...เป็ไปตามคาดมีพวกเบนโนกำลังเล่นอยู่
เพียงแต่จะเรียกว่าเล่นคงไม่ได้เรียกให้ถูกคือทะเลาะกันซะมากกว่า
เบนโนกับแชซกำลังหันหน้าชนกันแยกเขี้ยวใส่กัน โดยมีเจซยกมือพยายามห้ามทั้งสองคนอยู่ อย่างลุกลี้ลุกลน
พวกเราที่เห็นภาพนั้นกำลังจะเดินเข้าไป-
แชซก็เริ่มเปิดก่อนด้วยการชกกำปั้นใส่หน้าเบนโน เบนโนที่ยังยืนอยู่ก็ไม่รีรอ สวนกลับในทันทีทั้งคู่แลกหมัดกัน แม้เจซจะพยายามะโห้ามก็ไม่เป็ผล
พวกเราที่เห็นเหตุการณ์จึงช่วยกันเข้าไปห้ามและจับทั้งคู่แยกกัน
“ทะเลาะกันทำไม!?” แองจี้ถาม
ทั้งคู่เงียบอยู่ซักพัก
แล้วเบนโนก็เป็ฝ่ายเปิดปากตอบ
“ก็ฉันบอกมันไปว่าเื่เมื่อกลางวันทำเกินไปนะ...และอัศวินเค้าไม่ทำกันแบบนี้หรอก”
พยายามสั่งสอนแชซสินะ
“ทำเป็อวดดี”แชซพูด
“ไม่ได้อวดฉันแค่จะสอน” เบนโนโต้กลับ
“สอน? ทำไมถึงคิดจะสอนฉันได้?”
“เพราะพ่อของฉันก็เป็อัศวินไงล่ะ”
“แต่นายคงไม่ได้เป็หรอกอ้วนแบบนี้”
“อย่างกับนายเป็ได้สบายงั้นแหละ!!”
“จะลองวัดกันดูไหมล่ะ?”
“หา!?”
ทั้งสองต่างยกมือตั้งท่าเตรียมพร้อมจะงัดทาเลนท์ออกมาสู้กัน
“พอเถอะทั้งสองคนสงบสติกันก่อน”
ผมจึงพูดด้วย‘อดาจิโอ’ ให้ทั้งสองผ่อนคลายลง
ทั้งคู่หันมามองผมแล้วค่อยๆลดแขนลง ลมหายใจก็ผ่อนลงด้วย
เบนโนหันมาเห็นพอลล่า
จึงบอกแชซไปว่า
“ขอโทษพอลล่าซะ”
“อะไรนะ?”
“นายทำร้ายเธอแต่ยังไม่ได้ขอโทษ ตอนนี้มีโอกาสแล้ว ขอโทษเธอซะ”
“ไม่เอา”
“ห้ะ!? ทำไม?”
“ฉันไม่ได้ทำอะไรผิด”แชซพูดจบ ก็หันหน้าไปทางอื่น แล้วเม้มริมฝีปากแน่น
[หันหน้าหนีพอลล่าแถมยังเครียดกับสิ่งที่ตนเองพูดอีก]
พอลล่าที่ได้ยินแชซพูดก็ทำหน้าเศร้าขึ้นมาทันที
“นายนี่มัน!!” เบนโนเริ่มมีโทสะขึ้นมาอีก
ผมจึงพูดขึ้นว่า
“ผมเห็นด้วยกับเบนโนนะครับ”
““!?””
ทั้งสองคนใ
“นายยังติดค้างคำขอโทษพอลล่าอยู่...แต่ว่าถ้านายไม่คิดจะขอโทษก็ไม่มีใครบังคับนายได้ผมเองก็ไม่ชอบบังคับใครด้วย”
“ก็แล้วทำไม...?” แชซถาม
“เอาแบบนี้ดีไหมครับไหนๆคุณก็คันไม้คันมืออยากจะสู้อยู่แล้ว เปลี่ยนจากสู้กับเบนโนมาเป็ผมแทนเป็ไงครับ”
“กับนายเนี่ยนะ!?”
