วันรุ่งขึ้นหลังเสร็จสิ้นมื้อกลางวันมนัสเดินตรวจแถวทหารหวางซื่อบนลานกว้าง ในพิธีต้อนรับทหารองครักษ์จากเมืองหลวง เดินทางมาตรวจการสมัครทหารกับเล้าไก่ตามราชโองการนายกองเพ้งทำหน้าที่ควบคุมตามปรกติ วันนี้เ้าตัวดูขยันขันแข็งมากเป็พิเศษ สีหน้าแววตาเอาจริงเอาจังกว่าทุกวันน้ำเสียงทรงพลังดังกระหึ่มเกือบถึงถนนใหญ่
“เบลานี้ทุกคนต้องเข้มแข็งเบลานี้ทุกคนต้องห้าวหาญ ให้คุณชายเห็นว่าทหารที่ท่านแม่ทัพลู่สร้างขึ้นมาเป็ทหารเก่งกล้าสามารถพึ่งพาได้ทุกราย พวกเ้าต้องฮึกเหิมมากกว่านี้เข้าใจไหม”
“เข้าใจขอรับ”
“ข้าไม่ได้ยินพวกเ้าพูดอะไร!”
“เข้าใจขอรับ!”
การแสดงออกของนายกองดูน่าเกรงขามก็จริงบังเอิญมนัสกับจ่าสะอาดไม่คิดเช่นนั้น โดยเฉพาะจ่ากระดูกเหล็กมีทีท่าฉงนสงสัยเมื่อตนเองได้ยินเสียงดังฟ้าผ่าสำเนียงท้องถิ่น อันมีบางอย่างผิดแปลกจากภาษาที่คุ้นเคย
“ทำไมนายกองพูดคำว่าเวลาเป็เบลาผมได้ยินหลายครั้งว่าจะถามก็ลืม”
“ที่นี่ไม่มีวอแหวนหรือเปล่า” มนัสหรี่ตาครุ่นคิดในใจ เวลาหลินเส้าเฟยพูดเร็วๆวอแหวนมักกลายเป็บอใบ้ไม้
“แต่โจวซื่อไห่กับคุณหนูโรงละครพูดวอแหวนชัดมาก”
“เหม่ยจูกับนางละครทุกนางเป็คนแคว้นซ่ง ส่วนพี่โจวของผม…เอ่อ…มาจากแคว้นเสียมตอนเหนือหรือเปล่า”
“ไม่น่าใช่นะหมวด แคว้นเสียมขนาดเท่าๆ ภาคกลางบ้านเรา”
เ้านายกับลูกน้องช่วยกันวิเคราะห์ครู่ใหญ่ก่อนได้ข้อสรุปว่าไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง สำเนียงที่ต่างออกไปไม่ใช่เื่ประหลาด มีอีกหลายคำที่ผิดเพี้ยนอาทิเช่นพอพานทหารทั้งค่ายรวมทั้งทุกคนในบ้านสกุลเส้าเฟย เรียกผัดกะเพราว่าผัดกะเดาสนุกปากไปเลยแต่กลับพูดคำว่าพรุ่งนี้หรือท่านพี่อย่างชัดเจนเล่นเอาคนที่มาจากแดนไกลงงเป็ไก่ตาแตก
เวลาหลายร้อยปีมีสิ่งเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นสำเนียงที่แตกต่างไม่ใช่ปัญหาใหญ่ มนัสให้ความสนใจแต่วิธีพูดของตัวเองตอนนี้เขาพูดเหมือนคนท้องถิ่นร้อยเปอร์เซ็นต์ บังเอิญตอนคิดยังติดวิธีคิดแบบคนไทย อาจต้องหาทางแก้ไขเื่นี้ให้ดีกว่าเดิมขณะที่แม่ทัพหนุ่มนั่งหลบแดดใต้ต้นท้อใหญ่ สายตามองเห็นสาวงามสองนางควบม้าเข้าใกล้
