นับตั้งแต่ต้นยามโฉ่วจนถึงบัดนี้ เวลาก็ล่วงเลยไปหนึ่งชั่วยามจนเข้าสู่ช่วงต้นยามอิ๋น จวนสกุลหยูยังคงวุ่นวาย ขณะที่หยูจินหมิงและเย่ฮุ่ยอิ่งเริ่มแยกย้ายกลับไป ซูฮวาเคลื่อนกายอย่างไร้เสียง เงามืดในค่ำคืนนี้เป็นเสมือนเพื่อนสนิทที่คอยซ่อนร่างของนางไว้จากสายตาของผู้คน
ซูฮวาเดินทางมาถึงจวนหลี่อ๋องด้วยความรวดเร็ว นางมองไปรอบๆ พลางคิดในใจว่าอ๋องเจียเฉิงออกจากจวนเมื่อคืนนี้ตามแผนของซูลี่ แต่น่าแปลกใจที่ยังมีข้าวของบางส่วนที่ถูกขนขึ้นรถม้าที่จอดเรียงรายอยู่หน้าจวน
ทว่านางปัดความคิดนี้ทิ้งไป เพราะภารกิจที่สำคัญที่สุดในคืนนี้คือการส่งมอบของขวัญชิ้นสุดท้ายให้แก่หลี่ฟางฟาง
ด้วยความสามารถของนาง ร่างของซูฮวาหายลับไปในสายลมราวกับเป็นส่วนหนึ่งของอากาศ ไม่มีใครในจวนหลี่อ๋องจับสังเกตได้ว่านางมุ่งหน้าไปยังที่ใด ไม่แม้แต่จะทิ้งแม้แต่ร่องรอยการก้าวเดินหรือเงามืดให้เห็น
ขณะเดียวกันที่เรือนนอนของผู้เป็นท่านหญิงใหญ่แห่งจวนหลี่อ๋อง หลี่ฟางฟางกำลังหลับใหลอยู่ในห้วงนิทราอย่างสงบ จนกระทั่งเฉียวเยว่สาวใช้คนสนิทของนางรีบรุดเข้ามาปลุกด้วยความร้อนใจ
“ท่านหญิงเจ้าคะ” เฉียวเยว่กระซิบเสียงสั่น “ซูฮวา นาง...นางอยู่ที่นี่”
หลี่ฟางฟางลืมตาตื่นทันที นางยังคงงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในชั่วพริบตา ขณะที่ยังไม่ทันตั้งตัว นางก็หันไปมองเห็นร่างของซูฮวานั่งอยู่บนขอบหน้าต่างในห้อง ดวงตาของซูฮวามองนางด้วยความเย็นชา ราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังจ้องเหยื่อ “ซู...ซูฮวา!” หลี่ฟางฟางพยายามกลืนก้อนสะอื้นที่จุกอยู่ในลำคอ นางถอยกรูจนหลังชนผนัง ความกลัวและความสับสนไหลเวียนในหัวใจจนแทบทำอะไรไม่ถูก แต่เบื้องลึกในใจนางยังคงซ่อนความเกลียดชังและความไม่ยินยอม “เจ้าเป็นใครกันแน่” นางถามออกไปด้วยเสียงที่สั่นไหว
ซูฮวายิ้มเล็กน้อยพร้อมกับเอ่ยตอบเสียงเรียบ “ข้าก็เป็นข้า จะให้เป็นใครไปได้เล่า” จากนั้นนางก็ยกมือขวาขึ้น เผยให้เห็นถุงผ้าสีดำสนิทที่ถืออยู่ในมือ นางเหยียดยิ้มเย็นก่อนจะพูดต่อ “ข้ามาในวันนี้เพื่อมอบของขวัญให้เจ้าอีกครั้ง” เสียงของนางเย็นเยียบ ราวกับคำสาปที่ปล่อยออกมาพร้อมรอยยิ้ม ซูฮวาโยนถุงผ้าลงที่เท้าของหลี่ฟางฟาง
นางมองสิ่งนั้นด้วยสายตาที่ไม่ไว้ใจ ก่อนที่จะตระหนักว่าภายในถุงนั้นคือชิ้นส่วนของร่างซ่งหยวนที่ถูกตัดอย่างโหดเหี้ยม รอยเลือดที่เปื้อนอยู่ทำให้ภาพตรงหน้ายิ่งน่ากลัวขึ้น ดวงตาของนางเบิกกว้างทันทีที่เห็นชิ้นส่วนของร่างซ่งหยวนที่เปื้อนเลือด หลี่ฟางฟางนิ่งงันไปด้วยความตกใจและถอยกรูไปอีกจนติดผนัง
“พวกเจ้าอยู่ไหน! ปกป้องข้าเดี๋ยวนี้!” นางตะโกนสั่งองครักษ์เสียงสั่น แต่กลับไม่มีใครตอบสนองตามคำสั่งทันที หลี่ฟางฟางยังคงด่าทอองครักษ์ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธและความหวาดกลัว “พวกเจ้ามันไม่ได้เรื่องเลยสักคน!” เสียงของนางดังลั่นจนทำให้เหล่าองครักษ์ที่ยืนอยู่สั่นสะท้านด้วยความอับอาย แต่พวกเขาก็ไม่อาจทำอะไรได้ นางเป็นท่านหญิงผู้สูงศักดิ์ พวกเขาจึงทำได้เพียงก้มหน้ารับคำด่าทอ