“ใช้ผลการประลองเป็ตัวตัดสินสมศักดิ์ศรีอัศวินดีด้วย ถ้าคุณชนะ จะถือว่าเื่เมื่อกลางวันคุณไม่ผิดอะไรไม่จำเป็ต้องขอโทษ แต่ถ้าผมชนะ คุณต้องเป็ฝ่ายขอโทษพอลล่า...ตกลงไหมครับ”
“เอางั้นก็ได้แต่นายที่มีแค่หัวดี จะชนะชั้นได้เหรอ”
“ง่ายเหมือนพลิกหน้ากระดาษเลยแหละครับ”
“เจ็บตัวขึ้นมาไม่รู้ด้วยนะ”
“สบายใจได้คุณไม่มีทางทำให้ผมมีแผลหรอก”
พูดจบเราทั้งสองก็เว้นระยะประมาณ 5 เมตร หันหน้าประจันกัน
“กฎเอาเป็ใครโจมตีโดนอีกฝ่ายก่อนก็ชนะไป...พร้อมนะ?”เบนโนที่คั่นกลางระหว่างเรา ออกปามถาม
““อือ””
จากนั้นตัวเองก็เขยิบออกไปด้านข้าง ยกมือขวาขึ้นค้าง
“เตรียมตัว...เริ่ม!!” ฟันมือลง เป็สัญญาณเริ่ม
แชซเปิดก่อน
เค้าฟาดฟันฝ่ามือที่เหมือนมีดนั่นในอากาศโดยเล็งมาทางผม
ทุกครั้งที่ฟันมือก็จะมีกระแสลมพัดมาอย่างฉับพลัน อากาศที่ถูกบีบอัดเป็แผ่นบางๆถูกปล่อยให้พุ่งมาด้วยความเร็วสูง
ถ้าโดน‘มีดอากาศ’ พวกนี้เข้าไปก็ไม่ต่างจากโดนกว้างใบมีดใส่เลย
ก้าวที่1!!
ก้าวที่2!!
ก้าวที่3!!
ก้าวที่4!!
ก้าวที่5!!
ก้าวที่6!!
ก้าวที่7!!
ผมใช้การเดินสลับการก้าวะโ7 ครั้ง
ในทุกๆครั้งก็หลบ ‘มีดอากาศ’ ได้หมด
มีดเ่าั้ไม่โดนแม้แต่เสื้อผ้าผมโดนเพียงพื้นดินว่างเปล่าที่ผมเคยเหยียบอยู่
แชซแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง
เค้าเริ่มตื่นตระหนกทุกครั้งที่ผมก้าวเข้าไปใกล้เค้า ทีละก้าวๆ อย่างไม่ร้อนรน
ยิ่งเข้าใกล้มากเค้าก็ยิ่งไม่เชื่อสายตาตัวเองมากเท่านั้น
[ทำไม?...ได้ไง?...เพราะอะไร?...อย่า!...ไม่นะ!...เดี๋ยวก่อน!] ความคิดในหัวเค้า
และในก้าวที่7
ผมประชิดอยู่เบื้องหน้าเค้า
ง้างมือขึ้นสูงเตรียมจะฟาดเข้าไปที่หน้าของเค้า
“มะ”แชซส่งเสียง
ผมลดมือลงอย่างแรงไม่ฟังที่เค้าพูด
“อย่า!!” เค้าหลับตา
หมับ!
ผมวางมือลงบนไหล่เค้าอย่างเบามือ
แชซลืมตาสงสัยกับสิ่งที่เกิดขึ้น
“ผมไม่ทำอะไรนายหรอก”ผมยิ้มบอก พลางตบไหล่เค้าเบาๆให้ได้สติ
“เอ๊ะ!?”
“เราเป็เพื่อนกันเพื่อนเค้าไม่ทำร้ายกันหรอก”
“แต่ฉันเพิ่งโจมตีนายไปนะ”
“แต่ก็ไม่โดนถูกไหมเท่ากับว่านายยังไม่ได้ทำร้ายผม”
“...”