หลินเส้าเฟยเดินทางมาที่ค่ายพร้อมเง็กลู่กังมนัสเข้ามาต้อนรับขับสู้ตามหน้าที่ เพื่อพาสองสาวงามมานั่งพักในเต๊นท์ผ้าใบกางอยู่ด้านหน้าลานดินกว้างไม่ไกลจากต้นท้อ ผู้เป็ภรรยาบอกั้แ่เมื่อคืนว่าจะมาที่นี่เขาไม่คิดปรามเพราะนางเป็น้องสาวคุณชายอู๋มีผู้หญิงมาเติมสีสันในค่ายก็ดีเหมือนกัน แม้คนหนึ่งเอาแต่ใจไปนิดส่วนอีกคนหน้าหงิกเป็นิสัย
ระหว่างรอคอยทหารจากเมืองหลวงมนัสพบว่าวันนี้ภรรยาแต่งตัวน่ารักมาก นางมีต่างหูกับปิ่นปักผมสีเข้มประดับหัวัสวมชุดยาวแขนบานสีขาวคาดผ้าแถบลายดอกไม้ นางยิ้มแย้มแจ่มใสร่าเริงเหมือนเช่นทุกวันไม่มีอาการฉุนเฉียวหรือเขินหน้าแดงเฉกเช่นวันวาน เื่ที่เขาเผลอล่วงเกินนางโดยไม่ตั้งใจหลินเส้าเฟยคงลืมไปแล้วพร้อมกับจูบนั้น
นี่คือจูบแรกระหว่างสองเราจูบที่มาจากความสมัครใจและเต็มใจ ไม่ใช่ฤทธิ์สุราหรือยาโด๊ปทำจากไข่ลิงดำมนัสเอาแต่แอบมองหญิงสาวข้างกาย คิดถึงเรือนร่างนุ่มทั้งตัวในอ้อมกอดอากัปกิริยาประหม่าเขินอายไม่กล้าสบตา ครั้นพอริมฝีปากสองเราประกบติดกันนางรู้สึกเกร็งจัดคล้ายตัวเองกำลังทำผิดแค่เพียงครู่เดียวแล้วเริ่มผ่อนคลายเป็ธรรมชาติ
เขาจูบใส่นางกี่ครั้งจำไม่ได้จำได้แค่เพียงอีกครั้ง…อีกครั้ง…แล้วก็อีกครั้ง มือไม้เริ่มอยู่ไม่สุขจับตรงโน้นแตะตรงนี้ แล้วร่างสองร่างก็นอนก่ายกันบนพื้นห้องเขาเริ่มโหมบุกมาที่ซอกคอตามด้วยติ่งหู ได้ยินเสียงครวญแ่เบายิ่งได้ใจกว่าเดิมก่อนตัวเองทำตามใจมากไปกว่านี้ อยู่ดีๆ ภรรยาลุกขึ้นยืนวิ่งปรู๊ดจากไป ทอดทิ้งสามีให้นอนแอ้งแม้งกอดขาเก้าอี้ไม้
ด้วยอารมณ์ที่ยังคุกรุ่นตลอดเวลาระหว่างเข้านอนเขาพลิกตัวเข้าหาภรรยา ประทับรอยจูบอีกครั้งตามแรงปรารถนา หลินเส้าเฟยจูบตอบด้วยความเต็มใจพร้อมส่งรอยยิ้มหวานหยดเป็คำขอบคุณ นางไม่พูดสักคำรวมทั้งไม่คิดห้ามปราม ถ้าคืนนั้นจะเป็เหมือนดั่งคืนส่งตัวเข้าหอแต่ตัวเขาเองที่เป็ฝ่ายหยุดไม่เดินหน้าต่อ เมื่ออยู่ดีๆ คิดถึงคำพูดจ่าสะอาดขึ้นมา
