บทที่ 5: หมึกิญญาสามสตางค์
บ่ายคล้อยของวันนั้น แสงแดดเริ่มเปลี่ยนเป็สีส้มอ่อนๆ ทาบทาลงบนกำแพงเมืองเมืองหมอกคราม
เฟิงอู๋จี้เปลี่ยนชุดจากผ้ากระสอบเปื้อนเืเป็ชุดผ้าฝ้ายสีเทาเก่าๆ ที่พอจะดูสะอาดสะอ้านที่สุดเท่าที่หาได้ เขาเดินออกจากประตูหลังของตระกูลเฟิงอย่างเงียบเชียบ ไม่มีบ่าวไพร่คนไหนกล้าขวางทาง หรือแม้แต่สบตาเขา ข่าวลือเื่ที่เขาหักกระดูกจางหมาแพร่สะพัดไปเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง
เป้าหมายของเขาคือ 'ตลาดร้อยตระกูล' ตลาดระดับล่างที่ตั้งอยู่บริเวณเขตชั้นนอกของเมือง ที่นี่เป็แหล่งรวมสินค้าเบ็ดเตล็ด ั้แ่สมุนไพรเกรดต่ำ อาวุธมือสอง ไปจนถึงเครื่องรางของขลังที่ส่วนใหญ่เป็ของปลอม
เสียงจอแจของผู้คนดังเซ็งแซ่ พ่อค้าแม่ค้าะโเรียกลูกค้าแข่งกัน กลิ่นเหงื่อไคลผสมกับกลิ่นเครื่องเทศลอยตลบอบอวล
เฟิงอู๋จี้เดินแทรกตัวผ่านฝูงชนด้วยท่าทีสงบนิ่ง สายตาคมกริบกวาดมองแผงขายของสองข้างทางอย่างรวดเร็ว เขาไม่ได้สนใจยาวิเศษหรืออาวุธราคาแพงที่วางโชว์อยู่ สิ่งที่เขามองหาคือวัตถุดิบพื้นฐานที่สุด
"ชาดแดง... เืสุนัขดำ... และพู่กันขนหนู" เขาพึมพำรายการของที่้าในใจ
เขาหยุดฝีเท้าลงที่หน้าร้านขายเครื่องเขียนเก่าๆ ร้านหนึ่ง ป้ายหน้าร้านเขียนว่า 'ร้านพู่กันบัณฑิตตกยาก' สภาพร้านดูโทรมจนแทบจะพังมิพังแหล่ เ้าของร้านเป็ชายชราหลังค่อมที่กำลังนั่งสัปหงกอยู่หลังเคาน์เตอร์
"เถ้าแก่" เฟิงอู๋จี้เอ่ยเรียกเบาๆ
ชายชราสะดุ้งตื่น ขยี้ตาพลางมองเด็กหนุ่มตรงหน้า "โอ้... ้าอะไรหรือพ่อหนุ่ม? พู่กัน? กระดาษ?"
"ข้า้าชาดแดง (Cinnabar) ครึ่งชั่ง และพู่กันที่ถูกที่สุดหนึ่งด้าม"
"ชาดแดงรึ?" ชายชราเลิกคิ้ว "ร้านข้ามีแต่ชาดแดงเกรดธรรมดาสำหรับเขียนยันต์กันผีนะ ไม่ใช่เกรดดีสำหรับเขียนคัมภีร์ยุทธ์"
"แค่นั้นก็พอ" เฟิงอู๋จี้ตอบสั้นๆ
ชายชราพยักหน้า ก่อนจะก้มลงไปคุ้ยหาของใต้โต๊ะ แล้วหยิบห่อกระดาษสีน้ำตาลกับพู่กันด้ามไม้ไผ่ที่ปลายขนแตกฟูมาวางบนโต๊ะ "ทั้งหมด 5 เหรียญทองแดง"
เฟิงอู๋จี้วางเงินลง แต่สายตาของเขากลับไปสะดุดเข้ากับ 'หินฝนหมึก' สีดำด้านๆ ก้อนหนึ่งที่วางทับกระดาษอยู่มุมโต๊ะ หินก้อนนั้นดูหยาบกระด้างและมีรอยบิ่น เหมือนก้อนหินข้างทางที่ไม่มีค่า
"เถ้าแก่ หินฝนหมึกก้อนนั้น... ขายหรือไม่?"
ชายชรามองตามนิ้วของเฟิงอู๋จี้แล้วหัวเราะ "ฮ่าๆๆ เ้าตาถึงหรือตาถั่วมกันแน่? นั่นมันหินฝนหมึกที่ข้าเก็บได้จากกองซากปรักหักพังเมื่อสิบปีก่อน มันสากจนฝนหมึกแทบไม่เข้า ไม่มีใครเอา ข้าเลยเอามาทับกระดาษ... ถ้าเ้าอยากได้ ข้าแถมให้ฟรีๆ ไปเลย ถือซะว่าช่วยข้ากำจัดขยะ"
เฟิงอู๋จี้ไม่แสดงสีหน้ายินดียินร้าย เขาหยิบหินก้อนนั้นขึ้นมา ััถึงความเย็นเยียบที่แผ่ออกมาจางๆ "ขอบคุณเถ้าแก่"
เขาเดินออกจากร้านพร้อมของในมือ มุมปากยกยิ้มเล็กน้อยที่ไม่มีใครสังเกตเห็น หินก้อนนี้ไม่ใช่หินธรรมดา แต่มันคือ 'หินอุกกาบาตทมิฬ' ที่มีคุณสมบัติกักเก็บพลังิญญาได้ดีเยี่ยม เพียงแต่ฝุ่นจับเกรอะกรังจนดูไร้ค่า... วันนี้ข้าได้กำไรมหาศาลแล้ว
หลังจากนั้น เฟิงอู๋จี้แวะไปที่แผงขายเนื้อสัตว์ ซื้อเืสุนัขดำสดๆ มาหนึ่งขวดในราคาถูกแสนถูก ก่อนจะรีบเดินกลับที่พัก
...
