หน้าจอโทรศัพท์มือถือที่แตกร้าวของอิ๋งเย่ถูกปลดระวางในที่สุด
ไม่ใช่เพราะเขาเริ่มใส่ใจภาพลักษณ์หรือทนรำคาญรอยร้าวบนกระจกไม่ได้ แต่เป็เพราะความคล่องตัวในการตอบสนองของระบบััมันเริ่มตกลง ซึ่งเป็เื่คอขาดบาดตายสำหรับการทำธุรกรรมทางการเงิน
เช้าวันนี้ อิ๋งเย่จึงแวะไปที่ศูนย์อิเล็กทรอนิกส์และซื้อสมาร์ตโฟนรุ่นใหม่เอี่ยมมาหนึ่งเครื่อง เขาไม่ได้มองหาแบรนด์หรูหรา ไม่สนดีไซน์บางเฉียบ และไม่ได้เลือกเรือธงราคาแพงระยับ สิ่งเดียวที่เขาสนใจคือ ‘ขนาดหน้าจอที่ใหญ่พอจะดูสเกลกราฟแท่งเทียนได้ชัดเจน’ และ ‘ความจุแบตเตอรี่ที่อึดที่สุดในตลาด’
ในชีวิตก่อน เขาเคยใช้โทรศัพท์รุ่นลิมิเต็ดเอดิชันประดับคริสตัลที่บางเฉียบและแพงหูฉี่เพื่อเข้าสังคม แต่ความจุแบตเตอรี่ของมันกลับน้อยนิดจนน่าสมเพช วันหนึ่งแบตเตอรี่เกิดหมดลงกลางคันในวินาทีที่ตลาดหุ้นเกิดความผันผวนรุนแรง ทำให้เขาพลาดโอกาสตั้งคำสั่งตัดขาดทุน และสูญเสียเงินทุนก้อนสุดท้ายไปอย่างไม่อาจหวนคืน
บทเรียนราคาแพงสอนเขาว่า อุปกรณ์สื่อสารมีไว้เพื่อ 'ใช้งาน' ไม่ใช่เพื่อ 'โชว์' ชาตินี้เขาจึงเลือกรุ่นที่ดูเทอะทะเหมือนก้อนอิฐ แต่รับประกันได้ว่าจะไม่มีวันดับไปกลางคันขณะที่เขากำลังเทรดน้ำมันหรือทองคำ
...
่สายของวัน ห้องเรียนรวมของนักศึกษาปีหนึ่งคณะบริหารธุรกิจคลาคล่ำไปด้วยผู้คน บรรยากาศเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวาและเสียงพูดคุยเจื้อยแจ้ว
นี่คือคาบแรกของวิชาพื้นฐาน และวาระสำคัญที่สุดก่อนเริ่มเรียนคือสิ่งที่อาจารย์ที่ปรึกษาเพิ่งประกาศออกไมค์... การเลือกตั้ง ‘หัวหน้าห้อง’
"ตำแหน่งหัวหน้าห้องมีความสำคัญมากนะนักศึกษา" อาจารย์ที่ปรึกษากล่าวด้วยรอยยิ้ม
"นอกจากจะได้หน่วยกิตกิจกรรมพิเศษตอนเรียนจบแล้ว ยังเป็ตัวแทนในการประสานงานกับคณาจารย์และรุ่นพี่ เป็โอกาสดีในการฝึกความเป็ผู้นำและสร้างคอนเน็กชัน ใครสนใจเสนอชื่อตัวเอง เชิญออกมาหน้าชั้นได้เลย"
สิ้นเสียงประกาศ บรรยากาศในห้องก็เปลี่ยนจากความผ่อนคลายเป็ความตื่นตัวขั้นสุด
สำหรับนักศึกษาปีหนึ่งที่เพิ่งพ้นจากชีวิตมัธยม การได้เป็หัวหน้าห้องในมหาวิทยาลัยถือเป็เกียรติยศ เป็การสร้างบารมี และเป็สเตจแรกในการก้าวขึ้นเป็จุดสนใจของคนทั้งคณะ
นักศึกษาชายหลายคนเริ่มขยับตัว ยืดอกจัดปกเสื้อ จางเฉินที่นั่งอยู่แถวกลางก็ตาลุกวาว หันไปกระซิบกับปาเยว์เซิงอย่างออกรส
"เฮ้ยๆ ตำแหน่งนี้แหละเว้ย ถ้าฉันได้เป็นะ รับรองว่าการจองโต๊ะกินข้าวหรือจัดทริปห้องเราจะอลังการสุดๆ แถมยังได้หน้าไปคุยกับสาวๆ ด้วย ข้าจะเสนอชื่อตัวเอง!"
