“คุณตา คุณยาย เข้ามานั่งข้างในก่อนนะคะ” หวังอิงอิงเดินเข้าไปกอดแขนแม่จ้าวอย่างคุ้นเคย ส่วนหวังอี้เฉินก็เดินเข้ายืนอยู่ข้างพ่อจ้าว
“ผู้เฒ่าจ้าว เด็กน้อยน่ารักสองคนนี้เป็นใครหรือ” ชายชราที่เดินเข้ามาด้วยกันถามขึ้น
“เป็นหลานชายกับหลานสาวฉันเอง อี้เฉิน อิงอิง สวัสดีคุณตากับคุณยายสิลูก” พ่อจ้าวบอกกับเด็กๆ
“สวัสดีครับ / สวัสดีค่ะ คุณตา คุณยาย”
“เป็นลูกของลูกสาวบุญธรรมฉันน่ะ” แม่จ้าวพูดกับหญิงชราอีกคนก่อนที่จะหันไปเรียกหวังอี้ฉือและหลินถิงถิง “อี้ฉือ ถิงถิง มาสวัสดีคุณลุงหลี่กับคุณป้าหลี่สิลูก”
หวังอี้ฉือกับหลินถิงถิงเดินเข้ามาทักทายผู้อาวุโสทั้งสี่คน ก่อนที่จะขอตัวไปต้อนรับลูกค้าคนอื่น เพราะเวลานี้เป็นเวลาอาหารเช้าพอดี ลูกค้าในร้านถึงมีเข้ามาไม่ขาดสาย
“ฉันอิจฉาเธอจังเลยนะ ได้ลูกสาวบุญธรรมที่สวยน่ารักขนาดนี้ ดูสามีกับลูกของพวกเขาสิน่ารักกันทุกคนเลย เธอช่างโชคดีจริงๆ” แม่หลี่พูดน้ำเสียงปนอิจฉา
“ครอบครัวนี้เขาน่ารักมากเลยนะ อี้ฉือกับถิงถิงดูแลตาแก่กับยายแก่อย่างพวกฉันดีมาก ทำอาหารส่งมาให้พวกฉันทุกวัน” แม่จ้าวยังชื่นชมลูกบุญธรรมตัวเองต่อ
ผู้อาวุโสทั้งสี่คนนั่งกินอาหารเช้าและพูดคุยกันอย่างมีความสุข เพราะบ้านของพวกเขาอยู่ไม่ไกล ในทุกๆ เช้าร้านของหลินถิงถิงจึงเป็นสถานที่พบปะของผู้อาวุโสทั้งสี่คน
เมื่อลูกค้าเริ่มบางตา หลินถิงถิงจึงยกถาดขนมออกมาให้ผู้อาวุโสทั้งสี่คน
“คุณลุงคุณป้า ลองชิมขนมที่หนูทำดูนะคะ”
“ถิงถิงนี่หนูทำเองหรือ” แม่หลี่ถามอย่างสนใจ
“ใช่ค่ะ คุณลุงคุณป้าลองทานดูนะคะว่าใช้ได้หรือเปล่า”
“อร่อยมากเลยล่ะ สวยงามและมีกลิ่นอายดั้งเดิม ป้าไม่เคยกินขนมกุ้ยฮวาที่อร่อยอย่างนี้มาก่อนเลย” แม่หลี่พูดชื่นชม
“ถิงถิง หนูไม่คิดที่จะทำขนมขายบ้างหรือ ป้ารับรองว่าขนมที่มีหน้าตาและรสชาติอย่างนี้จะต้องขายดีแน่ๆ” แม่จ้าวพูดสนับสนุน
หลินถิงถิงได้แต่เพียงยิ้มให้กับผู้อาวุโส เมื่อพวกเขาจะกลับเธอจึงห่อขนมกุ้ยฮวาให้ผู้อาวุโสกลับไปที่บ้านด้วย
ร้านขายอาหารของสองสามีภรรยาหวังอี้ฉือและหลินถิงถิงได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วเพราะความอร่อยและราคาไม่แพง พวกเขาขายของหมดอย่างรวดเร็วในแต่ละวัน ไม่เกินบ่ายสามร้านของพวกเขาก็ปิดแล้ว ทำให้สองสามีภรรยาไม่เหนื่อยมากจนเกินไป หลินถิงถิงจึงมีเวลาว่างและเริ่มงานปักผ้าของตัวเอง
