ท่ามกลางความเงียบสงัดของยามราตรีที่ปกคลุมจวนสกุลซุน ลมฤดูหนาวพัดผ่านยอดสนจนเกิดเสียงหวีดหวิวคล้ายเสียงกระซิบของภูตผี ภายในห้องลับใต้ดินที่ถูกขุดลึกลงไปใต้ศาลาไม้กลางสระบัว บรรยากาศกลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง กลิ่นหอมจางๆ ของกำยาน 'นิทราสวรรค์' ที่หลินเฟิงปรุงขึ้นเองอบอวลไปทั่วห้องที่ประดับประดาด้วยม่านไหมสีดำปักลวดลายเมฆามงคลด้วยดิ้นเงิน แสงเทียนจากเชิงเทียนทองเหลืองสั่นไหวไปตามแรงลมที่เล็ดลอดเข้ามาเพียงน้อยนิด ทอดเงายาวเหยียดของบุรุษผู้หนึ่งลงบนผนังหิน
หลินเฟิง ในร่างบุรุษผู้มีรูปโฉมงดงามราวกับเทพบุตรที่จุติลงมาบนโลกมนุษย์ นั่งเอนกายพิงพนักเก้าอี้ไม้พยุงแกะสลักลวดลายมังกรคาบแก้วอย่างสง่างาม ดวงตาจิ้งจอกสีม่วงเข้มของเขาทอประกายลุ่มลึกและเย็นเยียบประหนึ่งสระน้ำลึกที่ไร้ก้นบึ้ง เขากำลังจ้องมองแผนผังพระราชวังหลวงที่กางอยู่บนโต๊ะหินอ่อนเบื้องหน้า แผนผังนั้นถูกเขียนขึ้นอย่างละเอียดถี่ยิบ แสดงถึงเส้นทางเดิน ตำหนักต่างๆ และจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่เขาได้รวบรวมข้อมูลมาตลอดหลายเดือน
เบื้องหน้าของเขา หานซี ในชุดหมอหลวงสีเขียวเข้มและ หลี่ซู ในชุดนางกำนัลสีชมพูกลีบบัว คุกเข่ารอรับคำสั่งด้วยความยำเกรง ทั้งสองเปรียบเสมือนแขนซ้ายและแขนขวาที่คอยขับเคลื่อนแผนการของเขาในเงามืด
หลินเฟิงหยิบตัวหมากหยกขาวที่สลักลวดลายวิจิตรขึ้นมาถือไว้ในมือ ปลายนิ้วที่เรียวยาวและขาวผ่องราวกับหยกมันแพะลูบไล้ไปตามผิวสัมผัสที่เย็นเยียบของหมากตัวนั้นอย่างช้าๆ สมองของเขากำลังประมวลผลถึงก้าวต่อไปที่จะนำเขาไปสู่จุดสูงสุดของอำนาจในแผ่นดินนี้ นั่นคือการ 'ตกมังกร' หรือการสยบฮ่องเต้ผู้เป็นเจ้าเหนือหัวของคนทั้งปวง
"หานซี... เจ้าอยู่ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทมานาน เจ้าว่าระหว่าง 'ความกตัญญู' ที่เป็นคุณธรรมค้ำจุนแผ่นดิน กับ 'ความหลงใหล' ที่เป็นสัญชาตญาณดิบของบุรุษ สิ่งใดที่มักจะทำให้ผู้ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์มังกรเสียการทรงตัวได้ง่ายกว่ากัน?" หลินเฟิงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่กังวานและทรงพลัง แฝงไปด้วยมนตราจิ้งจอกที่ทำให้ผู้ฟังรู้สึกเคลิบเคลิ้ม
หานซีเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความเลื่อมใส "ทูลนายท่าน... สำหรับฮ่องเต้ผู้ทรงแบกรับภาระของแผ่นดิน ความกตัญญูคือเกราะกำบังที่พระองค์ต้องสวมใส่เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของโอรสสวรรค์ต่อหน้าขุนนางและราษฎร แต่มันเป็นเกราะที่หนักอึ้งและน่าอึดอัดยิ่งนัก ส่วนความหลงใหล... มันคือเปลวไฟที่ซ่อนอยู่ลึกที่สุดภายใต้ฉลองพระองค์มังกร หากมีใครสามารถจุดไฟดวงนั้นขึ้นมาได้ มันจะแผดเผาทุกเหตุผลและกฎเกณฑ์จนสิ้นเจ้าค่ะ"
