ตอนที่ 18 สุดยอดศิษย์สายนอกอันดับหนึ่ง
วารีทะลวงชีพ!
ตู้มม!
"หืม"
วิ้ง~
เจิ้งฟงเย่เลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจเคล็ดวิชากระบี่วารีทะลวงชีพนั้น นับว่ายากจะต่อต้านแม้จะมีพลังตบะอยู่ในขั้นเดียวกัน ด้วยการที่มันรวบรวมพลังปราณมหาศาลบีบอัดไปที่ปลายกระบี่
ก่อนจะควบรวมไว้เมื่อถึงจุดๆนึงจึงปล่อยออกเป็คลื่นพลังรูปกระบี่ขนาดใหญ่ที่มีพลังโจมตีมหาศาล! แต่ถึงกระนั้นภาพที่มันเห็นอยู่ตอนนี้คือหลินเฟยที่ถือดาบเล่มนึงอยู่ในมือ โดยไร้ซึ่งอาการาเ็ใดๆ
"นี่คือความสามารถของเ้า?"
หลินเฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงล้อเลียน เขาเรียกดาบปราบพยัคฆ์ขึ้นมาต้านรับพลังคลื่นกระบี่ของเจิ้งฟงเย่ในเสี้ยววินาทีสุดท้ายนั้นเอง แม้จะต้านรับได้อย่างสวยงามแต่ก็ลอบถอนหายใจออกมาน้อยๆ
ตอนแรกเขาคิดจะไม่ใช้ดาบในการต้านรับด้วยซ้ำไปแต่เมื่อััถึงความรุนแรงที่มากมายนั้นแล้ว หากเขาที่ยังอยู่ในขั้นปราณกำเนิดสามยังไม่คิดที่จะกล้าเสี่ยง ยังไงเจิ้งฟงเย่ก็ได้ชื่อว่าครึ่งก้าวของปราณยุทธขาวเข้าไปแล้ว
และหากเขาสามารถทะลวงขั้นได้หลินเฟยที่รั้งพลังไว้เพียงเท่านี้ย่อมไม่มีโอกาสได้ตอบโต้ นั้นนับว่าเป็การบ่งบอกว่าขั้นปราณยุทธขาวนั้นอยู่คนละระดับกับขั้นปราณกำเนิดโดยแท้จริง
ความจริงหากเป็บุคคลอื่นหลินเฟยคงไม่กล่าวออกมาเช่นนี้แต่การกระทำของเจิ้งฟงเย่ที่พยามหักหน้าเขาตลอด่การประลองที่ผ่านมา ทำให้เขานึกอยากทุบตียอดอัจฉริยะของฝั่งทิศเหนือผู้นี้สักเล็กน้อย
หากหลินเฟยใช้พลังมากกว่าขั้นปราณกำเนิดห้าเป็ต้นไป เจิ้งฟงเย่ที่ได้ชื่อว่ายอดอัจฉริยะจะกลายเป็ตัวโง่งมขึ้นมาทันที
การที่หลินเฟยสามารถต้านรับพลังของครึ่งก้าวปราณยุทธขาวได้บ่งบอกได้เป็อย่างดีว่าพลังปราณในร่างกายของเขาแข็งแกร่งกว่าคนปกติมากมายเพียงใด แม้จะจำกัดพลังไว้เพียงปราณกำเนิดขั้นสามระดับสูงเท่านั้น
หลินเฟยเลือกที่จะต่อสู้โดยที่ใช้พลังตบะอยู่ที่ขั้นปราณกำเนิดสามเท่านั้น ไม่เช่นนั้นการต่อสู้ครั้งนี้เขาจะไม่ได้อะไรจากมันมากนัก หากเขาไม่กลับความคิดตัวเองนับว่าตอนนี้โอกาสของเจิ้งฟงเย่ก็ยังไม่ถือว่าหมดไปสักทีเดียว
ฟุบ!
เคร้ง! เคร้ง!