‘โอกาสครั้งใหม่กับคนที่รักเธอ’
คำพูดนี้ได้คอยบั่นทอนจิตใจและย้ำเตือนว่าตัวเองเป็ใครควรทำตัวเช่นไร ที่ภรรยายอมให้จูบและยอมให้กอด เป็เพราะนางคิดว่าเขาคือท่านแม่ทัพถ้านางรู้ภายหลังตัวจริงของเขาคือใคร รู้ว่าคนที่นางยอมให้ทุกอย่างไม่ใช่สามีนึกไม่ออกเลยตัวเองควรฆ่าตัวตายวิธีไหน คนใจเสียแอบมองสาวข้างกายพร้อมกับถอนใจ เมื่อนางเอะใจหันมาเขารีบเปลี่ยนเื่ทันที
“ทำไมเ้าไม่ฝึกให้เง็กลู่กังยิ้มนางจะได้น่ารักเหมือนสาวอื่น”
“พี่น้องนางเป็ชายล้วนอายุสามขวบหัดจับดาบ ขี่ม้าเป็ก่อนเย็บผ้า เก่งเื่ต่อยตีกว่าหุงข้าวท่านพี่คิดว่าอย่างไร”
“นางไม่มีเพื่อนผู้หญิงบ้างเชียวหรือ”
“เง็กลู่กังมีเพื่อนตอนญาติย้ายเข้าบ้านข้าท่านพี่ก็รู้ผู้หญิงไม่ได้เข้าเรียน”น้ำเสียงหลินเส้าเฟยคล้ายตำหนิเล็กน้อย
“เออใช่ข้าลืมไป” เ้าของคำพูดหน้าตื่นนิดหน่อย “เ้าคิดว่าทหารองครักษ์มาที่นี่กี่คน”
เพื่อไม่ให้ภรรยาตัวเองจับผิดได้มนัสรีบตามน้ำพร้อมกับชวนคุยเื่ใหม่ การศึกษาของคนแคว้นนี้คือปัญหาใหญ่ ผู้ชายเรียนหนังสือที่โรงเจถึงอายุสิบแปดผู้ชายส่วนน้อยได้เรียนต่อโรงเรียนทหาร ครบสองปีเป็ทหารหวางเย่หรือหวางเจี้ยนผู้ชายส่วนใหญ่ต้องสอบบรรจุรับราชการ ตำแหน่งค่อนข้างจำกัดมีการแย่งชิงสูง เปิดปีละครั้งบ้างสองปีครั้งบ้างสามปีครั้งบ้างขึ้นอยู่กับเมืองหลวงกรุณาแจ้งข่าวให้ทราบ ผู้ชายส่วนใหญ่จึงเป็ชาวไร่หรือพ่อค้าหาเลี้ยงชีพ
ส่วนผู้หญิงไม่มีโอกาสเข้าเรียนยกเว้นลูกทหารระดับนายกองขึ้นไป ลูกขุนนางระดับหกบนขึ้นไป หรือลูกพ่อค้าใหญ่มีเงินก้อนโตเป็ค่าใช้จ่ายหลินเส้าเฟยเรียนหนังสือจบจากเมืองหลวง เหมือนผิงมู่ซานลูกสาวคนสวยแม่ทัพเจิ้ง แต่ไม่รู้พวกนางร่ำเรียนวิชาอะไรเรียนไปเพื่ออะไร หรือมีประโยชน์อย่างไร ในเมื่อผู้หญิงไม่มีโอกาสรับราชการได้แต่อยู่บ้านทำงานในครัวงกๆ จนสิ้นวัน ระหว่างคิดถึงเื่สาวๆแคว้นเสียมอยู่นั้น ได้ยินเสียงนายกองคนขยันพุ่งเข้าปะทะรูหู
“มีขบวนทหารเข้ามาในค่ายพวกเ้าทุกคนเตรียมพร้อม!”
