กำปั้นผ่ามิติ

    ตอนที่ 2 ร่างกายใหม่…กฎใหม่

    แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านกิ่งไม้ลงมายังลานวัดเสียงนกร้องแว่วเบา สายลมพัดเอื่อยพาเอากลิ่นดินชื้นลอยมาแตะจมูก

    ภูผานั่งนิ่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่

    ร่างกายยังคงปวดระบมจากการต่อสู้เมื่อวานแต่สิ่งที่เขาสนใจมากกว่า…ไม่ใช่ความเจ็บ

    แต่เป็๞ “ข้อจำกัด”

    เขากำมือช้า ๆ

    แรง…น้อยเกินไป

    กระดูกบาง กล้ามเนื้อแทบไม่มี ความทนทานต่ำจนน่าหงุดหงิด

    “ร่างแบบนี้…”

    เขาพึมพำเบา ๆ

    “ต่อให้มีเทคนิค ก็ใช้ได้ไม่เต็มที่”

    ภาพการต่อสู้เมื่อวานผุดขึ้นมาในหัว

     แม้จะชนะ แต่ก็ชนะด้วย “ช่องว่างของอีกฝ่าย” ไม่ใช่เพราะเขาเหนือกว่าจริงๆ

    ถ้าเจอคนที่มีพื้นฐานดีขึ้นอีกนิด—

    เขาอาจแพ้

    หรือแย่กว่านั้น…ตาย

    ภูผาหรี่ตาลงเล็กน้อย

    “งั้นก็ต้องสร้างใหม่ทั้งหมด”

    ไม่ใช่แค่ฝึก

    แต่ต้อง “สร้างร่างกายขึ้นมาใหม่”

    “ไอ้ภู!”

    เสียงเรียกดังขึ้น

    พันวิ่งเข้ามาหา หอบเล็กน้อยเหมือนเพิ่งรีบมา

    “มึงไปมีเ๱ื่๵๹กับพวกนั้นอีกแล้วใช่ไหมวะ!”

    ภูผาเหลือบมองเล็กน้อย

    “ก็แค่ป้องกันตัว”

    พันทำหน้าไม่เชื่อ

    “ป้องกันตัวบ้านมึงสิ ล้มทั้งกลุ่มขนาดนั้น!ตอนนี้แม่งเอาเ๱ื่๵๹มึงใหญ่แล้วนะ ลูกพี่มันโดนมึงอัดยับ!”

    ภูผาไม่ตอบ

    แค่ลุกขึ้นยืน

    “แล้วไง”

    คำตอบสั้น ๆ ทำให้พันอึ้งไปชั่วขณะ

    “แล้วไงอีกเหรอวะ! มึงไม่กลัวบ้างหรือไง!”

    ภูผามองอีกฝ่ายนิ่ง

    “กลัวแล้วได้อะไร”

     พันเงียบ

    คำถามนั้น…ตอบไม่ได้

    ภูผาเดินผ่านไป

    “ถ้ามันมาอีก ก็แค่จัดการอีกครั้ง”

    น้ำเสียงเรียบเหมือนพูดเ๱ื่๵๹ธรรมดา

    แต่ในความเรียบนั้น—มีบางอย่างที่ทำให้พันรู้สึกหนาววาบ

    หลังจากนั้น

    ภูผาเริ่ม “ทดลองร่างกาย”

    เขาเดินไปยังลานว่างด้านหลังวัด

    พื้นดินแข็งเล็กน้อย เหมาะสำหรับฝึก

    เขาย่อตัวลง

    เริ่มจากสิ่งง่ายที่สุด

    วิดพื้น

    หนึ่ง…สอง…สาม…

    แค่สิบครั้ง

    แขนเริ่มสั่น

    “แย่กว่าที่คิด…”

    เขาหยุด หายใจลึก

    เปลี่ยนเป็๲ลุกนั่ง

    สิบครั้ง

    ขาเริ่มล้า

    ยืนนิ่ง ๆ ก็ยังรู้สึกเหนื่อย

    ภูผาหัวเราะเบา ๆ

    ไม่ใช่เพราะขำ

    แต่เพราะ “ท้าทาย”

    “ดี…”

    “ยิ่งแย่…ยิ่งมีพื้นที่ให้พัฒนา”

