่นก็รีบสาวเท้าวิ่งจากไป

            พอมาถึงกุฏิที่อาจารย์เฟิงเสวียนและท่านอาจารย์ไฮว๋หยวนสนทนากันมู่อวิ๋นจิ่นก็มายืนรอด้วยความร้อนใจ

            อาจารย์เฟิงเสวียนเห็นท่าทีเช่นนั้นของมู่อวิ๋นจิ่นจึงขมวดคิ้วถามขึ้น “นางหนูจะวิ่งทำไม มีผีไล่ตามมางั้นหรือ?”

            “ใช่แล้ว มีผีไล่ตามศิษย์มาจริง ๆ” มู่อวิ๋นจิ่นหายใจกระหืดกระหอบ

            “อะไรนะ เจ้านี่พูดจาให้มันรู้เรื่องหน่อย” อาจารย์เฟิงเสวียนถลึงตาใส่พลางเดินเข้ามาประชิด “ไปได้แล้ว ข้าจะพาเจ้าไป”

            มู่อวิ๋นจิ่นหยุดฝีเท้าลงหันมาถามท่านอาจารย์ไฮว๋หยวนที่ยืนนิ่ง “ท่านอาจารย์ไฮว๋หยวนไม่ไปด้วยกันหรือเจ้าคะ?”

            ท่านอาจารย์ไฮว๋หยวนส่ายหน้าพลางฉีกยิ้มไปด้วย

            มู่อวิ๋นจิ่นเห็นดังนั้นได้แต่ยู่ปากเดินตามหลังอาจารย์เฟิงเสวียนไปที่ห้องลับ

            ระหว่างทางอาจารย์เฟิงเสวียนคอยหันมองมู่อวิ๋นจิ่นอยู่บอยครั้ง “ได้ยินไฮว๋หยวนเล่าว่า เจ้าสามารถทำลายค่ายกลของคงซื่อได้ใช่หรือไม่?”

            “ไม่นับว่าทำลายหรอก” มู่อวิ๋นจิ่นก้มหน้าคิดในใจว่ามันเป็นเพียงแสงรังสีอินฟราเรด ที่คนโบราณไม่รู้จักเท่านั้นเอง

            “หึ นางหนูดูท่าเจ้าจะไม่ธรรมดา พอจะมีความฉลาดเฉลียวอยู่บ้าง”

            “ก็ธรรมดาสามัญศิษย์เป็นสตรีที่มีความงามอันดับหนึ่งในอาณาจักรซีหยวนเชียวนะ”

            “ดูไม่ออกเลยจริง ๆ”

            …

            มู่อวิ๋นจิ่นพาอาจารย์เฟิงเสวียนเดินเข้ามาในห้องลับเมื่อเห็นค่ายกลที่อยู่เบื้องหน้า นางพยายามเหล่ตามองปฏิกิริยาของเขา

            พอเห็นท่าทางที่เคร่งขรึมจับจ้องไปที่ค่ายกลและบริเวณโดยรอบของอาจารย์เฟิงเสวียน

            มู่อวิ๋นจิ่นกลับอดถามขึ้นมาเสียมิได้ “อาจารย์มองอะไรออกบ้างหรือไม่?”

            “มหาเวทผนึกเซียน” อาจารย์เฟิงเสวียนเอ่ยขึ้นมาแผ่วเบา

            มู่อวิ๋นจิ่นขมวดคิ้วเข้าหากันเมื่อได้ยินชื่อวิชานี้หลุดจากปากอาจารย์เฟิงเสวียนนางคิดว่าวิชานี้อาจสามารถช่วยได้ จึงถามเฟิงเสวียนว่า “วิชานี้สามารถใช้ทำลายค่ายกลได้หรือไม่?”

            “มู่เอ๋อร์…”

            เสียงที่แหบแห้งระคนเศร้าสร้อยดังขึ้นออกมาจากห้องลับให้ความรู้สึกสยองขวัญจนน่าขนลุกพอได้ยินดังนั้นมู่อวิ๋นจิ่นรีบหันมองอาจารย์เฟิงเสวียนทันที

            “เฟิงเสวียน เจ้าก็มาด้วยงั้นหรือ?” เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง

            “จากกันครั้งนั้นเป็นเวลายี่สิบปีแล้ว เจ้ายังจำข้าได้อยู่หรือไม่?”อาจารย์เฟิงเสวียนพูดอย่างห่อเหี่ยวใจ