หลินเฟิงยกยิ้มที่มุมปาก รอยยิ้มนั้นดูเยือกเย็นแต่กลับมีเสน่ห์อย่างประหลาด เขาวางตัวหมากหยกขาวลงบนตำแหน่งของ ตำหนักฉือหนิง ซึ่งเป็นที่ประทับของพระพันปีหลวง
"เส้นทางแรกคือการผ่านพระพันปีหลวง..." เขาเอ่ยพลางใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบาๆ "หากข้าในร่างหลินเอ๋อร์สามารถรักษาอาการประชวรที่เรื้อรังมานานของพระองค์ให้หายขาดได้ ข้าจะไม่ได้เป็นเพียงหมอหญิงธรรมดา แต่จะกลายเป็น 'ผู้มีพระคุณ' ของราชวงศ์ ฮ่องเต้ผู้ทรงกตัญญูย่อมต้องเสด็จมาเยี่ยมเยียนและแสดงความขอบใจข้าด้วยพระองค์เอง นี่คือทางลัดที่สง่างามที่สุดในการเข้าถึงตัวมังกรในที่แจ้ง โดยที่ไม่มีใครสามารถตั้งข้อสงสัยหรือขัดขวางได้"
เขาเว้นจังหวะครู่หนึ่ง ดวงตาสีม่วงกวาดมองไปที่ตำแหน่งของ ตำหนักคุนหนิง ของฮองเฮา และตำหนักของกุ้ยเฟย "แต่เส้นทางที่สองนั้น... มันคือการเล่นกับไฟที่เย้ายวนกว่ามาก การใช้ความงามที่เพิ่มขึ้นอย่างผิดหูผิดตาของฮองเฮาและกุ้ยเฟยเป็นเหยื่อล่อ เมื่อบุปผาที่เคยร่วงโรยตามกาลเวลาถูกข้าชุบชีวิตให้กลับมาเบ่งบานประหนึ่งสาวแรกรุ่น ผิวพรรณที่เคยหยาบกร้านกลับมาเนียนละเอียด กลิ่นกายที่เคยจืดจางกลับมาหอมรัญจวนใจ มังกรที่เคยเบื่อหน่ายในรสชาติเดิมๆ ย่อมต้องหวนกลับมาเชยชมด้วยความลุ่มหลง และเมื่อพระองค์ทรงสงสัยในปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้น ข้าที่แฝงตัวเป็นหมอหญิงประจำตัวก็จะกลายเป็นปริศนาที่พระองค์อยากค้นหาคำตอบด้วยพระองค์เอง"
หลินเฟิงหรี่ตาลงพลางลูบไล้แผนผังวังหลวง "การสัมผัสร่างกายเพื่อถวายการรักษาความงามให้พวกนาง ไม่เพียงแต่จะทำให้ข้าได้ดูดซับพลังหยินที่บริสุทธิ์จากสตรีผู้สูงศักดิ์เพื่อเสริมสร้างปราณจิ้งจอกของข้าให้แข็งแกร่งและนุ่มนวลขึ้น แต่มันยังเป็นการวาง 'กับดักเสน่หา' ไว้รอบตัวมังกร เมื่อพระองค์ประทับอยู่ท่ามกลางสตรีที่ถูกข้าควบคุมและปรุงแต่ง... พระองค์ย่อมหนีไม่พ้นเงื้อมมือของข้าที่คอยชักใยอยู่เบื้องหลัง"
"แล้วเรื่องพระชายารัชทายาทและองค์หญิงฉางเล่อที่ท่านพบในวันนี้ล่ะเจ้าคะ?" หลี่ซูถามด้วยความสงสัย "พวกนางดูจะให้ความสนใจในตัวท่านไม่น้อย"