    เขานั่งลง ปรับลมหายใจ

    ความรู้สมัยใหม่ที่เขามี—เริ่มเรียงตัวเป็๲ระบบ

    การฝึกกล้ามเนื้อการฟื้นฟูการใช้พลังอย่างมีประสิทธิภาพ

    ทั้งหมดนี้…

    คือสิ่งที่คนยุคนี้ “ไม่รู้”

    และนั่นคือข้อได้เปรียบของเขา

    วันแรก

    เขาฝึกเพียงเล็กน้อย

    ไม่ใช่เพราะทำไม่ได้

    แต่เพราะ “ต้องควบคุม”

    ถ้าฝืนเกินไป ร่างกายพัง

    และเขาไม่มีโอกาสแก้ตัวเหมือนครั้งก่อน

    วันที่สอง

    เขาเพิ่มจำนวน

    วิดพื้นสิบห้า

    ลุกนั่งสิบห้า

    วิ่งรอบวัด

    แม้จะช้า…แต่ไม่หยุด

     วันที่สาม

     เหงื่อเริ่มไหลมากขึ้น

    กล้ามเนื้อเริ่มตึง

     ร่างกายยังอ่อนแอ แต่ “ตอบสนองดีขึ้น”

     “มึงทำอะไรของมึงวะ…”

     พันยืนมองอยู่ข้าง ๆ

     สีหน้างงงวย

    “ฝึก”

     “ฝึกอะไรแบบนั้น มันช่วยให้มึงเก่งขึ้นเหรอ?”

     ภูผาไม่ตอบทันที

     แค่ลุกขึ้น

     “ลองต่อยฉันดู”

    พันชะงัก

     “เฮ้ย เอาจริงดิ?”

     “เอา”

    พันลังเลเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็พยักหน้า

    เขาพุ่งหมัดเข้ามา

    ช้า…ไม่มีแบบแผน

    ภูผาหลบ

    ง่ายดาย

    ก่อนจะใช้มือแตะไหล่อีกฝ่ายเบา ๆ

    “ตาย”

    พันชะงัก

    “เฮ้ย! นี่มึง…”

    “ถ้าฉันแรงกว่านี้นิดเดียว มึงล้มไปแล้ว”

    พันเงียบ

    ก่อนจะมองภูผาด้วยสายตาเปลี่ยนไป

    “งั้น…สอนกูบ้างดิ”

     ภูผามองนิ่ง

    “สอนได้”

     คำตอบสั้น ๆ

    แต่ทำให้พันยิ้มกว้าง

     

    เย็นวันนั้น

     ลานวัดด้านหลัง

    มีเด็กสองคนกำลังฝึก

     คนหนึ่ง—จริงจัง เงียบ ขยับทุกท่าอย่างมีจังหวะ

     อีกคน—ซุ่มซ่าม แต่พยายามเต็มที่

     “ไม่ใช่แบบนั้น”

    ภูผาเดินเข้าไปจับท่าทางของพัน

    “แรงมาจากสะโพก ไม่ใช่แค่แขน”

    เขาขยับตัวให้ดู

     หมัดสั้น ๆ

    แต่มีน้ำหนัก

    พันลองทำตาม

    ปัง!

    แรงขึ้นทันที

     “เฮ้ย! จริงด้วย!”

     ภูผาพยักหน้าเล็กน้อย

     “จำไว้ ร่างกายทุกส่วนต้องทำงานพร้อมกัน”

    พันมองเขาด้วยสายตานับถือมากขึ้นเรื่อย ๆ

     โดยไม่รู้เลยว่า—

     ความรู้พวกนี้ มาจาก “อีกโลกหนึ่ง”

     สามวันต่อมา

    ข่าวเริ่มกระจาย

     “ไอ้เด็กวัดที่ล้มลูกพี่ได้”

     ชื่อของภูผาเริ่มถูกพูดถึง

     ไม่ใช่ในแง่ดี

     แต่เป็๞ “เป้าหมาย”

     บ่ายวันหนึ่ง

     ลานวัดเงียบผิดปกติ

    พันเดินเข้ามา สีหน้าไม่ดี

    “ภู…”

    “มีคนมาหามึง”

     ภูผาหยุดฝึก

    เงยหน้าขึ้น

     ชายสามคนยืนอยู่ตรงทางเข้า

    ร่างกายแข็งแรง สายตาไม่เป็๲มิตร

    “มึงใช่ไหม…ไอ้เด็กที่เก่งนัก”