เสียงดาบและกระบี่ประทะกันอย่างรุนแรง หากมองในมุมของผู้ชมนี้จะเห็นว่าเจิ้งฟงเย่ได้เปรียบเล็กๆอยู่ไม่น้อย หลินเฟยฟาดฟันดาบปราบพยัคฆ์ออกไปอย่างไม่กลัวเกรง อาศัยจิตสำนึกในท่วงท่าของอาจารย์ัเริ่มหลอมรวมเข้ากับท่วงท่าการต่อสู้ของตนเองทีละน้อยๆ
ทั่วร่างของเขากระจายกลิ่นอายอันเก่าแก่โบราณออกมามากขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้คนที่อยู่ไกลเกินไปััได้ แต่ไม่ใช่กับเจิ้งฟงเย่ที่ต่อสู้ในระยะประชิดกับหลินเฟยไปร่วมร้อยกระบวนท่าแล้ว
"ฮึ่ม!"
เจิ้งฟงเย่กัดฟันกรอดแม้มันจะใช้เคล็ดวิชากระบี่ไปหลายกระบวนท่าแล้ว แต่กลับไม่สามารถเรียกเืของหลินเฟยออกมาได้สักหยดอีกทั้งกลิ่นอายที่เก่าแก่โบราณจากเพลงดาบของหลอนเฟยทำให้มันตื่นตระหนกมากขึ้นเรื่อยๆ
มันอาศัยพลังปราณของมันที่เหนือกว่าหลินเฟยในขั้นปราณกำเนิดสามนี้ โจมตีหลินเฟยด้วยความต่อเนื่องมันคิดจะให้หลินเฟยใช้พลังปราณในร่างให้หมดไป เมื่อถึงเวลานั้นยังไงชัยชนะย่อมเป็ของมัน
ตู้มม!
เสียงะเิจากทักษะของเจิ้งฟงเย่ผลักหลินเฟยกระเด็นออกมากว่าสามเมตรแต่ถึงอย่างนั้นใบหน้าของหลินเฟยก็ยังไม่มีแม้แต่ร่องรอยของความวิตกกังวล
วูบบ!
หลินเฟยหายไปจากสายตาของเจิ้งฟงเย่ก่อนที่มันจะเสียววาบไปทั่วแผ่นหลังหลินเฟยตวัดดาบฟาดลงไปที่แผ่นหลังของเจิ้งฟงเย่ทันที
ตู้มม!
เจิ้งฟงเย่ะเิพลังปราณออกมาต้านรับ ด้วยตบะที่เหนือกว่าในยามนี้ผลักดันให้หลินเฟยกระเด็นออกไปอีกครั้ง แต่เจิ้งฟงเย่ที่กำลังลอบเป่าปากด้วยความโล่งใจกลับตาค้าง
เมื่อเห็นว่าหลินเฟยพุ่งเข้าใส่มันด้วยความเร็วที่เหนือกว่าเดิมถึงสองเท่า แม้พลังตบะมันจะห่างกับหลินเฟยมากแต่มันกลับไม่สามารถแม้จะมองตามหลินเฟยได้ทัน
"รับไป!"
เคล็ดวิชาดาบลวงตากระบวนท่าที่หนึ่ง
ดาบเงาวายุ!
ครืนน!
เงาดาบนับยี่สิบปรากฏขึ้นพร้อมกับพายุลูกน้อยๆสามลูกเคลื่อนที่เข้าหาเจิ้งฟงเย่ด้วยความรวดเร็วด้วยระยะที่ย่นลงห่างกันเพียงไม่ถึงสามเมตรทำให้เป็ไปไม่ได้ที่จะหลบเลี่ยง เจิ้งฟงเย่กัดฟันะเิพลังปราณกระบี่ที่รุนแรงที่สุดของมันออกมาทันที
หมื่นทะลวงวารี!