กลับสู่ห้องพักรูหนู
ฟ้ามืดลงแล้ว เฟิงอู๋จี้จุดตะเกียงน้ำมันดวงเล็ก แสงไฟวูบไหวส่องกระทบใบหน้าจริงจังของเขา
เขานำหินอุกกาบาตทมิฬมาล้างทำความสะอาด จนเผยให้เห็นเนื้อหินสีดำสนิทที่มีประกายวิบวับดั่งดวงดาวซ่อนอยู่ภายใน จากนั้นเทชาดแดงลงไปบนหิน ตามด้วยเืสุนัขดำ
"คนทั่วไปใช้น้ำบริสุทธิ์ฝนหมึก... แต่นั่นมันสำหรับเขียนอักษร" "คนทั่วไปใช้เืสัตว์อสูรเขียนยันต์... แต่นั่นมันสิ้นเปลืองและควบคุมยาก"
เฟิงอู๋จี้หยิบสมุนไพร 'หญ้าหนามม่วง' ที่เหลือจากการสกัดเมื่อเช้า (ส่วนที่เป็กากใย) โยนลงไปผสมด้วย
"เคล็ดลับของ 'หมึกิญญา' ไม่ได้อยู่ที่ความแพงของวัตถุดิบ แต่อยู่ที่ความสมดุลของ หยาง (ชาดแดง), หยิน (เืสุนัขดำ) และ ตัวประสาน (เส้นใยสมุนไพร)"
มือของเขาจับแท่งหมึกเก่าๆ เริ่มบดผสมส่วนผสมทั้งหมดเข้าด้วยกัน ครืด... ครืด... เสียงบดดังเป็จังหวะสม่ำเสมอ ในขณะเดียวกัน เฟิงอู๋จี้ก็ถ่ายเทพลังปราณอันน้อยนิดของเขาลงไปผ่านปลายนิ้ว พลังปราณทำหน้าที่เหมือนตัวเร่งปฏิกิริยา ให้ส่วนผสมที่ดูเหมือนขยะหลอมรวมเป็เนื้อเดียวกัน
ผ่านไปหนึ่งก้านธูป ของเหลวสีแดงคล้ำข้นหนืดก็ปรากฏขึ้นบนหินฝนหมึก มันส่งกลิ่นหอมประหลาด ไม่เหม็นคาวเื แต่กลับหอมเย็นๆ เหมือนดอกไม้ป่า
"สำเร็จ... 'หมึกิญญาสามผสาน' ถึงจะเป็เกรดต่ำสุด แต่ก็เพียงพอสำหรับสร้างค่ายกลระดับต้น"
เฟิงอู๋จี้จุ่มพู่กันราคาถูกลงในหมึกิญญา ขนพู่กันที่เคยแตกฟู เมื่อดูดซับหมึกเข้าไปกลับรวมตัวกันแหลมคมดั่งปลายมีด
เขาเดินไปที่ประตูห้อง สูดลมหายใจเข้าลึก แล้วตวาดพู่กันวาดลวดลายลงบนบานประตูไม้เก่าๆ อย่างรวดเร็ว
หวีด... หวีด...
เสียงปลายพู่กันกรีดผ่านเนื้อไม้ ฟังดูคล้ายเสียงภูตผีคร่ำครวญ ลวดลายอักขระสีแดงเข้มปรากฏขึ้นทีละตัว ทีละตัว มันดูซับซ้อนและวิจิตรบรรจงเกินกว่าจะเป็ฝีมืุ์
เขาเขียนเชื่อมโยงจากบานประตู ลามลงไปที่พื้นห้อง และลามขึ้นไปที่หน้าต่างทั้งสองบาน จนกระทั่งห้องเล็กๆ นี้ถูกล้อมรอบด้วยเส้นสายสีแดงที่มองเห็นได้ลางๆ ในความมืด
"ค่ายกล... เงาพรางตา สังหารไร้เสียง"
เมื่ออักขระตัวสุดท้ายถูกเขียนจบ เฟิงอู๋จี้สะบัดพู่กันเก็บ แสงสีแดงของหมึกวาบขึ้นหนึ่งครั้ง ก่อนจะจางหายไปจนมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น
"ทีนี้... ก็แค่รอแขกยามวิกาล"
เฟิงอู๋จี้วางพู่กันลง เดินไปนั่งขัดสมาธิบนเตียงกลางห้อง เขารู้ดีว่าเฟิงหยางเป็คนใจร้อนและอาฆาตมาดร้าย มันไม่มีทางรอถึงเช้าพรุ่งนี้แน่
คืนนี้ จะต้องมีคนตาย... และมันจะไม่ใช่เขา