“เหมือนกับที่นายไม่ชอบโดนทำร้ายคนอื่นก็เหมือนกัน พวกเค้าไม่ชอบโดนทำร้าย ถ้านายไปทำร้ายคนอื่นก่อน เค้าก็จะไม่เป็เพื่อนกับนายอีก”
“และถ้านายไม่อยากถูกใครทำร้ายก็จงเป็เพื่อนกับคนๆนั้นซะ ซึ่งสิ่งที่ต้องทำก่อนอันดับแรกคือเลิกทำร้ายผู้อื่นก่อน แค่นั้นเอง”
แชซเมื่อได้ยินก็ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่
แล้วจึงก้มหน้าลงห่อไหล่ ตาหลุบลง...สำนึกผิด
ผมผายมือไปทางพอลล่าเค้ามองตาม
และยอมเดินไปก้มหน้าขอโทษพอลล่าแต่โดยดี
พอลล่าก็อภัยให้ทั้งสองคืนดีกัน
แน่นอนว่าแชซขอโทษเบนโนด้วย
เบนโนที่ทำท่าเหมือนเล่นตัวซักครู่ ก็ยอมเอ่ยปากยกโทษให้
ซักพักหนึ่งแชซก็เดินมาหาผม
เค้าถามผมว่าทำได้ยังไงในการประลองเมื่อกี้ทำไมถึงหลบ ‘มีดอากาศ’ ได้หมดเลย
“ง่ายๆครับอาศัยมันสมองของผม ‘ไฮเปอร์อินเทลลิเจนท์’นี้ไงล่ะ” ผมชี้ที่หัวของตัวเอง
“ยังไงเหรอ”แชซถาม
“ผมคาดการณ์ล่วงหน้าได้ว่านายจะโจมตีมาจากทิศทางไหนเมื่อไหร่ โดยอาศัยการคำนวณ ก็เหมือนกับเวลาเล่นเกมหมากรุกนั่นแหละผมอ่านตาเดินล่วงหน้าของนายไว้ก่อนแล้วถึง 7 ตาล่วงหน้าเลยไงล่ะ การโจมตีของนายจึงไม่มีทางถึงตัวผมเลย”
“ทำได้ขนาดนั้นเลยเหรอ!?”
“ก็บอกแล้วไงครับว่าง่ายเหมือนพลิกหน้าหนังสือ” ผมยิ้มตอบ
โกหกน่ะ...
ที่จริงใช้‘มาสเตอร์มายด์’ อ่านความคิดเอาว่านายจะโจมตีมาเมื่อไรต่างหากก็ในหัวจะคิดว่า [มีด] ก่อนใช้พลังทุกครั้งเลยนี่นาสังเกตมาั้แ่ที่โรงเรียนแล้ว
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าใช้‘ไฮเปอร์อินเทลลิเจนท์’ อย่างที่พูดไม่ได้นะแค่อยากหาโอกาสฝึกใช้ ‘มาสเตอร์มายด์’มากกว่าก็เท่านั้นเอง
แถมมันยังง่ายกว่าอีกด้วย
แค่รู้ว่าจะโจมตีมาเมื่อไรหลังจากนั้นก็ะโหลบไปทางอื่น จะซ้าย ขวา หน้า หลัง ก็ได้แค่กรณีนี้เราะโไปด้านหน้าแค่นั้น
เพราะพอเราหลบไปจุดหนึ่งแชซก็จะโจมตีมายังจุดที่เราอยู่เสมอ เราก็แค่หลบไปอีกทาง ที่เราทำมันก็เท่านี้ไม่ซับซ้อน
ส่วนถ้าถามว่าทำไมถึงต้องโกหกแชซไปด้วย เื่คาดการณ์ล่วงหน้าได้หมดนั่น
มันมีเหตุผลสองข้อ
ข้อแรกคือเป็นิสัยเก่า
ข้อสองเพราะการป้อนข้อมูลลวงไปว่าเราแข็งแกร่งกว่าจะมีประโยชน์มากเมื่อเราเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ เหมือนเป็การข่มขวัญอย่างหนึ่ง
ศัตรูที่เผลอร่างภาพตัวตนของเรายิ่งใหญ่ไปมากจะยิ่งยำเกรงเรา และไม่กล้าคิดต่อกรกับเราอีกในครั้งต่อไป
จมดิ่งลงไปในจินตนาการของตัวเอง
โดยเฉพาะในวัยเด็กแบบนี้มันจะยิ่งฝังใจได้ดีเยี่ยม อนาคตต่อให้แชซแข็งแกร่งขึ้น ก็จะไม่กล้ามาสู้กับเราอีกอาจไม่ถึงกับหวาดกลัว แต่อย่างน้อยก็คงต้องคิดหลายตลบก่อนมาสู้กับเราล่ะนะ
...เมื่อทุกอย่างดูเข้าที่เข้าทางเหล่าเด็กๆก็เล่นสนุกกัน
และเมื่อเล่นกันเต็มที่แล้วก็ถึงเวลาแยกย้ายกันกลับบ้าน
จึงได้รู้ว่าบ้านของเด็กชายทั้งสามอยู่ละแวกเดียวกัน
ก็เล่นด้วยกันตลอดนี่นะ
ผมมีเื่ต้องคุยกับเบนโนกันสองคนจึงเกลี้ยกล่อมให้ แชซกับเจซ กลับไปกันก่อน
ทั้งสองก็ทำตาม
ผมพาเบนโนออกไปให้ห่างจากกลุ่มเด็กผู้หญิงเล็กน้อย
“มีอะไรล่ะ?” เบนโนถาม
“มีของจะให้น่ะเป็การขอโทษสำหรับเื่เมื่อวาน”
ผมควักบางสิ่งออกมาจากกระเป๋าสะพายแล้วยื่นให้เบนโน
“หือ...อึก!?”