"นั่นคือหมากที่ต้องใช้ความอดทน..." หลินเฟิงตอบพลางเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ "การตั้งครรภ์ต้องใช้เวลาพิสูจน์อย่างน้อยหนึ่งถึงสองเดือน ซึ่งช้าเกินไปสำหรับการรุกคืบเข้าหาฮ่องเต้ในตอนนี้ แต่ข้าจะใช้มันเป็นรากฐานอำนาจที่มั่นคงในอนาคต หากข้าทำให้รัชทายาทมีทายาทได้ ข้าจะมีอำนาจเหนือว่าที่ฮ่องเต้องค์ต่อไป ส่วนความงามขององค์หญิงฉางเล่อนั้น แม้จะน่าสนใจแต่ก็นับว่ายังเยาว์วัยนัก เมื่อเทียบกับความงามระดับล่มเมืองของฮองเฮาและกุ้ยเฟยที่ข้ากำลังจะรังสรรค์ขึ้นด้วยมนตราและศาสตร์ลับจากอนาคต"
เขาลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ ท่วงท่าของเขาดูสง่างามและน่าเกรงขามประหนึ่งพยัคฆ์ที่กำลังเตรียมตะครุบเหยื่อ เขาเดินไปที่หน้าต่างที่เปิดกว้าง มองไปยังทิศทางของพระราชวังหลวงที่ตั้งตระหง่านอยู่ภายใต้แสงจันทร์สีเงินยวง
"เป้าหมายที่แท้จริงของข้าในตอนนี้คือการสร้าง 'ความจำเป็น' ข้าจะทำให้ฮ่องเต้รู้สึกว่าหมอหลวงทุกคนในวังนั้นเป็นเพียงพวกไร้ฝีมือ เมื่อเทียบกับหัตถ์เทวะของหลินเอ๋อร์ ข้าจะรอเวลาอย่างใจเย็น... รอให้มังกรเป็นฝ่ายเผยจุดอ่อนหรือความต้องการออกมาเอง และเมื่อถึงเวลานั้น ข้าจะเข้าไปเยียวยาพระองค์ในแบบที่ไม่มีใครในใต้หล้านี้ทำได้"
หลินเฟิงกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปรากฏชัดบนหลังมือ รอยยิ้มของเขาในเงามืดแฝงไปด้วยความทะเยอทะยานที่ไม่มีสิ้นสุดและราคะที่กำลังจะแผดเผาวังหลวงให้กลายเป็นทะเลแห่งความปรารถนา
"พรุ่งนี้... ข้าจะเริ่มจากการทำให้วังหลังสั่นสะเทือนด้วยความงามที่ไม่มีใครเคยพบเห็นมาก่อน ข้าจะทำให้สตรีทุกคนในวังหลวงต้องสยบแทบเท้าข้า และรอเวลาที่มังกรจะเดินเข้ามาในกรงทองที่ข้าสร้างขึ้นเองอย่างช้าๆ และละเมียดละไมที่สุด"
หานซีและหลี่ซูต่างก้มหน้าลงจนหน้าผากจรดพื้น พวกนางสัมผัสได้ถึงพลังอำนาจที่แผ่ออกมาจากตัวเจ้านายที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ บัดนี้หมากทุกตัวถูกวางไว้อย่างแยบยลบนกระดานแห่งอำนาจ และพายุลูกใหญ่ที่ถูกห่อหุ้มด้วยกลิ่นหอมเย้ายวนของบุปผากำลังจะพัดเข้าสู่ใจกลางอำนาจของแผ่นดิน เปลี่ยนแปลงโชคชะตาของราชวงศ์ไปตลอดกาล
---
ยามเช้าที่หมอกจางๆ ยังคงปกคลุมยอดตำหนักในวังหลวง หลินเอ๋อร์ในชุดหมอหญิงสีฟ้าอ่อนที่ดูสะอาดตาและเรียบง่าย แต่กลับขับเน้นผิวพรรณที่ผุดผ่องราวกับหยกให้โดดเด่นยิ่งขึ้น เดินเคียงคู่มากับหานซีมุ่งหน้าสู่ตำหนักฉือหนิง ทุกย่างก้าวของนางดึงดูดสายตาของเหล่านางกำนัลและขันทีที่เดินผ่านไปมา ข่าวลือเรื่อง "หมอหญิงเทวะ" เมื่อวานนี้ทำให้ทุกคนต่างอยากเห็นโฉมหน้าของนางชัดๆ อีกครั้ง
เมื่อมาถึงตำหนักฉือหนิง บรรยากาศดูสดใสกว่าเมื่อวานอย่างเห็นได้ชัด พระพันปีหลวงประทับอยู่บนพระแท่น ทรงมีพระพักตร์ที่อิ่มเอิบและมีเลือดฝาดมากขึ้น