ขณะที่การแย่งชิงความโดดเด่นกำลังเริ่มต้นขึ้นอย่างดุเดือด... ที่เก้าอี้แถวรองสุดท้ายติดริมหน้าต่าง อิ๋งเย่กำลังก้มหน้ามองหน้าจอสมาร์ตโฟนเครื่องหนาเตอะของเขาอย่างเงียบเชียบ
เขาไม่ได้แกล้งหลับ ไม่ได้ทำหน้าเบื่อหน่ายเพื่อเรียกร้องความสนใจ และไม่ได้ปฏิเสธตำแหน่งด้วยคำพูดหล่อๆ
เขาเพียงแค่... ไร้ตัวตนอย่างสมบูรณ์แบบ
ไม่มีการเคลื่อนไหวที่ผิดจังหวะ ไม่มีเสียงถอนหายใจ ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ต่อความวุ่นวายรอบข้าง อิ๋งเย่ผสานตัวเองเข้ากับบรรยากาศของห้องเรียนราวกับเป็เพียงเก้าอี้ว่างเปล่าตัวหนึ่ง
ตลอดการเสนอชื่อและการโหวตที่กินเวลากว่ายี่สิบนาที ไม่มีเพื่อนร่วมชั้นคนไหนหันมามองเขา ไม่มีใครนึกถึงชื่อเขา และไม่มีใครสังเกตเห็นด้วยซ้ำว่ามีผู้ชายคนหนึ่งนั่งอยู่ตรงนั้น
ทว่า มีสายตาคู่หนึ่งที่ไม่ได้มองข้ามเขาไป
เซี่ยเหวินเจา ซึ่งนั่งอยู่แถวหลังสุด เยื้องไปทางด้านหลังของอิ๋งเย่เพียงหนึ่งที่นั่ง กำลังหรี่ตามองแผ่นหลังที่นิ่งสงบนั้นด้วยความรู้สึกประหลาดใจ
ทายาทตระกูลเซี่ยเพิ่งได้เห็นความเหนือชั้นของอิ๋งเย่มาหมาดๆ จากการที่เขาเมินเฉยต่อไมตรีของทายาทตระกูลหลินอย่างไร้เยื่อใยที่ลานฝึกทหาร ชายหนุ่มระดับนั้น หาก้าตำแหน่งหัวหน้าห้อง เพียงแค่เขาปรายตามอง หรือเอ่ยปากแค่ครึ่งคำ เด็กเมื่อวานซืนพวกนี้คงไม่มีใครกล้าแข่งขันด้วยแน่ๆ
แต่เขากลับเลือกที่จะนั่งเงียบๆ ปล่อยให้คนอื่นทำตัวโดดเด่น...
‘เขาไม่ได้รู้สึกอยากมีส่วนร่วมเลยแม้แต่น้อย... ความไม่แยแสนี้มันเป็ของจริง’ เซี่ยเหวินเจาคิดในใจ
ด้วยความสงสัย เซี่ยเหวินเจาจึงขยับตัวเล็กน้อย ชะโงกหน้ามองข้ามไหล่ของอิ๋งเย่ไปดูว่า ชายหนุ่มผู้นี้กำลังทำอะไรอยู่บนหน้าจอโทรศัพท์เครื่องหนาๆ นั่น ถึงได้เมินเฉยต่ออำนาจของหัวหน้าห้องได้อย่างหมดจด
สิ่งที่สะท้อนเข้าสู่สายตาของเซี่ยเหวินเจา ไม่ใช่เกมออนไลน์ ไม่ใช่วิดีโอตลก และไม่ใช่แอปพลิเคชันแชท
แต่มันคือกราฟแท่งเทียนสีเขียวสลับแดงที่กำลังกระพริบตัวเลขขึ้นลงอย่างบ้าคลั่ง!
