เชื่อใน์งั้นหรือ...
เป่ยมู่หานไม่ได้ตอบคำถามนี้ แต่สีหน้าของเขากลับให้คำตอบที่ชัดเจนแก่เซียวจิ่วเอ๋อร์แล้ว
นางจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างแน่วแน่ เห็นเขาแสยะยิ้มอย่างดูแคลน สีหน้าเ็านั้นแทบจะบาดลึกเข้าไปในดวงตาของนาง
เซียวจิ่วเอ๋อร์เองก็ไม่รู้ว่า เพราะเหตุใดทุกครั้งที่พบเขา นางถึงได้รู้สึกไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก
แต่เมื่อนางลองคิดดูอีกที การรู้สึกเช่นนั้นก็ไม่ได้ผิดแปลกอะไรเลย คนผู้นี้ตั้งใจจะสังหารนาง หากต้องเผชิญหน้ากับศัตรูของตนเอง แล้วนางยังจะรู้สึกชื่นมื่นเบิกบานอยู่ได้ ก็เห็นจะเป็เื่แปลกยิ่งกว่า!
เป่ยมู่หานไม่พูดอะไรอีก เขาหันหลังเดินจากไป
ที่จวนราชครู ซูย่างและกู้เหยียนที่หนีเอาตัวรอดกลับมาก่อนหน้า นั่งเผชิญหน้ากันในลานจวนโดยไม่มีใครพูดอะไร
เวลาผ่านไปพักใหญ่ กู้เหยียนก็ทนไม่ไหว เปิดปากถามเบาๆ
“เ้าคิดว่าเขากลับมาแล้วจะซ้อมพวกเราหรือเปล่า”
ซูย่างลุกพรวดขึ้นเหมือนเพิ่งคิดอะไรได้ ทำท่าจะวิ่งหนี
“ข้าเพิ่งนึกได้ว่าที่บ้านมีเื่ด่วนต้องจัดการ ข้าขอตัวก่อน!”
กู้เหยียนมือไวกว่า คว้าตัวเขาไว้ได้ทัน พูดทั้งที่ไม่ยอมปล่อย
“จะตายก็ตายพร้อมกัน! เมื่อครู่เ้าลากข้าออกมาเอง แล้วจะมาทิ้งข้าไว้ให้เผชิญหน้ากับจอมมารคนเดียวน่ะหรือ ฝันไปเถอะ!”
กู้เหยียนหัวเราะเบาๆ ด้วยความดูถูก ก่อนจะกอดแขนซูย่างไว้แน่น
เมื่อเป่ยมู่หานก้าวเข้ามาในลาน เขาก็เห็นภาพสองคนกำลังดึงทึ้งกันไปมาอย่างน่าขบขัน ส่วนบนหลังคา เป่ยอิ๋นที่มาเงียบๆ ั้แ่เมื่อไรไม่รู้ กำลังนอนเอกเขนกอาบแสงอาทิตย์ชมความวุ่นวาย
กู้เหยียนและซูย่างได้ยินเสียงฝีเท้า ทั้งคู่ก็หยุดนิ่งทันที ก่อนจะค่อยๆ หันไปมองเขาด้วยท่าทางแข็งเกร็ง
เป่ยมู่หานนั่งลงบนม้านั่งหินด้วยท่าทีผ่อนคลาย แค่สายตาที่ตวัดจ้องมองมาก็เพียงพอจะร่ายอาคมตรึงทั้งสองไว้กับที่ ไม่สามารถขยับแม้แต่นิ้วเดียว
ซูย่างสบตากับเขา ยิ้มแห้งด้วยความกระอักกระอ่วน คิดในใจว่าตนควรหนีไปให้เร็วกว่านี้
“ข้าผิดไปแล้ว!” ซูย่างรีบพูดออกมา รู้ว่าตอนนี้ต้องยอมรับผิดเสียก่อนจึงจะรอด
“ข้าก็แค่กลัวถูกเซียวหรันเกาะติดจึงรีบหนีออกมาก่อน! ข้าสาบานว่าจะไม่มีครั้งหน้าอีกแล้ว!”