"ถวายพระพรพระพันปีหลวงเพคะ" หานซีและหลินเอ๋อร์ย่อกายลงอย่างนอบน้อม
"มาแล้วหรือ... หลินเอ๋อร์ หานซี" พระพันปีหลวงตรัสด้วยน้ำเสียงที่กังวานขึ้น "เมื่อคืนข้าหลับสนิทอย่างที่ไม่เคยเป็นมานานหลายปี กลิ่นหอมจากถุงหอมของเจ้านั้นช่างอัศจรรย์นัก ตื่นมาเช้านี้ข้ารู้สึกเบาสบายประหนึ่งร่างกายหนุ่มสาวขึ้นมาจริงๆ"
หานซีแย้มยิ้มพลางก้าวเข้าไปตรวจชีพจร "ชีพจรของพระองค์เต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอและมีกำลังมากขึ้นเพคะ นับเป็นนิมิตหมายที่ดีเยี่ยม วันนี้หลินเอ๋อร์จะถวายการฝังเข็มและนวดกระตุ้นจุดลมปราณเพื่อขับพิษที่สะสมอยู่ออกให้หมดเพคะ"
หลินเอ๋อร์ก้าวเข้าไปใกล้พระแท่น นางหยิบเข็มเงินขนาดเล็กที่ผ่านการแช่ในน้ำมันหอมระเหยสกัดพิเศษออกมา ในขณะที่นางบรรจงฝังเข็มลงบนจุดชีพจรสำคัญที่พระหัตถ์และพระบาท ปลายนิ้วที่เรียวยาวของนางแอบแฝงไปด้วยปราณจิ้งจอกที่นุ่มนวล พลังนั้นไหลซึมเข้าสู่ร่างกายของพระพันปีหลวง ช่วยสลายความอุดตันของเส้นเลือดและกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตอย่างรวดเร็ว
ในระหว่างการรักษา หลินเอ๋อร์จงใจใช้ศาสตร์การนวดที่ผสมผสานกับกลิ่นหอมที่ปรุงขึ้นใหม่ กลิ่นนี้มีความสดชื่นของดอกมะลิและไม้กฤษณาที่ช่วยทำให้จิตใจสงบและเกิดความเลื่อมใส
"ดี... ดีเหลือเกิน" พระพันปีหลวงทรงหลับพระเนตรลงด้วยความผ่อนคลาย "หานซี... เจ้าช่างตาถึงนักที่ได้ศิษย์น้องเก่งกาจเช่นนี้มาช่วยงาน"
หลังจากเสร็จสิ้นการรักษาที่ตำหนักพระพันปี ข่าวเรื่องพระอาการที่ดีขึ้นอย่างรวดเร็วก็ถูกส่งต่อไปยังตำหนักในทันที และนั่นคือสิ่งที่หลินเฟิงรอคอย
นางกำนัลจากตำหนักคุนหนิงและตำหนักกุ้ยเฟยต่างมายืนรออยู่ที่หน้าตำหนักฉือหนิงเพื่อเชิญตัวหลินเอ๋อร์ไปพบตามลำดับความสำคัญ หลินเอ๋อร์สบตากับหานซีเป็นเชิงรู้กัน ก่อนจะมุ่งหน้าไปยัง ตำหนักคุนหนิง ของฮองเฮาเป็นแห่งแรก
ภายในตำหนักคุนหนิง ฮองเฮาประทับอยู่บนตั่งไม้แกะสลักอย่างสง่างาม แต่ดวงตาของนางกลับฉายแววของความคาดหวังอย่างปิดไม่มิด "หลินเอ๋อร์... ข้าเห็นผลงานของเจ้ากับพระพันปีหลวงแล้ว บัดนี้ข้าอยากให้เจ้าแสดงฝีมือกับข้าบ้าง ความงามที่เจ้าบอกว่าสามารถรังสรรค์ได้นั้น... ข้าอยากเห็นมันเดี๋ยวนี้"
หลินเอ๋อร์ยิ้มอย่างอ่อนน้อม "ทูลฮองเฮา... ความงามของพระองค์นั้นเปรียบเสมือนดวงจันทร์ที่ถูกเมฆหมอกบดบังเพียงชั่วคราว หม่อมฉันจะใช้ 'โอสถมุกดารา' และการนวดกระตุ้นผิวพรรณเพื่อขจัดเมฆหมอกเหล่านั้นออกไปเพคะ"