เมื่อสิ้นเสียงของหลี่ฟางฟาง องครักษ์หลายคนวิ่งเข้ามาในห้อง พวกเขาพยายามใช้ดาบและหอกสกัดกั้นซูฮวาด้วยความหวังที่จะจับตัวนางให้ได้ แต่ทุกการเคลื่อนไหวของซูฮวากลับง่ายดายราวกับนางกำลังเล่นสนุกกับพวกเขา
นางขยับตัวหลบการโจมตีด้วยความคล่องแคล่วและความเร็วที่เหนือมนุษย์ “ช่างน่าขัน...” ซูฮวาหัวเราะเบาๆ ขณะมองการโจมตีที่ไร้ประโยชน์ของเหล่าองครักษ์ นางเพียงแค่ขยับตัวอย่างรวดเร็วแล้วใช้มือเปล่าจับดาบสองเล่มที่พุ่งเข้ามาจากสองทิศทาง ก่อนจะหมุนตัวและส่งดาบทั้งสองเล่มกลับไปยังทิศทางที่นางตั้งใจไว้จนดาบพุ่งตรงไปยังหลี่ฟางฟางที่ยืนตัวแข็งทื่อด้วยความหวาดกลัว
ฉึบ! เสียงดาบเฉือนผ่านลำคอของหลี่ฟางฟางในทิศทางที่ขนานกัน ทั้งสองเล่มเฉือนคอของนางอย่างแม่นยำ ก่อนจะปักติดกับผนังห้องหลังกายของนางพอดิบพอดี
หลี่ฟางฟางยืนนิ่งเหมือนรูปปั้น ดวงตาของนางเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวหาใช่เพราะความเจ็บจากเลือดที่ไหลออกจากลำคอ มือสั่นเทาจนควบคุมไม่ได้ การหายใจของนางติดขัดและเบาลงอย่างมาก นางไม่กล้าขยับแม้แต่น้อย ราวกับว่าการหายใจเพียงครั้งเดียวจะทำให้ดาบที่ถากคอนางไปเมื่อครู่พุ่งทะลุเข้าไปจริงๆ
“เจ้า...เจ้าทำบ้าอะไร!” หลี่ฟางฟางพยายามจะตะโกนออกมา แต่น้ำเสียงกลับเบาหวิวจนแทบไม่ได้ยินเพราะความกลัวเข้าครอบงำทุกส่วนในร่างกายของนาง
ทันใดนั้น ร่างของซูฮวาปรากฏขึ้นเบื้องหน้าหลี่ฟางฟางในระยะประชิด หญิงสาวผู้สูงศักดิ์แทบสิ้นลมทันทีเมื่อเห็นใบหน้าของซูฮวาอยู่ห่างจากนางเพียงไม่ถึงคืบ หัวใจของนางเต้นรัวจนแทบระเบิด ความกลัวที่เกินต้านทานทำให้มือทั้งสองข้างของหลี่ฟางฟางสั่นระริก
ซูฮวาโน้มตัวลงไปใกล้หูของหลี่ฟางฟาง กระซิบเบาๆ ทว่าทุกคำพูดของนางกลับดังก้องในจิตใจของหลี่ฟางฟาง “ท่านหญิงผู้สูงศักดิ์อย่างเจ้าก็กลัวเป็นด้วยหรือ”
เสียงของซูฮวายังคงดังก้องในหัวของหลี่ฟางฟาง นางไม่สามารถควบคุมการหายใจของตนเองได้ มือทั้งสองข้างยังคงสั่นไม่หยุด หัวใจเต้นแรงจนแทบจะกระชากลมหายใจออกจากร่าง นางได้แต่ยืนนิ่งด้วยความหวาดกลัวจนแทบจะทรุดลง
ซูฮวามองสบตากับหลี่ฟางฟางอีกครั้ง นางเหยียดยิ้มบางๆ ที่ดูเหมือนจะเป็นการยิ้มท้าทายมากกว่าจะเป็นรอยยิ้มที่มีความรู้สึกใดๆ นางหันหลังและเคลื่อนตัวหายไปในเงามืดอย่างไร้เสียง ราวกับว่าร่างของนางละลายไปกับอากาศโดยรอบ
เมื่อซูฮวาหายตัวไป หลี่ฟางฟางทรุดตัวลงกับพื้น ขาของนางสั่นเทาจนไร้เรี่ยวแรง ไม่สามารถพยุงตัวเองได้อีก มือทั้งสองข้างยังคงสั่นอย่างควบคุมไม่ได้ ดวงตาของนางยังคงเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว
นางไม่ได้สนใจบาดแผลที่ลำคอ หรือความเจ็บปวดจากการที่ล้มลงกับพื้น สิ่งเดียวที่ยึดครองจิตใจของนางในตอนนี้คือความหวาดกลัวที่กรีดลึกจนถึงจิตวิญญาณ ความรู้สึกที่นางไม่เคยพบเจอมาก่อนในชีวิต