เงากระบี่ที่จำนวนไม่ได้หยิ่งหย่อนไปกว่ากันพุ่งเข้าต่อต้านเงาดาบและพายุสามลูกของหลินเฟยทันทีทั้งหมดนี้แม้จะใช้คำอธิบายแต่เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่่ลมหายใจเท่านั้น
ตูม!
"อักก..."
เสียงกระอักเืของเจิ้งฟงเย่ดังขึ้นพร้อมกับทั่วร่างที่เต็มไปด้วยาแแม้มันสลายพลังของเงาดาบของหลินเฟยไปได้ทั้งหมดแต่พายุลูกน้อยๆสามลูกนั้นกลับมีพลังทำลาย ที่พร้อมจะฉีกกระชากร่างมันออกเป็ชิ้นๆ
โชคดีที่มันมีพลังตบะที่มากกว่าหลินเฟยหลายขั้น หากไม่เช่นนั้นแล้ว เพียงรักษาให้ร่างกายครบสามสิบสองนั้นนับว่าเป็ไปไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
หลินเฟยจงใจที่จะทำให้เจิ้งฟงเย่คุ้นชินกับความเร็วของเขาก่อนหน้านี้และปลดปล่อยความเร็วที่เหนือกว่ามันออกมาทั้งหมดในจังหวะที่เจิ้งฟงเย่ลดการระวังตัวลง แต่ถึงอย่างนั้นเจิ้งฟงเย่ที่ได้ชื่อว่าเป็อัจฉริยะยังสามารถตอบโต้กลับมาได้ทำให้หลินเฟยประหลาดใจอยู่ไม่น้อย
แต่ถึงแม้จะตอบโต้กลับมาได้ด้วย่เวลาที่บีบคั้นทำให้การออกท่าของวิชาเป็ไปอย่างไม่สมบูรณ์นี่ก็เป็อีกหนึ่งเหตุผลที่เจิ้งฟงเย่ต้องมีสภาพเช่นนี้
"อืม เ้าหนูนี่นับเป็อัจฉริยะโดยแท้จริงเพียงเวลาไม่นานกลับฝึกวิชาดาบลวงตากระบวนท่าที่หนึ่งได้เข้าขั้นสูงถึงเพียงนี้..."
เป็ผู้าุโสองนั่นเองที่มองดูหลินเฟยอยู่บนหอคอยของตำหนักยาหลักด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
ขณะเดียวกันผู้ชมบนอัฒจรรณ์ต่างแทบจะหยุดหายใจพวกมันไม่เข้าใจว่าทำไมเจิ้งฟงเย่ที่มีระดับพลังที่เหนือกว่ากลับตกอยู่ในสภาพเช่นนั้น ตอนนี้ไม่มีใครกล้าดูถูกหลินเฟยอีกต่อไปต่างมองเขาด้วยสายตาชื่นชม
มีคนจำนวนไม่น้อยที่คิดจะยึดเขาเป็แบบอย่างด้วยระดับพลังเพียงนั้นกลับต่อสู้ได้อย่างองอาจ และเคล็ดวิชาที่หลินเฟยใช้นั้นก็มีคนจำนวนไม่น้อยอีกเหมือนกันที่รู้ว่ามันคือวิชาดาบลวงตาวิชาระดับกลางที่ฝึกฝนได้ยากลำบาก แต่หลินเฟยกลับฝึกได้สำเร็จอีกทั้งยังปลดปล่อยพลังออกมาได้อย่างน่ากลัว
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหลินเฟยนั้นคือยอดอัจฉริยะอีกคนที่ก่อนหน้านี้ถูกมองข้ามไปอย่างแน่นอน แต่ตอนนี้เขากลายเป็ดาวดวงใหม่ที่เจิดจรัสของบรรดาศิษย์สายนอกไปแล้ว
"ข้าอยากฝึกวิชานั่น!"
"ข้าก็เช่นกัน!"
"สุดยอดไปเลยค่าท่านหลินเฟยย!"
