เสวี่ยอิงเดินนำทั้งสองออกจากสำนักมาตามเส้นทางคึกคักในเมืองหลวง ยามสายแสงแดดอุ่นส่องลอดหลังคาตลาดและอาคารสองฝั่งถนน กลิ่นอาหารจากร้านแผงลอยลอยมาแตะจมูก ทั้งกลิ่นขนมอบใหม่หอมหวาน และกลิ่นเนื้อย่างร้อนฉ่าชวนให้น้ำลายสอ เสียงพ่อค้าแม่ค้าร้องเรียกลูกค้าผสมกับเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ทำให้บรรยากาศยิ่งมีชีวิตชีวา
เสวี่ยอิงเดินนำด้วยท่าทีมั่นใจ พูดไปพลางชี้แนะไปพลาง ที่นี่เป็ร้านน้ำชาชื่อดัง ที่นั่นเป็โรงหมี่เก่าแก่ ขณะที่ชางชงเดินข้าง ๆ อย่างสงบ คอยมองรอบทางด้วยสายตารอบคอบ มู่เฉินได้แต่มองสองผู้ติดตามด้วยความรู้สึกอบอุ่นแปลกใหม่
ไม่นานนัก ทั้งสามก็มาถึงร้านอาหารใหญ่ ร้านนี้สูงถึงสามชั้น ภายนอกสร้างด้วยไม้สักแกะสลักลวดลายวิจิตร บานประตูผลักเปิดเข้าไปก็พบความครึกครื้น ผู้คนมากมายเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะ โต๊ะอาหารไม้กลมใหญ่เรียงรายทั่วทั้งห้องโถง
เสวี่ยอิงไม่รีรอ พาพวกเขาขึ้นไปจนถึงชั้นสามสุดยอด ชั้นนี้เปิดระเบียงกว้าง มองเห็นวิวเมืองหลวงทอดยาวออกไปจนถึงกำแพงเมืองที่ตัดกับเส้นฟ้า สายลมอ่อนพัดพาเอากลิ่นหอมอาหารและความสดชื่นมาสู่ร่างกาย
“เห็นไหมล่ะ ข้าบอกแล้วว่าที่นี่ดีที่สุด” เสวี่ยอิงพูดอย่างภาคภูมิ ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม
อาหารเริ่มทยอยมา ไก่อบเครื่องเทศสีเหลืองทอง หนังกรอบแต่เนื้อในนุ่มละลาย, ปลาแม่น้ำตัวใหญ่ตุ๋นซีอิ๊วหอมกรุ่นเนื้อแน่นหวาน, ซุปกระดูกหมูต้มเคี่ยวจนใสนวลรสเข้มข้น, ผัดผักน้ำมันงาหอมละมุน และข้าวหอมร้อน ๆ เสิร์ฟในถ้วยดินเผา เมื่อชิมคำแรก มู่เฉินถึงกับนิ่งไปชั่วขณะ รสชาติที่แผ่ซ่านในปากนั้น เขาไม่เคยลิ้มลองมาก่อน กลมกล่อม ละเอียดลึกซึ้งยิ่งกว่าทุกมื้อในชีวิตที่ผ่านมา
“อร่อย…เกินจะบรรยาย” มู่เฉินเอ่ยช้า ๆ ด้วยน้ำเสียงจริงใจ
เสวี่ยอิงพองอกพองใจ เหมือนเป็ผู้ได้ความชอบด้วยตนเอง พลันใช้ไม้ตะเกียบชี้ไปที่จานถัดไป “นี่ นายท่านต้องลองจานนี้อีก! ร้านนี้เด็ดทุกอย่างเชื่อข้าได้เลย!”