หลินเอ๋อร์เริ่มลงมือถวายการนวดใบหน้าและลำคอให้ฮองเฮา นางใช้ครีมบำรุงผิวที่ผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีอนาคตและปราณจิ้งจอก ในขณะที่ปลายนิ้วสัมผัสกับผิวพรรณของฮองเฮา หลินเฟิงลอบใช้พลังดูดซับพลังหยินที่บริสุทธิ์จากร่างกายของนาง พลังนั้นไหลผ่านปลายนิ้วเข้าสู่ร่างกายของเขาประหนึ่งกระแสน้ำเย็นที่ช่วยเติมเต็มพลังปราณที่ร่อยหรอไป
ฮองเฮาทรงรู้สึกถึงความร้อนผ่าวที่แผ่ซ่านไปทั่วใบหน้าและลำคอ แต่มันกลับเป็นความรู้สึกที่เบาสบายและเย้ายวนอย่างประหลาด นางรู้สึกว่าผิวพรรณของนางเริ่มตึงกระชับและเปล่งประกายขึ้นในทันที
"นี่มัน... อัศจรรย์นัก" ฮองเฮาพึมพำพลางมองกระจกทองเหลือง ผิวพรรณที่เคยมีริ้วรอยจางๆ บัดนี้กลับดูเรียบเนียนและมีน้ำมีนวลประหนึ่งสตรีวัยแรกรุ่น
หลังจากเสร็จสิ้นจากตำหนักฮองเฮา หลินเอ๋อร์ก็ถูกนำตัวไปยัง ตำหนักกุ้ยเฟย ทันที กุ้ยเฟยที่รออยู่ด้วยความกระวนกระวายแทบจะถลาเข้ามาหา "หลินเอ๋อร์! เจ้ามาเสียที ข้าเห็นฮองเฮาเดินออกมาจากห้องสรงเมื่อครู่ ผิวพรรณของนางดูดีขึ้นจนข้าแทบจำไม่ได้ เจ้าต้องทำให้ข้าดูดียิ่งกว่านาง! ข้าจะตบรางวัลเจ้าอย่างงามที่สุด!"
หลินเอ๋อร์ลอบยิ้มในใจกับความริษยาที่รุนแรงของกุ้ยเฟย "ทูลพระสนม... ความงามของพระสนมนั้นมีความเย้ายวนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หม่อมฉันจะใช้ 'สุคนธบำบัดมหาเสน่ห์' เพื่อดึงเอาเสน่ห์ที่ซ่อนอยู่ภายในออกมาให้ถึงที่สุดเพคะ"
การรักษาที่ตำหนักกุ้ยเฟยนั้นเข้มข้นกว่า หลินเอ๋อร์จงใจใช้การนวดที่สัมผัสร่างกายในส่วนที่ลึกซึ้งขึ้น เช่น บริเวณหัวไหล่และแผ่นหลัง เพื่อดูดซับพลังหยินจากกุ้ยเฟยที่มีความร้อนแรงและเข้มข้นกว่าฮองเฮา กุ้ยเฟยถึงกับครางออกมาเบาๆ ด้วยความรู้สึกที่ซ่านสยิวและผ่อนคลายอย่างที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน
"หลินเอ๋อร์... เจ้ามีมนต์ขลังอะไรกันแน่ เหตุใดมือของเจ้าถึงทำให้ข้ารู้สึก... รุ่มร้อนและเบาสบายไปพร้อมๆ กันเช่นนี้" กุ้ยเฟยเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่า
"มันคือพลังแห่งความสมดุลเพคะพระสนม..." หลินเอ๋อร์กระซิบที่ข้างหู "เมื่อร่างกายสมดุล เสน่ห์ของสตรีก็จะแผ่ออกมาจนบุรุษใดก็ยากจะต้านทาน"
ในขณะที่หลินเอ๋อร์กำลังถวายการรักษาอยู่นั้น นางสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างที่กำลังมุ่งหน้ามายังตำหนักกุ้ยเฟย พลังนั้นแข็งแกร่งและทรงอำนาจประหนึ่งมังกรที่กำลังตื่นจากการจำศีล
"ระบบ... ตรวจพบคลื่นพลังงานระดับสูง... ฮ่องเต้กำลังเสด็จมายังตำหนักกุ้ยเฟย!"