ได้ยินคำสั่งทหารกล้าทุกรายพากันเชิดหน้าเพ่งมองมาที่ชั้นสองเรือนบัญชาการตามนัดหมายเวลาเดียวกันทหารองครักษ์แปดนายได้ปรากฏตัว คนที่มาต้อนรับพากันครางฮือด้วยความแปลกใจ
ทหารแคว้นเสียมทุกเหล่าใช้เครื่องแบบสีกรมท่าทหารหวางซื่อปักกระเรียนคู่สีทองด้านหลัง ทหารหวางเย่ปักกิเลนคู่สีทองด้านหลัง ส่วนทหารองครักษ์หรือหวางเจี้ยนปักัคู่สีทองด้านหลังพร้อมตราราชวงศ์เจียหลุนบนหน้าอกซ้าย แต่ทหารเมืองหลวงทั้งแปดนายที่เพิ่งมาถึงสวมชุดเกราะเหล็กแถบเล็กสีดำสานเชือกสีทอง ติดเกราะกระดาษรูปเกล็ดปลาที่หัวไหล่กับต้นขาพร้อมหมวกแถบเหล็กสีดำประดับด้วยภู่สีทอง นี่คือชุดออกศึกหน่วยทหารที่เก่งที่สุดประจำแคว้น
การปรากฏตัวแบบยิ่งใหญ่สร้างความตกตะลึงเมื่อขบวนเดินทางมาถึงจุดหมายปลายทาง ผู้มาต้อนรับพากันตะลึงพรึงเพริดยิ่งกว่าเดิมทหารทุกนายรูปร่างความสูงใกล้เคียงกันมาก คาดผ้าฝ้ายสีดำปิดบังใบหน้าเห็นเพียงดวงตา
“แค่ตรวจไข่ไก่ทำไมต้องแต่งเต็มยศ” จ่าสะอาดกระซิบข้างหูเบาๆ
“ป้องกันไว้ก่อนไม่เสียหายนี่นา” มนัสช่วยพูดแก้ต่างเบาๆ เช่นกัน
“ผมว่ามันไม่สมเหตุสมผลใครจะกล้าทำอันตรายทหารฮ่องเต้”
“อาจเป็ประเพณีของเขาก็ได้”
แม้ตัวเองพยายามหาเหตุผลมาคัดค้านแต่มนัสเห็นด้วยทั้งหมดตามคำพูดลูกน้อง ตรวจเล้าไก่ไม่จำเป็ต้องโจ่งแจ้งขนาดนี้ขบวนเดินทางมีแค่สองสามคนก็พอ ทำไมคุณชายอู๋ชอบทำให้คนอื่นหมั่นไส้จะว่าเป็นิสัยส่วนตัวก็ไม่น่าใช่ เขาเคยเข้าห้องนอนคุณชายถึงสองครั้งในนั้นมีแค่เสื้อผ้ากับของใช้ส่วนตัวสามลัง เหมือนห้องนอนทหารมืออาชีพโดยทั่วไปแต่แล้วทำไมถึงจัดขบวนทัพให้คนนินทา ทั้งที่ตัวเองรวมทั้งลูกน้องไม่ใช่ราชนิกุล ช่างเป็อะไรที่น่าข้องใจเสียเหลือเกิน
ปัญหาเื่เครื่องแต่งกายว่าใหญ่โตแล้วตอนนี้แม่ทัพหนุ่มพบปัญหาใหญ่โตกว่า ในเมื่อทหารองครักษ์ปิดบังใบหน้าทุกคน รูปร่างใกล้เคียงกันความสูงเท่าๆกันทุกคน แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าคนไหนหัวหน้าทีม
คนขี้กังวลเดินหน้าตื่นออกมาต้อนรับสายตาควานหาคุณชายอู๋อย่างสิ้นหวัง ก่อนตัดสินใจหันกลับมาที่หลินเส้าเฟยนางรีบส่ายหน้าเบาๆ นัยว่าไม่รู้เหมือนกัน ครั้นไม่เหลือตัวช่วยมนัสต้องพึ่งพาตัวเองการจัดขบวนทัพทหารรายแรกเป็ผู้นำทาง ส่วนรายที่สองมักเป็นักรบฝีมือดีที่สุด เขาเดินมาที่ทหารสวมเกราะรายที่สามพร้อมกล่าวต้อนรับแบบไม่ค่อยมั่นใจเท่าไร
“ค่ายทหารหวางซื่อยินดีต้อนรับคุณชาย”
“นี่เ้าบ้าหรือเปล่า!”