            จากนั้นได้ยินเสียงหัวเราะเสียงต่ำดังขึ้นด้านในห้องลับ “อย่างน้อยเจ้ากับข้าเคยพานพบกันมาครั้งหนึ่ง ข้าจะลืมเจ้าได้อย่างไรเพียงแต่คิดไม่ถึงว่า เจ้าจะมาที่นี่ได้”

            “บุตรชายของเจ้าคิดหาทุกวิถีทางเพื่อช่วยเจ้าออกมาแต่ข้ากลับเห็นว่าเจ้าอยู่ที่นี่สุขสบายดี” อาจารย์เฟิงเสวียนสัพยอก

            มู่อวิ๋นจิ่นที่ยืนอยู่ด้านข้างยืนฟังทั้งสองสนทนาอยู่เงียบเชียบ

            “สุขสบายที่ไหนเล่า เพียงแต่ติดอยู่ที่นี่มาหลายปีจิตใจของข้าเหลือเพียงความเคว้งคว้างโดดเดี่ยวจนสัมผัสได้ถึงความสุข” หรงเฟยเอ่ยอย่างอาดูร

            “แล้วเหตุใดเจ้าต้องให้วิชาตำหนักหวงอวี่ ซึ่งเป็นความลับสุดยอดของเจ้าให้กับนางหนูนี่ด้วย?” อาจารย์เฟิงเสวียนถามเสียงแข็ง

            มู่อวิ๋นจิ่นชะงักไปชั่วขณะนางพยายามปกปิดทุกอย่างและคิดว่าทำอย่างแนบเนียนที่สุดแล้วนึกไม่ถึงว่าจะถูกอาจารย์เฟิงเสวียนมองทะลุปรุโปร่ง

            “มู่เอ๋อร์มิใช่สตรีธรรมดาทั่วไป ข้าคิดว่าเจ้าก็ทราบเรื่องนี้ดี” หรงเฟยอธิบาย

            “ชิชะ ที่จริงนางเป็นสตรีธรรมดาทั่วไปแต่ถูกเจ้าถ่ายทอดวิชาตำหนักหวงอวี่ให้ จึงกลายเป็นสตรีที่ไม่ธรรมดาอีกต่อไปแล้ว”

            “หรงหว่านเยวี่ย เจ้าคิดดีแล้วหรือ ตอนนี้ข้าอาจช่วยเจ้าปกปิดได้ระยะหนึ่งแต่หากฉู่ลี่สามารถทำลายค่ายกลได้ เจ้าจะปิดมันไม่มิดอย่างแน่นอน!”

            หรงเฟยถอดถอนใจ “เฟิงเสวียน จิตใจของเจ้าผดุงคุณธรรม แต่เจ้าดูสารรูปในตอนนี้สิตกอับยากแค้น ใช้ชีวิตเป็นอย่างไร”

            “เจ้าดูอย่างชิวเย่สิ บัดนี้ได้ตั้งสำนักขึ้นมาเอง ได้รับความเคารพจากผู้คนชื่อเสียงระบือไปทั่วใต้หล้า”

            “ใจของเจ้ายอมรับเรื่องนี้ได้จริง ๆ ใช่หรือไม่?”

            …

            หลังจากที่เดินออกจากห้องลับสีหน้าอาจารย์เฟิงเสวียนดูหม่นหมองลงไปถนัดตา รอบ ๆร่างกายเต็มไปด้วยความโกรธเคืองที่แผ่ซ่านออกมา

            มู่อวิ๋นจิ่นเดินเข้าไปประชิดตัวด้วยอยากถามในสิ่งที่ทั้งคู่สนทนากันอย่างกระหายใคร่รู้ความเป็นมาเป็นไป

            “นางหนู” อาจารย์เฟิงเสวียนหยุดเดิน

            “ทำไมหรือ?” มู่อวิ๋นจิ่นเงยหน้ามอง

            อาจารย์เฟิงเสวียนจ้องตาไม่กะพริบ “ข้าเป็นคนที่ผดุงคุณธรรมหรือว่าการที่ข้ามีความคิดเช่นนี้นั้นจะเป็นเรื่องที่ผิดไปเสียแล้ว?”