ในความทรงจำของซูย่าง อาคมและคาถาของเป่ยมู่หานถือว่าไร้เทียมทาน เขาเองก็ไม่เข้าใจว่าชายผู้นี้มีเชื้อสายเผ่าเทพแท้ๆ เหตุใดจึงเชี่ยวชาญวิชาของเผ่ามารได้ถึงเพียงนี้
ครั้งล่าสุดที่ซูย่างล่วงเกินเขา ก็ถูกเขาร่ายคาถามรณะใส่
หนึ่งวันมีสิบสองชั่วยาม ต้องลิ้มรสวิธีตายกว่าร้อยรูปแบบ ซูย่างจึงได้รู้ซึ้งถึงความหมายของคำว่า ‘ตายแล้วฟื้น’ อย่างแท้จริง เป็ประสบการณ์แสนทรมานอันไร้ที่สิ้นสุด
“สตรีอ่อนแอคนหนึ่งยังทำให้เ้าเป็ถึงเพียงนี้ สมกับเป็คุณชายผู้โดดเด่นเสียจริง”
เป่ยมู่หานพูดจาเสียดสีด้วยวาจาอันคมกริบ
“เซียวจิ่วเอ๋อร์นั้นเหนือกว่าเซียวหรันถึงพันเท่า เหตุใดเ้าจึงไม่กลัวนางจะตามตื๊อบ้างเล่า”
“ข้ารู้!” กู้เหยียนพลั้งปากรีบตอบด้วยความไม่ระวัง
“เพราะเขาชอบเซียวจิ่วเอ๋อร์น่ะสิ!”
เป่ยมู่หานเหลือบมองเขาด้วยหางตา รอยยิ้มเย็นเยียบเผยออกมาบนมุมปาก ประหนึ่งคำเตือนที่แฝงด้วยเจตนาร้าย
“เขาหนีเพราะกลัวเซียวหรัน แล้วเ้าล่ะ”
กู้เหยียนใจเสีย “ข้าถูกเขาลากไปต่างหาก! หากไม่เช่นนั้นแล้ว ข้าจะทิ้งเ้าโดยไม่สนใจได้อย่างไร”
“เ้าควรดีใจที่ตัวเองเป็องค์รัชทายาทแห่งอาณาจักรจิ่วโจว ข้ายังเห็นว่าเ้าพอมีประโยชน์อยู่บ้าง ไม่เช่นนั้นเ้าคงตายเพราะปากตัวเองไปหลายครั้งแล้ว!”
“ข้า...ข้าพูดอะไรผิดอีกแล้วหรือ”
กู้เหยียนงุนงงไม่น้อย เขาพูดความจริงว่าถูกซูย่างลากไป ไม่ได้โกหกเลยสักนิด!
กู้เหยียนพยายามจะอธิบาย แต่พบว่าตัวเองถูกร่ายคาถาห้ามพูดอีกครั้ง จึงได้แต่มองเป่ยมู่หานด้วยสายตาน้อยใจ
เป่ยมู่หานไม่สนใจเขา กลับเงยหน้าขึ้นมองไปยังหลังคาแล้วเอ่ยด้วยเสียงเรียบนิ่งว่า
“จับหนูในครัวมาให้ข้าที”
เป่ยอิ๋นยืดตัวลุกขึ้นอย่างเกียจคร้าน ก่อนจะอ้าปากหาวแล้วค่อยๆ ลุกไปจัดการธุระด้วยท่าทางเนิบช้า
ซูย่างใช้หางตาเหลือบมองเขาเดินออกไปอย่างหวั่นใจ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก “เ้าสั่งให้เขาไปจับหนูมาทำไม!?”
คนที่รู้จักซูย่างดีล้วนรู้ว่าสิ่งที่เขากลัวที่สุดในโลกคือหนู แม้แต่เซียวหรันยังต้องพ่ายแพ้ให้กับความกลัวของเขาต่อสิ่งมีชีวิตชนิดนี้
“ข้าผิดไปแล้ว ข้าไม่กล้าทำอีกแล้ว!”