ทหารสวมเกราะรายที่สามตวาดเสียงดังพร้อมกับก้าวเท้าออกมาจากแถวเพื่อเผชิญหน้า สีหน้าแววตาแสดงความไม่เป็มิตรอย่างชัดเจนเสียงเกราะบนร่างทหารนายนี้เบียดกันไปมา ระหว่างที่เ้าตัวล้งเล้งเสียงดังใส่หน้าเ้าถิ่น
“ข้าชื่อมือปราบหวงแห่งเมืองหลวงพูดอะไรหัดคิดเสียบ้างระวังหัวขาด”
“สวัสดีท่านมือปราบหวงข้าชื่อ…”
“ข้ารู้จักชื่อเ้านี่ของเ้ารับไว้”
มือปราบจากเมืองหลวงโยนเอกสารให้กับมนัสเขียนบนผ้าดิบสีทองพันทบเป็ท่อนกลมๆ พร้อมถอดผ้าฝ้ายสีดำเผยใบหน้าสะอาดหมดจดแก้มตอบจมูกโด่งคิ้วหนาตาตี่คางค่อนข้างยาว ตามตำราบอกว่าเป็คนใจร้อนหุนหันพลันแล่นก่อนมือปราบชื่อดังจะเล่นงิ้วเสียมรอบที่สองจ่าสะอาดสวมชุดสีเหลืองกระโจนเข้ามาเผชิญหน้า
“เ้าเองพูดอะไรก็หัดคิดบ้างเดี๋ยวได้หัวกุดกลับเมืองหลวงกันหมด ผู้ชายคนนี้คือท่านแม่ทัพทหารหวางซื่อ”
“แม่ทัพแล้วจะทำไมไม่ใช่เ้านายข้าเสียหน่อย” มือปราบหน้าผ่องเพ่งมองด้วยหางตาแปลกใจเล็กน้อยเมื่อเห็นผู้ชายปล่อยผมกระเซอะกระเซิง “เ้าเป็ใครไม่ทราบเ้าไม่ได้สวมเครื่องแบบทหาร มีสิทธิ์อะไรมายืนเกะกะแถวนี้”
“ข้าชื่อฟานตรงเหยี่ยวจากแคว้นเหลียวเป็ครูฝึกทหารประจำค่ายนี้”
“อ๋อ!”คนหนุ่มกว่าหรี่ตาจ้องมอง “ที่เขาว่ายาจกแก่ๆ ไร้ฝีมือทหารหวางซื่อตกอับเพียงนี้เชียวหรือ”
สิ้นคำพูดเยอะเย้ยถากถางจากมือปราบหนุ่มจ่าสะอาดกระโจนพรวดเข้าใส่พร้อมกับขยุ้มคอ มีการฉุดดึงจนเกิดเสียงดังเมื่อแผ่นเกราะกระทบกันชายร่างตันน้ำเสียงเครียดจัดขณะจ้องมองแววตาน่ากลัว
“ยาจกคนนี้ฆ่ามาแล้วห้าสิบแปดศพตอนเ้านอนยังแบเบาะดื่มนมมารดา งานอดิเรกของข้าคือตัวหัวศัตรูเล่น”
“เอามือสกปรกออกจากร่างข้า” มือปราบหวงสะบัดตัวออกมาพร้อมยืนจ้องหน้า “คนแก่ชอบคุยโวเื่อดีตข้าเข้าใจแต่สภาพเ้าตอนนี้คงตัดหัวใครไม่ได้ นอกจากหัวไก่แย่งอาหารคนตายกิน”
“ดีกว่าคนหนุ่มเก่งแต่ปากแถวนี้ไก่ตัวเล็กๆ ยังปอดแหกวิ่งหนีหางจุกตูด”
“พูดอีกทีสิ”คนหนุ่มกว่าเข้าประชิดฝ่ายตรงข้ามทันที “เ้าว่าใครขี้ขลาด”
“ข้าคุยกับเ้าจะเป็ใครได้” คนแก่กว่าถลนดวงตาจ้องมองกลับคืน
ก่อนทหารไทยกับทหารเสียมเริ่มลงไม้ลงมือนายกองเพ้งเสี่ยงตายเอาตัวเองยืนขวาง มนัสรีบเข้ามาดึงร่างลูกน้องคนสนิท โดยมีทหารสวมชุดเกราะนายหนึ่งช่วยดึงร่างมือปราบการปะทะกันเองให้อับอายประชาชียังไม่เกิดขึ้น