ตัวอักษรภาษาอังกฤษที่มุมจอระบุชัดเจน
‘DJIA (Dow Jones Industrial Average) Futures’
เซี่ยเหวินเจาเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย ลมหายใจสะดุดไปชั่วจังหวะ
ในฐานะทายาทตระกูลธุรกิจใหญ่ เซี่ยเหวินเจาย่อมดูออกทันทีว่านั่นไม่ใช่การเปิดกราฟเล่นๆ แต่เป็การส่งคำสั่งซื้อขายจริงในตลาดอนุพันธ์ระดับโลก ตัวเลขปริมาณการซื้อขายที่กระพริบอยู่ทุกเสี้ยววินาที หมายถึงเม็ดเงินมหาศาลที่กำลังเคลื่อนย้ายข้ามทวีป
ภาพเบื้องหน้าของเซี่ยเหวินเจาในตอนนี้นับว่าขัดแย้งกันอย่างถึงที่สุด
ด้านหน้าห้องเรียน จางเฉินและเพื่อนร่วมชั้นอีกสองสามคนกำลังยืนกล่าวสุนทรพจน์ด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น นำเสนอนโยบายจัดปาร์ตี้และเก็บเงินกองกลางเพื่อแย่งชิงตำแหน่ง 'หัวหน้าห้อง' อย่างเอาเป็เอาตาย เสียงเชียร์และเสียงหัวเราะดังระงม
แต่ตรงมุมห้องนี้ ชายหนุ่มเสื้อเชิ้ตเรียบๆ คนหนึ่ง กำลังใช้นิ้วโป้งปัดหน้าจอเพื่อกำลังส่งคำสั่งซื้อขายในตลาดทุนโลก โดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองเวทีประชันขันแข่งของเหล่าเด็กหนุ่ม
เซี่ยเหวินเจาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ช้าๆ สมองของเขาทำงานอย่างหนักหน่วง
‘มิน่าล่ะ... เขาถึงไม่มีตัวตนในสายตาคนพวกนี้เลย’
เซี่ยเหวินเจาลอบกลืนน้ำลาย...
‘คนทั้งห้องกำลังต่อสู้แย่งชิงอำนาจจำลองในบ่อทรายเล็กๆ ของมหาวิทยาลัย หวังเพียงจะได้หน้าและคำชมเชย แต่สำหรับเขา... สนามรบของเขาคือตลาดทุนระดับโลกที่มีเม็ดเงินหมุนเวียนหลักล้านล้าน’
‘มันไม่ใช่ว่าเขาพยายามถ่อมตัว หรือไม่อยากเด่น... แต่มันคือความต่างของมิติ’
"เอาล่ะ ผลโหวตเอกฉันท์! ขอแสดงความยินดีกับจางเฉิน หัวหน้าห้องคนใหม่ของเรา!" เสียงอาจารย์ประกาศดังขึ้น พร้อมกับเสียงปรบมือเกรียวกราวของเพื่อนร่วมชั้น จางเฉินยิ้มกว้างจนแก้มแทบปริ โค้งคำนับให้ทุกคนราวกับเพิ่งชนะการเลือกตั้งระดับประเทศ
ในวินาทีเดียวกันนั้นเอง นิ้วโป้งของอิ๋งเย่ก็แตะลงบนปุ่ม ‘ปิดสถานะ’ บนหน้าจออย่างแ่เบาและเงียบเชียบ ล็อกกำไรก้อนงามเข้าพอร์ตอย่างสมบูรณ์แบบ ก่อนที่เขาจะกดล็อกหน้าจอโทรศัพท์ แล้วหยิบปากกาขึ้นมาเตรียมจดเลกเชอร์ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เสียงปรบมือยินดีดังก้องไปทั่วห้อง
ส่วนเซี่ยเหวินเจาที่มองเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดั้แ่ต้นจนจบ ได้แต่นั่งเงียบๆ มองแผ่นหลังของรูมเมทด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจหาคำใดมาอธิบายได้
เซี่ยเหวินเจาถอนหายใจยาวๆ ออกมาโดยไม่รู้ตัว
‘บางที... ั้แ่แรก สนามของเขาก็คงไม่ใช่มหาวิทยาลัยแห่งนี้’