            มู่อวิ๋นจิ่นงวยงงด้วยไม่เข้าใจความหมายที่อาจารย์เฟิงเสวียนต้องการสื่อจึงส่ายหน้าไปมา “จิตใจที่ผดุงคุณธรรมนั้นไม่ผิดหรอกจะผิดก็เพราะคนอื่นไม่คิดผดุงคุณธรรมเหมือนกันต่างหาก”

            “เรื่องราวของหรงเฟย มีความลับอะไรแอบแฝงอีกหรือ?” มู่อวิ๋นจิ่นหรี่ตาลงเค้นถามขึ้นเนื่องจากการที่ได้ฟังบทสนทนาของทั้งคู่นั้นดูเหมือนว่าธิดาหงส์คงมิใช่ฐานะที่ได้มาอย่างง่ายดายเป็นแน่

            “เรื่องนี้นางหนูอย่างเจ้ายังไม่จำเป็นต้องรู้มันไม่มีประโยชน์กับเจ้าแม้แต่น้อย” อาจารย์เฟิงเสวียนหันหน้าไปทางอื่น

            มู่อวิ๋นจิ่นมองอาจารย์เฟิงเสวียนด้วยสายตาแข็งทื่อ “แต่เรื่องนี้เกี่ยวพันไปถึงฉู่ลี่ ข้ามีสิทธิ์ที่จะรู้ได้”

            “เชอะ วันนี้เจ้าช่างน่ารำคาญเสียจริงเชียว!” อาจารย์เฟิงเสวียนไม่เต็มใจตอบคำถามจึงเดินออกจากวัดสุ่ยอวิ๋นไป

            “ให้เวลาข้าได้ครุ่นคิดก่อนเถอะ ฝ่าบาทจองจำหรงเฟยนอกจากที่นางจะมีฐานะเป็นธิดาหงส์แล้ว ยังมีเรื่องใดที่นางยังไม่ทราบอีก?”

            มู่อวิ๋นจิ่นนิ่งไปชั่วขณะและเอ่ยทีละคำ ๆ อย่างเชื่องช้า “ห้องลับและค่ายกลเป็นฝีมือของหรงเฟยทั้งหมด”

            “เจ้า…” แววตาาของอาจารย์เฟิงเสวียนล่อกแล่กลนลานพร้อมหันมองมู่อวิ๋นจิ่นด้วยความตกใจ

            “ข้าเดาถูกแล้ว?” มู่อวิ๋นจิ่นฉีกยิ้มมุมปากให้กับสีหน้าที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันของอาจารย์เฟิงเสวียน

            อาจารย์เฟิงเสวียนชี้หน้ามู่อวิ๋นจิ่นและเอ่ยต่อว่าออกมา “เรื่องของผู้ใหญ่รุ่นก่อนเจ้าไม่ต้องเข้ามายุ่มย่าม!!!”

            “แต่หรงเฟยถ่ายทอดวิชาตำหนักหวงอวี่ให้ข้าแล้วในตอนนี้ข้าถูกดึงเข้ามาร่วมโดยไม่ทันตั้งตัวยิ่งไปกว่านั้นข้าพอเดาได้ว่าพวกท่านต้องมีเรื่องอื่นที่ยังปิดบังอยู่นี่เป็นสิ่งที่ข้าใคร่รู้ยิ่งนัก ข้าไม่อยากเป็นคนโง่ที่ถูกจูงจมูกไปไหนต่อไหนตามอำเภอใจของใครๆ” หลังจากที่มู่อวิ๋นจิ่นได้รับวิชาตำหนักหวงอวี่ก็เกิดเรื่องวุ่นวายพุ่งเข้ามาหานางเต็มไปหมดบัดนี้นางรู้แล้วว่าหรงเฟยมีบางอย่างที่ยังปกปิดอยู่จะให้นางทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้คงเป็นไปไม่ได้

            อาจารย์เฟิงเสวียนเห็นว่ามิอาจสู้ฝีปากของมู่อวิ๋นจิ่นได้อีกต่อไปจึงลากนางเข้ามาใกล้ ๆ ก่อนกระซิบอย่างแผ่วเบา “เจ้าเคยได้ยินเรื่องที่ว่าในใต้หล้ามีป้ายอยู่แผ่นหนึ่งชื่อว่าประกาศิตเทพเวหาบ้างหรือไม่?”

            มู่อวิ๋นจิ่นส่ายหน้าพลางปฏิเสธแต่พอได้ยินชื่อ “ประกาศิตเทพเวหา” ใจของนางกับเจ็บแปลบขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

            “ถ้าเจ้าไม่เคยเห็นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกหลายปีมานี้พวกเราได้ยินว่ามีแผ่นป้ายประกาศิตเทพเวหาอยู่ทว่ายังไม่มีผู้ใดเคยได้พบมันมาก่อน!”