ชางชงได้แต่มองทั้งสองด้วยรอยยิ้มอ่อน ๆ แววตาสุขุม แต่ลึก ๆ ก็พลอยสบายใจที่ได้เห็นมู่เฉินผ่อนคลายและเสวี่ยอิงมีความสุข
เมื่อกินอิ่มแล้ว ทั้งสามนั่งเอนหลังพิงพนัก เก็บเกี่ยวบรรยากาศอิ่มเอม แต่แล้วความวุ่นวายก็เกิดขึ้น
หญิงสาวผู้เสิร์ฟโต๊ะหนึ่งถูกชายฉกรรจ์คว้าแขนกระชากให้นั่งข้างตน เสียงหัวเราะหยาบโลนของชายโต๊ะนั้นทำให้ผู้คนรอบ ๆ เริ่มหันมองด้วยความอึดอัด
เสวี่ยอิงเห็นดังนั้นก็มิอาจทนรอ นางก้าวพรวดเดียวไปถึง ถีบยอดหน้าชายผู้นั้นจนล้มหัวฟาดขาโต๊ะดังโครม ก่อนจะดึงสตรีผู้นั้นมาไว้ด้านหลังตน มู่เฉินถึงกับตะลึง ไม่คิดว่าร่างเล็กปราดเปรียวเช่นเสวี่ยอิงจะกล้าหาญถึงเพียงนี้
ชายที่เหลืออีกหลายคนลุกฮือหมายจะเข้ารุม แต่เสวี่ยอิงกลับว่องไวราวนกน้อย หลบหลีกพลางตอบโต้ด้วยหมัดและเท้า เสียงปะทะดังสนั่นจนโต๊ะอาหารล้มระเนระนาด กระนั้นด้วยแรงกายที่ด้อยกว่า นางจึงถูกจับแขนไว้ได้ในที่สุด
ชางชงเห็นท่าไม่ดี รีบพุ่งเข้าช่วย ทั้งสองต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ ประสานกันอย่างคล่องแคล่ว ราวกับเคยฝึกซ้อมร่วมกันมาก่อน มู่เฉินนั่งมองอยู่ก็อดนึกไม่ได้ ทั้งสองนี้แม้ไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธ์ชั้นสูง แต่ก็มีใจกล้าและฝีมือไม่น้อยเลยทีเดียว
เสียงวุ่นวายดังขึ้นจนดึงดูดทหารเวรยามประจำเมืองหลวง พวกเขารีบเข้ามาสกัดและสั่งจับทุกคนที่ก่อเื่ แม้แต่ชางชงและเสวี่ยอิงก็ถูกจับรวบไปด้วย
“นายท่าน! ช่วยเสวี่ยอิงด้วย!” นางร้องเรียกอย่างร้อนรน
มู่เฉินรีบลุกขึ้นวิ่งไปตรงหน้า ชักป้ายประจำสำนักคุ้มภัยหมื่นลี้ออกมาแสดง ทหารนายหนึ่งเห็นป้ายก็สังเลครู่หนึ่ง ก่อนสั่งปล่อยตัวทั้งสองกลับไป
หญิงสาวผู้ถูกช่วยเหลือโค้งคำนับด้วยความซาบซึ้ง “ขอบคุณมากเ้าค่ะ หากไร้แม่นางช่วย ข้าคง…” เสวี่ยอิงได้ยินก็เพียงยกยิ้มกว้าง ไม่คิดเอาเป็เื่ใหญ่โต
พูดเสร็จพลางยกนิ้วปัดปลายจมูกตัวเองอย่างอวดดี “แค่เื่เล็กน้อยเท่านั้น” คำพูดไร้เดียงสานั้นทำให้ทั้งมู่เฉินและชางชงอดยิ้มออกมาไม่ได้
หลังเหตุการณ์สงบ ทั้งสามออกจากร้าน เดินต่อไปจนถึงย่านประตูเมืองทิศเหนือ เสวี่ยอิงยังคงเป็ผู้นำทาง พาทั้งหมดนั่งรถม้าออกนอกเมืองไปยัง “สวนน้ำตก” อันเลื่องชื่อ ที่นั่นร่มรื่นและเงียบสงบ แตกต่างจากความจอแจของเมืองหลวง ผู้คนแต่งกายสง่างามมาพักผ่อนกันทั่วไป