“ถิงถิง เปิดร้านได้มาสักพักแล้ว คุณเหนื่อยมากไหม ผมคิดว่าจะหาลูกจ้างมาทำความสะอาดและล้างจานสักคน” หวังอี้ฉือเดินเข้ามาถามภรรยา
“ก็ดีเหมือนกันนะคะ พี่อี้ฉือวันนี้ฉันเอาขนมกุ้ยฮวาให้คุณลุงคุณป้าลองชิมดู พวกท่านชอบกันใหญ่เลยค่ะ ยังแนะนำให้ฉันทำขนมขายด้วย”
“คุณอยากทำขนมขายด้วยล่ะสินะ” หวังอี้ฉือพูดยิ้มๆ อย่างรู้ทัน
“ใช่ค่ะ อาหารของร้านเราหลังเที่ยงก็ขายหมดแล้ว ช่วงบ่ายไม่มีอะไรทำ ฉันอยากจะทำขนมขายและขายน้ำชาด้วยค่ะ”
“ได้สิ ผมจะช่วยคุณอีกแรง” หวังอี้ฉือตอบตกลง เพราะเขาเห็นว่าเธอมีความสุขกับสิ่งที่เธอทำมาก เขาจึงอยากสนับสนุนเธอเท่าที่เขาจะทำได้
“พี่อี้ฉือจะหาคนทำความสะอาดจากที่ไหนหรือคะ” หลินถิงถิงวกกลับมาถามเรื่องเดิมอีกครั้ง
“คงทำป้ายติดประกาศไว้หน้าร้าน เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ ผมไม่อยากไปรบกวนคุณลุงกับคุณป้า”
“ก็ดีเหมือนกันค่ะ เรื่องเราอย่าเอาเรื่องเล็กน้อยแค่นี้ไปรบกวนคุณลุงกับคุณป้าเลย ที่ผ่านมาท่านก็ช่วยพวกเรามากแล้ว”
ณ มุมหนึ่งของมณฑล บ้านเช่าหลังเล็กหลังหนึ่ง มีเสียงพ่อ แม่ ลูก ทะเลาะกันดังออกมานอกบ้าน แต่เพื่อนบ้านเหล่านั้นไม่ได้ประหลาดใจสักเท่าไหร่ เพราะต่างก็เห็นเหตุการณ์นี้เป็นประจำกันอยู่แล้ว เพื่อนบ้านต่างก็เอือมระอาและต้องพากันส่ายหน้าเมื่อพูดถึงคนบ้านหลิน เพราะครอบครัวหลินประกอบไปด้วยสามีที่ติดการพนันและชอบทำร้ายภรรยาและลูกสาว ภรรยาที่ชอบทะเลาะด่าทอกับเพื่อนบ้าน และลูกสาวที่ทำท่าทางหยิ่งยโสไม่เห็นหัวใคร
“พี่อย่าทำฉันเลย ฉันขอร้อง” นางหลินร้องห้ามสามี
“แกก็เอาเงินมาให้ฉันสิวะ ไปเอาเงินออกมาเดี๋ยวนี้” สามีตอบกลับด้วยความโมโห
“พ่อ ที่บ้านไม่มีเงินเหลือแล้ว พวกเราไม่มีเงินให้พ่อหรอกนะ” เสียงลูกสาวเถียงคนเป็นพ่อ
“แกไม่ต้องมาพูด เพราะแกคนเดียวที่ทำให้ชีวิตฉันเป็นแบบนี้ ถ้าแกไม่บ้าผู้ชายจนทำเรื่องพรรค์นั้นลงไป ฉันจะต้องหลบออกจากหมู่บ้านมาอยู่ที่นี่ไหม แล้วไหนไอ้ผู้ชายที่มีการศึกษาของแก ไหนแกบอกว่ามันรักแกนักหนา จนป่านนี้จดหมายสักฉบับฉันก็ยังไม่เห็นมันจะส่งมาหาแกเลย” ผู้เป็นพ่อตะคอกลูกสาวกลับ
“คุณ หยุดเถอะค่ะ พอเถอะ เดี๋ยวคนอื่นจะมาได้ยินเข้า คุณไม่ห่วงชื่อเสียงของลูกสาวคุณเลยหรือยังไง”