ผู้ชมต่างส่งเสียเชียร์หลินเฟยกันอย่างไม่ขาดสายหลินเฟยได้แต่หลับตาอมยิ้มน้อยๆวางท่าเป็ยอดฝีมือที่ไร้คู่เปรียบ!
ต้องคอยย้ำอยู่ตลอดว่าหลินเฟยนั้นเป็เพียงแค่เด็กหนุ่มคนนึงที่อยากจะกอบกู้ชื่อเสียงขอตระกูลและดูเหมือนว่าการประลองสุดยอดศิษย์สายนอกครั้งนี้จะได้ผลสำเร็จไม่น้อย
“เ้าจะยอมแพ้หรือไม่” หลินเฟยจ้องนิ่งไปที่เจิ้งฟงเย่ด้วยสายตาเรียบนิ่ง
“อึก..”
เจิ้งฟงเย่ถึงกับสะอึกไหนเลยใครจะคาดคิดว่าหลินเฟยจะมีความสามารถที่มันไม่แม้แต่จะต่อกรด้วยได้ มันคิดไปถึง่เวลาที่ยากลำบากที่ผ่านมาของมันก่อนหน้านี้ แม้จะถูกเรียกว่ายอดอัจฉริยะในรอบหลายปีแต่มันกลับเกิดในตระกูลที่ไม่ร่ำรวยนัก
ทรัพยากรที่มันได้รับจึงไม่พอสำหรับใช้ฝึกฝนไม่เช่นนั้นด้วยพร์ของมันพลังตบะขั้นปราณยุทธยังเป็เพียงแค่ทางผ่านเท่านั้น
มันคิดว่ามันได้รับโอกาสดีจากผู้าุโห้าเพียงแค่จัดการกับผู้ที่มีตบะอยู่ขั้นปราณกำเนิดขั้นสามก็จะได้เลื่อนขั้นเป็ศิษย์หลักโดยตรงแล้ว
ซึ่งทรัพยากรที่จะได้รับนั้นไม่อาจประเมินค่าได้หากได้ชื่อเป็ศิษย์หลักแล้วพลังของศิษย์ย่อมแสดงถึงพลังของอาจารย์ด้วยเช่นกัน แต่ดูเหมือนตอนนี้ความฝันของมันจะต้องจบลง
มันทำได้เพียงกล้ำกลืนยิ้มอย่างขมขื่นออกมาพร้อมกับปลอบใจตนเองว่าลำพังแค่ศิษย์สายในก็ดีมากกว่าศิษย์สายนอกไม่รู้กี่เท่าแล้ว
“ข้า...ยอมแพ้...” คำพูดแค่ไม่กี่คำแต่สำหรับเจิ้งฟงเย่นั้นกลับยากที่จะเอ่ยออกมา
เฮ!
เสียงของผู้ชมต่างโห่ร้องกันด้วยความยินดีวันนี้เป็วันที่พวกมันต่างต้องจดจำอย่างแท้จริงในประวัติศาสตร์อันยาวนานของสำนักโลหิตันั้น
บอกได้เลยว่าไม่มีศิษย์คนใดที่จะสามารถต่อสู้ข้ามขั้นได้มากเท่ากับหลินเฟยอีกแล้ว นอกจากนั้นการต่อสู้ยังดุเดือดสร้างความตื่นเต้นให้กับพวกมันทุกวินาที
หลินเฟยไม่ได้สนใจเจิ้งฟงเย่ที่พยุงร่างของตนเองเดินจากไปช้าๆ เขาหันหลังเดินกลับไปที่ฝั่งของตนเองเช่นกันปล่อยให้ทั้งสองทิศที่เหลือได้แสดงฝีมือ ซึ่งพวกมันก็ดูเหมือนจะเข้าใจพวกมันต่างต่อสู้กันโดยที่ไม่มีใครท้าประลองกับหลินเฟยอีกจนถึงคนสุดท้าย
“ข้าชื่อหลงจิน ขอคำชี้แนะด้วย” หลงจินหันมือไปคารวะทางหลินเฟยก่อนจะเรียกดาบของมันออกมาถือไว้ในมือ
“ออมมือให้ด้วย” หลินเฟยตอบยิ้มๆ ก่อนจะก้าวเดินออกไปยังกลางลานประลองเผชิญหน้ากับหลงจิน
ย่า!