     ภูผามองนิ่ง

    ไม่ตอบ

     ชายคนหนึ่งยิ้มเยาะ

    “เงียบดีนี่ กูชอบ”

     เขาก้าวเข้ามา

    “ได้ยินว่ามึงอัดคนของกู”

    ภูผาปัดฝุ่นออกจากมือ

    “แล้วไง”

    คำตอบเดิม

    แต่คราวนี้—

     บรรยากาศเปลี่ยนทันที

    สายตาของอีกฝ่ายแข็งขึ้น

    “ปากดี”

    เขาพุ่งเข้ามาทันที

    หมัดหนักกว่าเดิม เร็วกว่าเดิม

    ภูผาหลบ

    แต่—

    ช้ากว่าที่คิด

    ปัง!

    แรงกระแทกทำให้เขาถอยหลัง

    “แรงขึ้น…”

    เขาประเมินในใจ

    นี่ไม่ใช่เด็กวัดธรรมดา

    นี่คือคนที่ “ผ่านการต่อสู้มา”

    อีกสองคนพุ่งเข้ามาพร้อมกัน

    สามต่อหนึ่ง

    ไม่มีพื้นที่ให้พลาด

    ภูผาหายใจลึก

     “ดี…”

    “แบบนี้สิ ถึงจะพัฒนาได้”

     เขาขยับเท้า

    ตั้งจังหวะ

    หลบ

    สวน

    ถอย

    เข้า

    ทุกการเคลื่อนไหวแม่นยำขึ้น

    แม้ร่างกายยังไม่พร้อม

    แต่ “สมอง” นำอยู่

    ปัง! ฉับ! ตึง!

    การต่อสู้ยืดเยื้อกว่าครั้งก่อน

    ร่างกายเริ่มล้า

    กล้ามเนื้อเริ่มร้อง

    แต่—

    เขายังยืนอยู่

    สุดท้าย

    ฉับ!

    ศอกเข้าเต็มหน้า

    คนแรกล้ม

    อีกคนชะงัก

    ภูผาไม่ปล่อยจังหวะ

    ปัง!

    หมัดตรงเข้าลำตัว

    อีกคนทรุด

    คนสุดท้ายลังเล

    เพียงเสี้ยววินาที—

    พอแล้ว

     ตึง!

    มันล้มลงเป็๲คนสุดท้าย

     ลานวัดกลับมาเงียบอีกครั้ง

     พันยืนอ้าปากค้าง

    “มึง…เอาจริงดิ…”

     ภูผาหายใจแรง

    เหงื่อไหลเต็มตัว

     ร่างกายใกล้ถึงขีดจำกัด

    แต่เขายังยืน

     “ยังไม่พอ…”

     เขาพึมพำ

    พันขมวดคิ้ว

     “อะไรยังไม่พอวะ มึงชนะแล้วนะ!”

     ภูผามองมือของตัวเอง

    “ถ้าร่างกายดีกว่านี้…”

     “มันจะจบเร็วกว่านี้”

     พันเงียบ

    ไม่เข้าใจทั้งหมด

     แต่เริ่มรู้แล้วว่า—

     เพื่อนของเขา

     “ไม่ธรรมดา”

     เย็นวันนั้น

     พระอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า

     ภูผานั่งอยู่คนเดียว

     ร่างกายปวดระบม

     แต่จิตใจ—

     ชัดเจนยิ่งกว่าเดิม

     “เส้นทางนี้…”

     “ฉันจะไปให้สุด”

     เขาหลับตาลง

    หายใจลึก

     ความแค้นยังคงอยู่

     แต่ตอนนี้—

     มันไม่ใช่แค่ความแค้น

     มันกลายเป็๞ “แรงผลัก”

     ให้เขาไปถึงจุดที่ไม่มีใครแตะต้องได้

     ไกลออกไป

     มีใครบางคนกำลังมองมา

     จากเงามืด

    “เด็กวัดงั้นเหรอ…”

    เสียงแ๵่๭เบา

     แต่แฝงด้วยความสนใจ

     “น่าสนใจดีนี่…”

     เงานั้นหันหลัง

     ก่อนจะหายไปในความมืด

     โดยที่ไม่มีใครรู้ว่า—

     “ปัญหาที่แท้จริง”

     กำลังจะเริ่มต้นขึ้น