“พวกท่านเพิ่งเดินทางมาเหนื่อยๆขอเชิญพักผ่อนในเรือนบัญชาการ”
นายกองคนขยันรีบเอาใจผู้มาเยือนแต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผลสักเท่าไร ขนาดโดนเพื่อนดึงตัวมือปราบหวงยังไม่เลิกราจ้องมองใบหน้าคู่อริด้วยสายตาไม่พึงพอใจ พร้อมๆ กับใช้คำพูดเปิดเผยทุกซอกทุกมุม
“ถ้าเ้ายังข้องใจบอกมาคำเดียวกี่ยาม”
“ตอนนี้เลยก็ได้ข้าพร้อมเสมอ” จ่าสะอาดไม่ยอมหยุดเช่นกัน
“ข้าว่าพวกท่านควรใจเย็นๆ” นายกองเพ้งสีหน้าหนักใจมาก ผู้มีประสบการณ์คิดหาหนทางแก้ไข “ท่านมือปราบกับท่านอาจารย์โปรดรอสักหน่อย วันรับทหารใหม่มีการประลองต่อสู้ด้วยมือเปล่าข้าจะจัดเตรียมสถานที่ให้กับพวกท่าน”
“ได้…ข้าตกลงตามนั้น นายกองโปรดเตรียมหมอไว้ด้วย คนแก่บางคนอาจขาดใจตายกลางค่าย”
“นายกองโปรดเตรียมพระไว้ด้วยคนหนุ่มบางคนคอหักตายจะได้สวดบังสุกุล”
มีการแดกดันใส่กันอีกสักพักหนึ่งก่อนมือปราบขี้หงุดหงิดจะถูกลากตัวไปที่อื่น ส่วนจ่าสะอาดโดนโจวซื่อไห่ตามประกบเป็เงาาเย็นระหว่างทหารสองเหล่ายุติชั่วคราว และบทสรุปจะเกิดขึ้นที่นี่ในอีกสองวันถัดไป
ขณะที่มนัสยืนมองจ่าสะอาดอยู่นั้นหันกลับมาอีกครั้งทหารองครักษ์หายตัวไปหมด เหลือแค่เพียงทหารคนที่เข้ามาช่วยเหลือผู้ชายคนนี้ใช้มือถอดผ้าปิดหน้าสีดำ เผยให้เห็นจมูกสิงโตถือเป็คนมีบารมี ริมฝีปากอวบอิ่มถือเป็คนช่างเจรจาดวงตาค่อนข้างห่างถือเป็คนมีเหตุผล ใบหูค่อนข้างยาวถือเป็คนอายุยืน เขามีลักษณะท่าเดินคล้ายคลึงลูกสาวแม่ทัพลู่
“ข้าชื่ออู๋เส้าเฟยเป็หัวหน้าทีม” ชายในชุดเสื้อเกราะแนะนำตัวเอง
“เคารพคุณชาย” มนัสรีบคารวะพร้อมกับแก้ตัว “ขออภัยที่ข้าทักผิดคนเชิญท่านมาพักผ่อนในห้องทำงานข้า”
“ท่านไม่จำเป็ต้องวุ่นวายข้าอยากสำรวจสถานที่เลี้ยงไก่เดี๋ยวนี้”
“แต่ท่านเพิ่งเดินทางมาถึง…”
“ไม่ต้องวุ่นวายข้าบอกท่านแล้ว”
คุณชายอู๋สูงกว่าอีกฝ่ายสามเิเเมื่อถอดชุดเกราะมีรูปร่างใกล้เคียงกัน แต่เวลายืนคู่กันคุณชายเปล่งประกายมากกว่าจนทุกคนในค่ายทหารหวางซื่อยังดูออก การตอบปฏิเสธจากพี่เขยแท้ๆ ของตัวเองส่งผลให้มนัสเกิดอาการอ้ำอึ้งทันที ระหว่างที่ท่านแม่ทัพยังคงหันรีหันขวาง ภรรยาตัวเองรีบตรงดิ่งเข้ามาขั้นกลางเพื่อกู้กับะเิลูกมหึมาด้วยตัวนางเอง