หลงจินสบัดดาบในมือเร่งเร้าพลังปราณออกมาฉับพลันทั่วร่างของมันก็ดูเหมือนจะมีพละกำลังเพิ่มขั้นมาอีกเท่าตัว
“โฮ่ วิชาที่เพิ่มพลังให้กับตัวเองได้ ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ”
หลินเฟยยกยิ้มพลังตบะของหลงจินที่อยู่ขั้นเจ็ดปราณกำเนิด กลับทะยานขึ้นไปที่ขั้นแปดระดับสูงวิชาที่เพิ่มขีดความสามารถของตัวเองเช่นนี้
โดยปกติแล้วไม่อาจจะรักษาสภาพไว้ได้นานนัก แต่หลงจินกลับใช้มันออกมาในทันทีอย่างไม่มีความลังเล ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาประเมินหลินเฟยไว้สูงแค่ไหน
ฟุบ!
“หืม!”
เคร้ง!
หลินเฟยตาโตความเร็วของหลงจินนั้นนับว่ารวดเร็วถึงที่สุดแม้ก่อนหน้านี้เขาจะได้เห็นความเร็วของหลงจินบ้างจากคู่ต่อสู้คนอื่น แต่ตอนนี้ความเร็วนั้นกลับสมควรเพิ่มขึ้นถึงสองเท่า!
หลินเฟยยิ้มกว้างเขารู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันทีหากเป็คนอื่นในขั้นปราณกำเนิดคงจะไม่สามารถตอบโต้ได้แล้วแต่หลินเฟยที่เน้นการฝึกวิชายุทธไปทางความเร็วแล้วไม่นับว่าเป็ปัญหาใด
ฟุบ ฟุบ ฟุบ!
เคร้ง! เคร้ง!
หลินเฟยและหลงจินปะทะกันกว่าสิบกระบวนท่าใน่อึดใจดาบปราบพยัคฆ์ของหลินเฟินฟาดฟันไปที่หลินจงอย่างรุนแรงแต่มันก็สามารถตอบโต้ได้อย่างไม่มีเสียเปรียบ
หลินเฟยรู้สึกดีใจที่เพลงดาบของหลงจินนั้นจัดอยู่ในระดับสูงเลยทีเดียว อีกทั้งความเข้าใจและการออกระบวนท่าของหลงจินนั้นไม่นับว่าด้อยกว่าตัวเขาเองเลยมันจึงทำให้เขาได้ฝึกฝนเรียนรู้ประสบการณ์อีกไม่น้อย
มีหลายกระบวนท่าที่หลุดรอดการป้องกันของหลินเฟยจนฟาดลงไปที่ตัวเขา แต่ก็ไม่สามารถเรียกเืของหลินเฟยได้มันทำให้หลงจินถึงกับขมวดคิ้วด้วยความงุนงง
แม้ว่าจะไม่ได้ใช้วิชาเข้าห้ำหั่นกันแต่ทุกกระบวนท่าของพวกเขาต่างอัดแน่นไปด้วยพลังปราณที่บีบอัดเข้าไปในอาวุธคู่ใจจนแทบจะเอ่อล้น
ไม่ต้องพูดถึงพลังทำลายว่ามันจะรุนแรงหรือไม่หากโจมตีโดนคู่ต่อสู้ แต่ถึงกระนั้นกลับเป็ว่าหลินเฟยไม่แม้แต่จะสะดุ้งะเืกลับตอบโต้กลับมาด้วยรอยยิ้มทุกครั้ง
หากใครพบเจอเื่แบบนี้แล้วไม่กรีดร้องในใจ คงมีแต่คนมีปัญหาที่สมองเท่านั้น ยิ่งนานเข้ารอยยิ้มของหลินเฟยไม่ต่างกับรอยยิ้มของพวกโรคจิตเลยทีเดียวสำหรับมัน