ซูย่างกล่าววิงวอนด้วยเสียงสั่นไหว หวาดหวั่นว่าเป่ยมู่หานอาจโยนหนูใส่ตัวเขา ความโอหังและสง่างามในฐานะคุณชายหายไปจนสิ้น
ทางด้านซิงซิง เขายังคงสวมกระโปรงตัวเล็ก ยืนพิงกำแพงอย่างหงุดหงิด
เขาอาศัย่ที่เซียวจิ่วเอ๋อร์กลับไปยังโรงเตี๊ยมเพื่อหยิบเสื้อผ้ามาให้ แอบหนีมาที่นี่อย่างลับๆ เพราะปากยังอยากกินอาหารดีๆ จนทนรออีกสองวันไม่ไหว จึงคิดว่าจะแอบมาหาอะไรกินก่อน
แต่ใครจะคาดคิดว่าที่นี่กลับไม่มีอะไรเลย! อย่าว่าแต่อาหารอร่อยๆ แม้แต่หมั่นโถวธรรมดาๆ สักก้อนก็ยังไม่มี!
ซิงซิงทั้งโกรธทั้งหงุดหงิด แต่จู่ๆ เขาก็นึกขึ้นได้ว่าหากเซียวจิ่วเอ๋อร์กลับไปถึงจวนสกุลเจี่ยก่อนเวลาและพบว่าเขาแอบหนีออกมา นางคงโกรธแน่ๆ ความคิดนี้ทำให้เขาเริ่มรู้สึกหวาดกลัวจนต้องนั่งยองๆ อยู่มุมกำแพง กอดตัวเองด้วยความไม่สบายใจ
จะทำอย่างไรดี เซียวจิ่วเอ๋อร์เคยกำชับเขาไว้ชัดเจนแล้วว่าไม่ให้ทำอะไรโดยพลการเพียงลำพัง
ถ้าหากนางโกรธมากและไม่้าเขาอีกล่ะ เช่นนั้นจะทำอย่างไรดี
เพียงแค่คิดถึงสีหน้าของเซียวจิ่วเอ๋อร์เวลานางโกรธ ซิงซิงก็เริ่มวิตก เขาทำปากยื่นราวกับเด็กน้อยที่ทำอะไรผิด น้ำตาเริ่มเอ่อคลอในดวงตา
เป่ยอิ๋นก้าวเดินเอื่อยเฉื่อยมาจนถึงหน้าประตูครัว เขาจึงได้เห็น ‘หนู’ ตามที่เป่ยมู่หานกล่าวไว้ในที่สุด
เมื่อเขาเห็นว่าซิงซิงอยู่ในชุดเด็กหญิง ถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะมองสำรวจอีกฝ่ายอย่างถี่ถ้วนเพื่อยืนยันตัวตน เมื่อแน่ใจว่า ‘หนู’ ที่ว่านั้นคือซิงซิง เป่ยอิ๋นก็ยิ่งรู้สึกแปลกใจที่สิ่งที่แอบลักลอบเข้ามาในจวนกลับกลายเป็เด็กน้อยคนหนึ่ง
ซิงซิงที่ได้ยินเสียงฝีเท้าก็เงยหน้าขึ้นมอง เมื่อเห็นว่าเป็เป่ยอิ๋น เด็กน้อยแสดงสีหน้าฉงนอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็ความรังเกียจอย่างชัดเจน
เขาลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว จ้องมองเป่ยอิ๋นด้วยท่าทางดุร้าย และะโเสียงเล็กๆ อย่างเอาเื่
“เป็เ้านี่เอง! เ้าเสือเหม็น!”
“โอ้?” เป่ยอิ๋นเลิกคิ้ว ยิ้มมุมปากเล็กน้อยพลางเอ่ยถาม
“เมื่อกี้เ้าว่าอะไรนะ”
“ฮึ!” ซิงซิงเชิดหน้าขึ้น กล่าวด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “อย่าคิดว่าข้าดูไม่ออก เ้าคือสัตว์เทพของเ้าคนร้ายคนนั้น เ้าคือพยัคฆ์ขาว!”