            “อย่างนั้นอาจารย์จะเอ่ยถึงประกาศิตเทพเวหาไปทำไม?” มู่อวิ๋นจิ่นสงสัยใคร่รู้

            อาจารย์เฟิงเสวียนฉีกยิ้มเล็กน้อยก่อนหุบยิ้มนั้นลงทันใด “เล่ากันว่าหากพบป้ายประกาศิตเทพเวหาจะสามารถเรียกรวมวิญญาณที่ตายไปแล้ว มาเรียกใช้งานได้ตามต้องการและจะกลายเป็นผู้มีอำนาจที่สุดในใต้หล้าแห่งนี้”

            “มันมีฤทธิ์มากขนาดนั้นเชียว? พวกท่านคงมิได้อ่านนิยายเทพเซียนจนเพ้อเจ้อออกมาใช่ไหม?”มู่อวิ๋นจิ่นคิดว่าเรื่องนี้เป็นไปไม่ได้

            “เมื่อครู่ข้าเปิดคัมภีร์ที่คงซื่อทิ้งไว้ ในคัมภีร์เล่มนั้นได้เอ่ยว่าก่อนที่เขาเสียชีวิต ได้พบแผ่นป้ายประกาศิตเทพเวหา จากนั้นมันเรืองแสงขาวโพลนไปทั่วและได้หายวับไปต่อหน้าต่อตา”

            “เขาได้เขียนคัมภีร์เกี่ยวกับป้ายประกาศิตเทพเวหาขึ้นก่อนสิ้นใจในคืนนั้น”

            มู่อวิ๋นจิ่นได้ฟังแล้วขนลุกซู่ไปทั้งตัว “แล้วป้ายประกาศิตเทพเวหาเกี่ยวอะไรกับหรงเฟยด้วย?”

            “เกี่ยวข้องแน่นอน” อาจารย์เฟิงเสวียนกระซิบข้างหูอีกครั้ง

            ชั่วพริบตาเดียวสีหน้าของมู่อวิ๋นจิ่นซีดขาว ดวงตาเบิกโพลงก่อนที่นางจะอ้าปากค้างด้วยความตกใจ

            หลังจากนั้นพักใหญ่มู่อวิ๋นจิ่นพยายามรวบรวมสติไตร่ตรองถึงสิ่งที่อาจารย์เฟิงเสวียนเล่า “ตอนนี้ฉินมู่เยว่เป็นเทพธิดาหงส์ เรื่องนี้สำหรับคนในตระกูลฉินถือว่านางเป็นกำลังสำคัญให้กับตระกูล”

            “เจ้าว่าอะไรนะ? นางเป็นธิดาหงส์?” อาจารย์เฟิงเสวียนอ้าปากตาค้าง ไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่มู่อวิ๋นจิ่นบอก

            มู่อวิ๋นจิ่นเบะปากหันมองอาจารย์เฟิงเสวียนด้วยสายตาแน่นิ่ง “ฉินไท่เฟยเป็นคนเล่าเองว่าเคยเห็นรอยรูปหงส์ปรากฏที่หลังของฉินมู่เยว่ ซึ่งเหมือนกับที่มีบนหลังของหรงเฟย”

            “ฉู่ลี่คงทราบเรื่องนี้ดีกว่าใคร”

            …

            การมาที่วัดสุ่ยอวิ๋นในครั้งนี้มู่อวิ๋นจิ่นไม่แน่ใจว่านางได้กำไรหรือขาดทุนกันแน่การได้รู้เรื่องสำคัญมากมายรวดเดียวทำให้สมองของนางมีความคิดที่ตีกันยุ่งเหยิงกันไปหมด

            เริ่มจากเรื่องที่ฉินมู่หนานกับเจ้าของร่างเดิมมู่อวิ๋นจิ่นมีใจปฏิพัทธ์ต่อกันตามด้วยเรื่องของหรงเฟย จากนั้นเป็นเรื่องของฉู่ลี่…

            เห้อ!ช่างเถอะ! ไม่อยากคิดให้ปวดหัวแล้ว!