หลินเฟิงลอบยิ้มอย่างเย็นเยียบ หมากที่เขาวางไว้เริ่มทำงานเร็วกว่าที่คิด มังกรกำลังจะเดินเข้ามาในกับดักที่ถูกปูด้วยกลิ่นหอมและความงามที่เขารังสรรค์ขึ้นเองกับมือ
"พระสนมเพคะ... ดูเหมือนว่า 'ปาฏิหาริย์' ที่หม่อมฉันสร้างขึ้น กำลังจะได้แสดงผลต่อหน้าผู้ที่สำคัญที่สุดในแผ่นดินแล้วเพคะ"
กุ้ยเฟยรีบลุกขึ้นส่องกระจก นางตกตะลึงในความงามของตัวเองที่ดูเปล่งประกายและเย้ายวนยิ่งกว่าครั้งใดๆ ในขณะที่เสียงขันทีประกาศก้องดังขึ้นที่หน้าตำหนัก
"ฮ่องเต้เสด็จ!!!"
---
เสียงประกาศก้องของขันทีหน้าตำหนักทำให้บรรยากาศภายในตำหนักกุ้ยเฟยเปลี่ยนไปในทันที กุ้ยเฟย ที่เพิ่งจะสำรวจความเรียบร้อยของตนเองถึงกับรีบจัดแจงฉลองพระองค์ให้เข้าที่ ใบหน้าที่เพิ่งผ่านการบำรุงจนเปล่งปลั่งดูมีชีวิตชีวาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นางรีบก้าวออกไปรับเสด็จที่หน้าประตูตำหนักด้วยความตื่นเต้น
หลินเอ๋อร์ ก้มหน้าลงต่ำอย่างนอบน้อมและสำรวมท่าที นางขยับกายไปยืนเยื้องไปทางด้านหลังของ หานซี อย่างรู้หน้าที่ ท่าทางของนางดูเหมือนหมอหญิงผู้ช่วยที่เคร่งครัดในระเบียบวินัยและไม่ต้องการทำตัวให้เป็นจุดสนใจ
ร่างสูงสง่าในฉลองพระองค์มังกรสีเหลืองทองก้าวเข้ามาในตำหนัก ฮ่องเต้ เสด็จเข้ามาด้วยพระพักตร์ที่ดูเคร่งขรึมและเหนื่อยล้าจากราชกิจประจำวัน แต่ทันทีที่สายพระเนตรปะทะกับร่างของกุ้ยเฟยที่ย่อกายถวายบังคมอยู่เบื้องหน้า ฝีพระบาทนั้นกลับชะงักลงชั่วครู่
"ถวายพระพรเพคะฝ่าบาท..." กุ้ยเฟยเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล
ฮ่องเต้ทรงนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ดวงพระเนตรที่เคยเฉยเมยฉายแววประหลาดใจ พระองค์ทรงมองสตรีเบื้องหน้าที่ดูสดใสและงดงามขึ้นอย่างผิดหูผิดตา ผิวพรรณของนางดูเนียนละเอียดและมีเลือดฝาดประหนึ่งสตรีวัยแรกรุ่น ซึ่งแตกต่างจากความร่วงโรยที่พระองค์เคยเห็นก่อนหน้านี้
"กุ้ยเฟย... วันนี้เจ้าดูแปลกตาไปมากนัก" ฮ่องเต้ตรัสพลางพิจารณาใบหน้าของนางใกล้ๆ "เหตุใดผิวพรรณของเจ้าถึงได้ดูเปล่งปลั่งเช่นนี้?"