รอยยิ้มบนใบหน้าของเป่ยอิ๋นหายไปในทันที เขาเริ่มมองสำรวจเด็กตรงหน้าอย่างจริงจัง
เป่ยอิ๋นรู้อยู่แล้วว่าเ้าตัวเล็กนี่เป็คนจากเผ่ามาร และมีพลังวิเศษเรียกว่าเนตรมาร ซึ่งสามารถมองทะลุความจริงที่คนทั่วไปมองไม่เห็นได้
แต่เขาเองก็เป็เทพอสูรแห่งา มีพลังบำเพ็ญล้ำลึก ผู้ที่สามารถมองเห็นร่างแท้จริงของเขาได้นั้นมีอยู่เพียงน้อยนิด แต่เด็กคนนี้กลับสามารถทำได้?
เป่ยอิ๋นก้าวเข้าไปหาซิงซิง ยื่นมือไปคว้าตัวเด็กที่กำลังจะยกขาเตรียมวิ่งหนีขึ้นมาอย่างง่ายดาย
“อ๊าก! ปล่อยข้านะ! เ้าคนเลว! เ้าเลวเหมือนกับเ้าสารเลวนั่นไม่มีผิด!” ซิงซิงดิ้นรนมือเท้าปัดป่ายสะเปะสะปะพร้ะโกนโวยวายด้วยความใ “เ้าห้ามรังแกข้านะ! ไม่อย่างนั้นข้าจะให้จิ่วเอ๋อร์มาฆ่าเ้า!”
เป่ยอิ๋นหัวเราะเยาะขณะก้าวเดินออกไป พลางเอ่ยถามด้วยอารมณ์ดี
“เ้าคิดว่าเซียวจิ่วเอ๋อร์จะสู้ข้าได้หรือ”
“...ข้าจะให้เสี่ยวไป๋มาฆ่าเ้า!”
เมื่อได้ยินชื่อนี้ออกมาจากปากอีกครั้ง เป่ยอิ๋นขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนเตือนด้วยน้ำเสียงที่ดูเหมือนจะหวังดี
“ถ้าไม่อยากถูกตีจนก้นลายนะ จำไว้ว่าห้ามพูดคำว่าเสี่ยวไป๋ออกมาอีก เข้าใจไหม”
“ไม่เข้าใจ! ฮึ! ถ้าเ้ารู้จักเจียมตัวก็รีบปล่อยข้าเดี๋ยวนี้เลย ข้าบอกเ้าไว้ก่อน เสี่ยวไป๋น่ะเก่งมาก! เ้าเป็อสูรไม่ใช่หรือ เ้าต้องกลัวเขาแน่!”
“เพราะเป็อสูรจึงต้องกลัวเขาอย่างนั้นหรือ”
“ใช่แล้ว!”
“เพราะเหตุใดเล่า”
“เพราะว่าเขาเป็...”
ซิงซิงพูดได้เพียงครึ่งเดียว ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเป่ยอิ๋นกำลังล้วงความลับจากตน
เมื่อนึกถึงคำที่เสี่ยวไป๋เคยกำชับไว้ ซิงซิงจึงรีบยกมือปิดปากตัวเองและเงียบไปทันที แต่ดวงตาคู่นั้นยังคงจ้องมองเป่ยอิ๋นเขม็ง พร้อมแสดงสีหน้าไม่ยอมแพ้ ราวกับอยากหาเื่ต่อสู้ ท่าทางนั้นชวนให้ขำเสียจริง
เป่ยอิ๋นมองดูชุดกระโปรงที่ซิงซิงสวมอยู่ พลางกลั้นหัวเราะแล้วถามขึ้นว่า
“เ้าทำไมถึงแต่งตัวเช่นนี้ หรือแท้จริงแล้วเ้าเป็เด็กผู้หญิง”
“ไม่ใช่! ข้าเป็เด็กผู้ชาย!”
“เด็กผู้ชายที่ใส่กระโปรง?”
“เ้าจะรู้อะไร! นี่เป็วิชาแปลงโฉม! เสี่ยวไป๋เคยบอกไว้ว่า หากไม่อยากเหนื่อยกับการต่อสู้ การแปลงโฉมและปลอมตัวคือวิธีที่ง่ายที่สุด!”