            “อย่างนั้นการเรียนวิชาทำลายค่ายกลและขับจิตวิญญาณดอกบัวดำคงไม่มีความหมายอีกต่อไปแล้วสิท่า?” มู่อวิ๋นจิ่นยกมือขึ้นลูบอกหันไปถามอาจารย์เฟิงเสวียน

            “ทุกอย่างแล้วแต่การตัดสินใจของเจ้าเลย นางหนู”

            มู่อวิ๋นจิ่นเห็นรถม้าจอดลงหน้าจวนแล้วได้แต่ยกมือขึ้นเกาหัวไปมา ตั้งแต่เช้ายันมืดทำไมไม่มีเรื่องใดให้นางได้สบายใจบ้างเลย

            มู่อวิ๋นจิ่นรีบสาวเท้าเดินไปที่เรือนลี่เฉวียนอย่างรีบร้อนพอมาถึงกลับเห็นฉู่ลี่นั่งจิบชาอ่านหนังสืออย่างสบายอุรา

            พอเห็นหน้าฉู่ลี่ในหัวของนางมีเรื่องที่อาจารย์เฟิงเสวียนเล่าเมื่อครู่ผุดขึ้นมาตลอดทำให้สีหน้าของนางดูไม่เป็นธรรมชาติ ก่อนที่นางจะยกมือทักทายฉู่ลี่อย่างลวก ๆ

            เมื่อฉู่ลี่เห็นสีหน้าของนางที่ดูไม่ค่อยจะมีความสุขเท่าไหร่มันกลับทำให้เขามีความสุขขึ้น“วันนี้เจ้าไม่มีความสุขหรือ?”

            “หืม?” เดิมทีมู่อวิ๋นจิ่นอยากเดินเข้าไปที่ห้องเพื่อจะพักผ่อนแต่พอเห็นฉู่ลี่เอ่ยขึ้นจึงหยุดลง “ทำไมข้าจะไม่มีความสุขวันนี้ไปอยู่ที่วัดสุ่ยอวิ๋นทั้งวัน ข้าแค่รู้สึกเหนื่อยเท่านั้นเอง”

            ฉู่ลี่ได้ยินได้ฟังจึงยกมือขึ้นรินน้ำชาให้มู่อวิ๋นจิ่น “นั่งลงจิบชาก่อนเถอะ”

            มู่อวิ๋นจิ่นยอมนั่งแต่โดยดีเห็นเบื้องหน้าเป็นน้ำชาร้อน ๆ ในใจกลับมีความสุขนิด ๆนึกไม่ถึงว่าฉู่ลี่จะรินน้ำชาให้

            ช่างเป็นเรื่องที่หาได้ยากเหลือเกิน!!!

            “ทานมันลงไป” ฉู่ลี่หยิบกล่องเล็กออกมาจากอ้อมอกเมื่อเปิดออกดูเป็นยาสีขาวเม็ดหนึ่ง

            “นี่คืออะไร?” มู่อวิ๋นจิ่นยกยาสีขาวเม็ดกลิ้งไปในมือ

            “เป็นยาที่สามารถขับวิญญาณดอกบัวดำในร่างกายเจ้าได้” ฉู่ลี่อธิบาย

            มู่อวิ๋นจิ่นแอบชะงักไปชั่วขณะเงยหน้ามองฉู่ลี่ด้วยความสงสัย “ยาขับวิญญาณดอกบัว?แต่ข้ายังเรียนวิชาทำลายไม่สำเร็จเลย?”

            “ไม่ต้องแล้ว วิธีทำลายค่ายกล เปิ่นหวงจื่อจะคิดหาวิธีอื่นเอง” ฉู่ลี่ใช้วิชาทำให้อีกฝ่ายไม่เห็นตาดำบนใบหน้าเขา

            มู่อวิ๋นจิ่นได้ฟังดังนั้นจึงเกิดรู้สึกผิดขึ้นมา หรือว่าฉู่ลี่จะรู้ความจริงเกี่ยวกับค่ายกลนี้ดังนั้นจึงไม่อยากให้นางร่ำเรียนวิชาอีกต่อไปแล้วอย่างนั้นหรือ?

            มู่อวิ๋นจิ่นลดสายตาลงเม้มริมฝีปาก คิดเสียว่าในเมื่อฉู่ลี่ไม่พูดออกมาโดยตรงนางก็จะไม่เป็นคนเอ่ยออกมาก่อนเมื่อเป็นเช่นนั้นก็ขอเลือกทำตามที่ฉู่ลี่ต้องการก็แล้วกัน

            ดังนั้นนางจึงอ้าปากโยนยาเม็ดสีขาวเข้าปากไปก่อนยกน้ำชาขึ้นดื่มและกลืนมันลงท้อง

    คล้ายกับเรื่องชายากำราบ (ท่านอ๋อง) ที่คุณอ่าน

    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    นิยาย รัก
    421K 828
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    นิยาย รัก
    671K 788
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    นิยาย รัก
    3.84M 3388
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    นิยาย รัก
    467K 4159
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390