ทั้งสามเลือกศาลาเล็ก ๆ ริมน้ำตกให้นั่งพัก เสียงสายน้ำไหลดังกลบเสียงเมือง ทิวทัศน์ตรงหน้าสะท้อนถึงความสงบ มู่เฉินเอนกายทอดสายตามองน้ำตกพลางปล่อยใจคิดถึงเื่ราวที่ผ่านมาหลายวัน… และเื่ราวที่รออยู่เบื้องหน้า
…
หลายวันผ่านไปอย่างสงบ จนกระทั่งข่าวสารสำคัญมาถึง งานแรกของมู่เฉิน ก็มาถึงเสียที
วันนั้น จวินหลิ เดินทางมาที่เรือนของมู่เฉินด้วยสีหน้าจริงจัง เขามอบหนังสือและแผนผังเส้นทางลาดตระเวนเมืองหลวง ก่อนเอ่ยเสียงหนักแน่น
“คืนพรุ่งนี้ หลังยามเที่ยงคืนจนถึงรุ่งสาง เ้าต้องออกเวรยามแฝงตัว ตรวจสอบความสงบเรียบร้อย ห้ามพกอาวุธ ห้ามแสดงตราสำนัก หากพบสิ่งผิดปกติ จงสอดส่องแล้วรายงานกลับมา งานนี้ไม่ใช่การลงมือ แต่เป็การเฝ้ามอง”
มู่เฉินรับคำด้วยสีหน้าสงบ จากนั้นนำข้อมูลไปบอกชางชงและเสวี่ยอิง ทั้งสองตั้งใจฟังโดยไม่ขัดแย้งแม้แต่น้อย
เมื่อถึงเวลานัดหมาย ค่ำคืนมืดสงบ ท้องฟ้ามีเพียงดวงดาวส่องแสงพร่างพราว ทั้งสามแต่งกายด้วยชุดชาวบ้านธรรมดา ไม่มีตรา ไม่มีอาวุธ ล้วนกลมกลืนกับผู้คนทั่วไป
หลังรายงานตัวต่อเวรยามรับผิดชอบ พวกเขาออกเดินตามเส้นทางที่ถูกกำหนดไว้ ยามนี้เมืองหลวงแตกต่างจากกลางวันโดยสิ้นเชิง ถนนที่เคยคึกคักกลับเงียบสงัด แม้จะมีแสงไฟจากโคมตามสองข้างทางสว่างไสว แต่บรรยากาศกลับเยือกเย็น ราวกับเมืองทั้งเมืองกำลังหลับใหล
ยังมีบางย่านที่เสียงหัวเราะดังลอดมา เหล่าชายหนุ่มเมามายออกจากโรงสุรา โบกมือร้องเพลงเสียงอ้อแอ้ สวนทางกับพ่อค้าตามซอยเล็กที่เพิ่งปิดร้าน เก็บข้าวของอย่างเร่งรีบเพื่อกลับไปพักผ่อน ทว่าถนนใหญ่ส่วนมากกลับเงียบกริบ แค่เสียงฝีเท้าของทั้งสามก็สะท้อนก้องในความว่างเปล่า
พวกเขาเดินมาเกือบชั่วยาม ก่อนจะถึงแนวคูน้ำกว้างที่ไหลเลียบเมือง น้ำสะท้อนแสงโคมดวงน้อยเป็ประกายระยิบระยับพริบไหว
ทันใดนั้น มู่เฉินหยุดก้าว เมื่อเห็นฝั่งตรงข้ามมี สตรีร่างผอมบางผู้หนึ่ง นางสวมอาภรณ์ดูดีราคาแพง ทว่าหน้าผมกลับยุ่งเหยิง ราวกับผ่านศึกหนักมา เสียงสะอื้นแ่เบาลอยมากับสายลมกลางคืนจนจับใจ
สามคนชะลอฝีเท้า มองตามนางที่ค่อย ๆ เดินอย่างหมดเรี่ยวแรงตรงไปยังขอบน้ำ