“เธอไม่ต้องมาพูด เธอดูลูกสาวสุดที่รักที่เธอเลี้ยงมาว่ามันทำงามหน้าไปกี่เรื่องแล้ว ไป...ไปเอาเงินออกมาเดี๋ยวนี้ หรืออยากให้ฉันลงมือกับพวกเธอทั้งสองคน” สามียกมือขึ้นทำท่าจะลงมือกับภรรยาของตัวเองอีกรอบหนึ่ง
ภรรยาได้ฟังอย่างนั้นก็เกิดกลัว รีบเดินเข้าไปเอาเงินในบ้านออกมาให้สามีตัวเอง ก่อนที่คนเป็นสามีจะเดินออกจากบ้านไปด้วยความหงุดหงิด
“แม่ แม่เอาเงินให้พ่อไปทำไม” ลูกสาวหันมาพูดกับแม่ตัวเองอย่างอารมณ์เสีย
“ฉันก็กลัวว่าพ่อของแกจะมาทำร้ายฉันอีกน่ะสิ”
“แม่ไปยอมพ่อทำไมล่ะ”
“แล้วเรื่องทั้งหมดมันไม่ใช่เพราะแกหรือยังไง ถ้าแกไม่ทำเรื่องฉาวโฉ่จนคนจับได้ พวกฉันจะต้องหลบอายมาใช้ชีวิตอย่างนี้หรือ”
“ฉันแค่ทำไปเพราะอยากให้ครอบครัวสบาย ใครจะไปรู้ว่าไอ้ผู้ชายคนนั้นมันก็แค่คนหลอกลวงคนหนึ่ง” ลูกสาวพูดด้วยความแค้น
“ก็แกมันโง่ นอกจากทำงามหน้าแล้ว แกยังหอบเงินในบ้านไปให้มันจนหมด เงินนั่นกว่าฉันจะตกลงกับบ้านหวังได้ ฉันต้องทำสัญญาว่าจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับนังถิงถิงอีก ถ้าไม่มีสัญญาฉบับนั้นนะ ป่านนี้ฉันก็ยังไปขอเงินนังนั่นมาใช้ได้”
“แม่จะพูดเรื่องนี้ให้มันได้อะไรขึ้นมา”
“แกไม่ลองออกไปหางานทำดูบ้างล่ะ วันๆ เอาแต่นั่งๆ นอนๆ ไม่ทำอะไร”
“แม่...ทำไมแม่ไม่หย่ากับพ่อให้มันสิ้นเรื่องสิ้นราวไป หรือไม่อย่างนั้นเราสองคนหนีไปอยู่เมืองอื่นกันดีกว่าไหม พ่อตามหาเราไม่เจอหรอก”
“หา! แกว่ายังไงนะ” นางหลินถามอย่างตกใจ
“ฉันบอกว่าเราหนีไปอยู่ที่อื่นกันดีกว่า ถ้าขืนเรายังอยู่อย่างนี้ เราต้องถูกพ่อตีจนตายแน่ๆ”
นางหลินทำท่าคิดและเริ่มคล้อยตาม ทุกวันนี้นางเริ่มทนไม่ไหวแล้วกับการเป็นที่ระบายอารมณ์ของสามี
“แต่ตอนนี้เรายังไม่มีเงินนะ” นางหลินพูดอย่างลังเล
“ฉันจะลองออกไปหาเงินช่วยแม่อีกแรง พอเราสองคนได้เงินมา เราก็ซ่อนพ่อเอาไว้เป็นค่าเดินทางของเรา” หลินเสี่ยวหงบอกแผนการเมื่อเห็นแม่ของตัวเองเริ่มสนใจ
“ฉันยังพอมีเงินที่ซ่อนพ่อแกไว้อยู่ส่วนหนึ่ง เอาตามที่แกว่าก็แล้วกัน แต่แกต้องทำให้ได้อย่างที่แกพูดด้วย ไม่อย่างนั้นฉันจะทิ้งแกไว้กับพ่อของแกแค่สองคนคอยดู”
“ตกลง ฉันจะลองเข้าไปหางานในเมืองดู” หลินเสี่ยวหงรับคำของแม่ตัวเองอย่างมั่นใจ