ด้วยความแข็งแกร่งของร่างกายหลินเฟยในตอนนี้นั้นหากไม่ใช่ขั้นปราณยุทธขาวขึ้นไปแล้ว เป็เื่ที่ยากมากที่จะเรียกโลหิตของเขาให้ออกมาจากร่างกายได้ ไม่ต้องพูดถึงว่าฟาดฟันกันด้วยเพียงแค่กระบวนท่านั้นไม่นับเป็อันใดได้
แต่หากเจอวิชาระดับสูงโจมตีเข้าเต็มๆโดยไม่ป้องกันก็อาจจะทำให้เืตกยางออก...ได้บ้าง ร่างกายที่เปรียบดังัตัวน้อยของเขานั้นไม่ใช่ว่าจะดูถูกกันได้
แม้ตอนนี้จะยังใช่มนุษย์แต่ต่อไปล่ะอาจจะไม่ใช่แล้วก็เป็ได้ด้วยความแข็งแกร่งของเผ่าพันธุ์ันั้นจะมีมนุษย์สักกี่คนที่ต้านทานได้...
“แฮกๆ! ข้า...ยอมแพ้”
หลงจินกล่าวออกมาพร้อมกับหอบหายใจด้วยความยากลำบาก แต่มันกลับไม่รู้สึกแย่เลยแม้แต่น้อยพวกเขาต่างใช้เคล็ดวิชาโจมตีกันน้อยมาก เพียงแค่แลกเปลี่ยนกระบวนท่าขัดเกลาฝีมือของตนเองไปเรื่อยๆจนหลงลืมไปเสียด้วยซ้ำว่าพวกเขากำลังแข่งขันกันอยู่
หลงจินเพียงแต่นึกเสียดายว่าระยะเวลาในการคงสภาพพลังของมันหมดลงเสียก่อนไม่เช่นนั้นมันคงจะได้พัฒนาทักษะเพลงดาบของมันไปอีก่ใหญ่ ตอนนี้มันก็สังเกตเห็นสีหน้าเสียดายของหลินเฟยด้วยเช่นกันทำให้มันอดยิ้มออกมาไม่ได้
“พี่หลินเฟยช่างเก่งกาจยิ่งนัก หลังจากเข้าเป็ศิษย์สายในข้าหลงจินคงต้องขอคำชี้แนะจากพี่หลินเฟยบ่อยๆเสียแล้ว” มันยิ้มกว้างคารวะไปทางหลินเฟยด้วยความจริงใจ
“พี่หลงจินกล่าวเกินไปแล้ว เป็ข้าที่ได้เรียนรู้อย่างมากมาย... ขอบคุณพี่หลงจินด้วย” หลินเฟยประสานมือคารวะคืนไปยังหลงจินโดยไม่มีแม้แต่ร่องรอยของความหยิ่งยโส
ผู้ชมบนอัศจรรย์ต่างส่งเสียงเชียร์เป็กำลังใจให้กับทั้งคู่แม้รอบนี้จะไม่ได้เต็มไปด้วยวิชาอภินิหารให้ตื่นตะลึงแต่ทุกคนกลับได้เห็นการประลองแลกเปลี่ยนฝีมือที่ยากจะสามารถหารับชมได้โดยทั่วไป
พวกเขาต่างพร้อมใจกันปรบมือให้กับทั้งคู่เสียงดังสนั่นหวั่นไหว เป็การปิดการประลองหาสุดยอดศิษย์สายนอกที่แสนจะตื่นตาตื่นใจในวันนี้...และผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็ศิษย์สายนอกอันดับหนึ่งอย่างสมศักด์ศรีในครั้งนี้ก็คือ หลินเฟย นั่นเอง!
.
.
.