กุ้ยเฟยแย้มยิ้มด้วยความภาคภูมิใจ "ทูลฝ่าบาท... เป็นเพราะหมอหญิงผู้นี้เพคะ นางเป็นศิษย์น้องของหมอหลวงหานซีที่มาช่วยถวายการรักษาพระพันปีหลวง และได้มาช่วยดูแลผิวพรรณให้หม่อมฉันด้วยเพคะ"
ฮ่องเต้ทรงชำเลืองสายพระเนตรไปยังร่างที่ก้มต่ำอยู่ด้านหลังหานซี พระองค์ทรงเห็นเพียงหมอหญิงในชุดสีฟ้าอ่อนที่ดูเรียบง่ายและก้มหน้าอย่างสำรวม ท่าทางที่นอบน้อมนั้นทำให้พระองค์ไม่ได้ทรงติดใจสงสัยอะไรมากนัก แต่ก็ทรงรู้สึกสะดุดใจในความสงบนิ่งของนางที่ดูแตกต่างจากนางกำนัลทั่วไป
พระองค์ทรงหันไปทางหานซีที่ยืนก้มหน้าอยู่ไม่ไกล "หานซี... หมอหญิงผู้นี้คือคนที่เจ้าพามางั้นหรือ?"
"พะยะค่ะฝ่าบาท" หานซีทูลตอบด้วยความนอบน้อม "นางชื่อหลินเอ๋อร์ เป็นศิษย์น้องที่กระหม่อมรับรองฝีมือ นางมีความเชี่ยวชาญในศาสตร์การดูแลสุขภาพและผิวพรรณ กระหม่อมเห็นว่าฝีมือของนางอาจเป็นประโยชน์ต่อพระพันปีหลวงและเหล่าพระสนม จึงได้พานางเข้าวังมาพะยะค่ะ"
ฮ่องเต้ทรงพยักพระพักตร์ช้าๆ สายพระเนตรยังคงจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของกุ้ยเฟยที่ดูงดงามขึ้นจนพระองค์ทรงรู้สึกพึงพอใจ "ฝีมือของนางนับว่าใช้ได้... แม้แต่พระพันปีหลวงก็ทรงชมเชย บัดนี้ข้าได้เห็นผลงานของนางกับเจ้าแล้ว กุ้ยเฟย"
พระองค์ทรงนิ่งไปชั่วอึดใจ สายพระเนตรชำเลืองมองไปยังหลินเอ๋อร์อีกครั้งอย่างไม่ตั้งใจนัก ทรงรู้สึกว่าหมอหญิงผู้นี้มีบุคลิกที่น่าสนใจ แต่ด้วยฐานะเจ้าเหนือหัว พระองค์จึงทรงรักษาท่าทีและไม่ได้ตรัสอะไรกับนางโดยตรง
"อืม... ในเมื่อนางมีฝีมือดี ก็ให้ดูแลกุ้ยเฟยและพระพันปีหลวงให้ดีต่อไป" ฮ่องเต้ตรัสพลางหันไปทางกุ้ยเฟย "วันนี้ข้าจะค้างที่ตำหนักของเจ้า ข้าอยากรู้ว่าความเปลี่ยนแปลงของเจ้านี้จะทำให้ข้าประหลาดใจได้เพียงใด"
กุ้ยเฟยดีใจจนเนื้อเต้นรีบหมอบกราบ "เป็นพระมหากรุณาธิคุณเพคะฝ่าบาท!"
"หานซี... หลินเอ๋อร์... พวกเจ้าออกไปได้แล้ว" ฮ่องเต้ตรัสสั่งด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"พะยะค่ะ/เพคะ ฝ่าบาท"
ทั้งสองถอยออกมาจากตำหนักกุ้ยเฟยอย่างเงียบเชียบ เมื่อพ้นเขตตำหนัก หานซีลอบถอนหายใจเบาๆ ส่วนหลินเอ๋อร์ยังคงเดินตามหลังอย่างสงบนิ่ง ทิ้งให้บรรยากาศภายในตำหนักกุ้ยเฟยเต็มไปด้วยความคาดหวังของมังกรที่กำลังจะได้เชยชมบุปผาที่ถูกรังสรรค์ขึ้นใหม่