“ท่านพี่ใหญ่โปรดมากับข้าท่านควรให้ลูกน้องพักผ่อนสักครึ่งชั่วยาม เร่งเกินไปอาจเสียงานท่านชอบนักหรือ”
“ข้าอยากทำให้เสร็จจะได้รีบกลับ” น้ำเสียงคุณชายยังขุ่นมัวเล็กน้อย
“วังหลวงไม่หนีท่านไปไหนหรอกท่านพี่ต่างหากหนีข้าไปไกลลับตา”
ผู้เป็น้องสาวเข้ามายืนจ้องมองตาแป๋วนางหยุดพูดเพื่อแสดงอารมณ์ผ่านแววตา จนพี่ชายตัวเองยอมทำตามแต่โดยดี หญิงสาวขยิบตาสื่อความหมายให้กับสามีเห็นเขาหน้าจ๋อยตัวเองใจเสียเล็กน้อย แต่ตัวเองมีหน้าที่สำคัญต้องจัดการตอนนี้ไม่รู้จะทำอย่างไรรีบใช้สองมือดันหลังพี่แท้ๆ แยกตัวออกมาตามลำพังเพียงสองพี่น้อง
หลินเส้าเฟยตรงมาที่ต้นหลิวหลังเรือนอาหารเรือนร่างบอบบางเคลื่อนไหวรวดเร็วว่องไว บั้นท้ายส่ายไปมาเล็กน้อยตามจังหวะเดิน ต่างหูประดับหัวักวัดแกว่งตลอดเวลาปิ่นปักผมสีเข้มเปล่งประกายยามต้องแดดแรง ปอยผมตกลงมาบดบังดวงตาฝั่งซ้ายนางเสยผมหนึ่งครั้งขณะเพ่งมองมายังที่หมาย ก่อนหันมาสบตาท่านพี่ใหญ่เพื่อทำการเชื้อเชิญ
ใต้ตินหลิวมีเง็กลู่กังสาวใช้สกุลเส้าเฟยกำลังยืนรอข้างโต๊ะไม้ทรงกลมสีหม่น พร้อมชาร้อนๆ จากไร่ตัวเองและขนมจันอับมีทหารสวมชุดเกราะนายหนึ่งยืนอยู่ใกล้กัน สาววัยรุ่นไม่เคยเห็นหน้าจึงไม่ทักทายไม่แจกรอยยิ้มเมื่อเดินมาถึงหลินเส้าเฟยรีบรับใช้บริการ ทั้งพี่ชายตัวเองที่ไม่ค่อยได้เจอหน้ากันและทหารสวมชุดเกราะเดินทางมาจากเมืองหลวง
นางแอบมองสาวใช้ไร้เดียงสาของตัวเองเย็นนี้นอกจากจับขัดขี้ไคลให้สะอาดแล้ว จำเป็ต้องสอนสั่งให้รู้จักส่งยิ้มเสียบ้างไม่เช่นนั้นคงได้ขึ้นคานหาผู้ชายโชคร้ายไม่ได้ สาวตาสีน้ำตาลชวนทหารเมืองหลวงพูดคุยในใจคิดถึงใบหน้าคนจูบนางกลางห้องอาหาร คนที่จูบนางอย่างดูดดื่มระหว่างเข้านอนจูบเสร็จก็กลับไปนอนทิ้งให้นางอ้างว้างเดียวดาย
ตอนนี้ท่านพี่คงรู้ตัวแล้วว่าที่ข้าต้องยืนตากแดดหัวแดงในค่าย เพื่อป้องกันไม่ให้ท่านพี่ใหญ่หั่นท่านพี่เป็ชิ้นๆ
-------------------------------
ปล.คุณชายอู๋มาถึงเกิดเื่ใหญ่ทันทีโปรดติดตามบทสรุประหว่างจ่าสะอาดกับมือปราบหวง