“นางจะทำสิ่งใด?” เสียงชางชงเอ่ยต่ำ ๆ
ยังไม่ทันจะเดาออก เสวี่ยอิงก็ะโขึ้น “พี่สาว!” นางวิ่งพรวดไปยังสะพานเพื่อข้ามไปอีกฝั่ง แต่ไม่ทันการณ์ ร่างสตรีนั้นโน้มตัวลงแล้วทิ้งกายร่วงสู่คูน้ำทันที
โดยไม่ลังเล เสวี่ยอิงกระโจนลงตามเสียงดังตูม น้ำกระเซ็นกระจาย นางว่ายเข้าไปคว้าร่างสตรีไว้ได้ทัน ก่อนจะลากพาขึ้นฝั่งตรงที่มู่เฉินและชางชงรออยู่
หญิงสาวไอออกมาพร้อมน้ำหลายครั้ง ก่อนกะอักหายใจติดขัด ตัวสั่นระริก เสวี่ยอิงเปียกโชกทั้งตัว โอบกอดนางไว้แนบอก คำปลอบดังออกมาอย่างจริงใจ
“พี่สาว…ไม่ว่าท่านผ่านสิ่งใดมา ทุกคนล้วนเคยเ็ป ข้าเองก็เคยลำบาก ต้องฝึกหมัดมวยหาเลี้ยงตัว ล้มลุกคลุกคลานนับครั้งไม่ถ้วน เราต้องอดทนต่อความเ็ปนี้ ก้าวต่อไปข้างหน้า หากอยากร้อง ก็ร้องออกมาเถอะ… ไม่เคยมีผู้ใดไม่เคยร้องไห้ในยามค่ำคืน แต่เมื่อรุ่งเช้ามาถึง ท่านยังต้องลุกขึ้นแบกร่างไปทำงาน แม้เพียงเพื่อมื้ออาหารหนึ่งก็ตาม อย่าละทิ้งชีวิตนี้ของท่านนะพี่สาว”
เสียงปลอบโยนนั้นจริงใจจนมู่เฉินผู้ยืนมองอยู่พลันสะท้านใจ เขาพึ่งตระหนัก เสวี่ยอิงผู้ร่าเริงสดใสข้างกาย ก็เคยผ่านความลำบากไม่แพ้ใคร
หญิงสาวค่อย ๆ สะอื้นแรงขึ้น ก่อนจะหมดสติอย่างหมดเรี่ยวแรงบนไหล่เสวี่ยอิง
มู่เฉินหันไปสั่งการเสียงนิ่ง
“ชางชง แบกนางไปโรงเตี๊ยมใกล้ ๆ เราจะเปิดห้องให้นางพัก”
ไม่นาน ร่างอ่อนปวกเปียกของสตรีก็ถูกพามายังห้องพัก เสวี่ยอิงเป็คนเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ ขณะมู่เฉินและชางชงยืนรออยู่ด้านนอก จนแน่ใจว่าเพียงหมดสติ มิได้สิ้นลมแต่อย่างใด
เสวี่ยอิงเดินออกมาพร้อมชุดเปียกที่ชุ่มไปทั้งตัว ร่างเล็กสั่นไหวจากความหนาว มู่เฉินเห็นแล้วไม่ลังเล คลี่ผ้าคลุมนอกของตนออกมาคลุมให้นาง ก่อนเอ่ยเสียงนุ่ม
“เ้าเหนื่อยแล้ว กลับไปพักเถิด”
เสวี่ยอิงก้มศีรษะรับคำ แม้ริมฝีปากยังสั่นแต่แววตาก็ยังมุ่งมั่น
มู่เฉินจึงหันไปกำชับชางชง “เ้าดูแลเฝ้าประตูห้อง ไม่รู้นางพบเจอสิ่งใดมา ระวังไว้ก่อนก็ดี หากนางฟื้น ค่อยถามเื่ราวให้กระจ่าง แล้วค่อยมารายงาน”
ชางชงโค้งรับคำ ส่วนมู่เฉินเพียงถอนหายใจยาว แล้วหันกลับออกสู่ถนนรัตติกาลอีกครั้ง งานเวรยามคืนนี้… เขาจะทำเพียงลำพังต่อไป