สิ่งที่ให้เป็กระดาษสองแผ่นแต่ละแผ่นผมสเก็ตช์ภาพเอาไว้
สิ่งที่ทำให้เบนโนใคือภาพหนึ่งที่ผมวาด
ภาพนั้นคือตัวผมเอง
กำลังส่งยิ้มเอียงคอ ในชุดเดรสเด็กผู้หญิงน่ารัก
ใบหน้าของเด็กวัยนี้จะผู้หญิงหรือผู้ชายก็แยกกันไม่ค่อยออกอยู่แล้ว
เคยเห็นพ่อแม่ชอบจับลูกชายของตัวเองมาแต่งหญิงด้วยซ้ำ
และตัวผมที่หน้าถอดมาจากแม่อาจเรียกว่าเป็เด็กชายหน้าสวยก็ได้ พอวาดให้แต่งชุดเดรสผู้หญิงก็ไม่ต่างจากสาวน้อยน่ารักคนหนึ่ง
“เป็ไงเหมาะไหม? ‘สาวน้อยโยฮัน’ ที่นายพูดไว้เมื่อวาน มาอยู่ตรงหน้าแล้วนะ...ชอบหรือเปล่า” ผมยิ้มถาม
และแบนโนที่ตกตะลึงเสียยกใหญ่อยู่นั้นก็ไม่ได้ปล่อยสีหน้าขยะแขยงออกมาเสียด้วยสิ
มีแต่ตาเบิกโต กับหน้าที่แดงเท่านั้น
“ทะทำบ้าอะไรเนี่ย!!” เค้าที่พยายามสงบสติอารมณ์หันมาบอก
“หือไม่ชอบเหรอ?”
“เออสิ!”
[แต่ในใจนายมันไม่คิดแบบนั้นน่ะสิ]ผมคิดในใจ
“ถ้าไม่ชอบจะทิ้งไปก็ได้ครับ แต่จะดีเหรอ กระดาษพวกนี้พรมน้ำหอมชั้นดีมาด้วยเชียวนะ”
“หา?” เบนโนลองดมฟุดฟิดดู
“เป็ไงครับภาพสาวน้อยน่ารัก กับ กลิ่นหอมๆ ชวนให้รู้สึกยังไงบ้าง”
“ไม่รู้สึกอะไรทั้งนั้นแหละ!!”
“งั้นเหรอ...แต่ยังมีอีกแผ่นนึงนะครับ”
เบนโนจึงหยิบอีกแผ่นที่อยู่ข้างใต้ขึ้นมาดู
“อีก!!” ปฏิกิริยาเหมือนเดิม
คราวนี้เป็ภาพของแองจี้ในชุดเดรสน่ารักส่งยิ้มเอียงคอออกมาจากภาพ
เหมือนกับภาพผม
“ไงครับภาพของแองจี้ ชอบไหมครับ กระดาษแผ่นนี้ก็พรมน้ำหอมไว้เช่นกันนะครับ”
เบนโนไม่ตอบ
จ้องภาพนิ่งมือเริ่มสั่น
“ลองหยิบอีกภาพขึ้นมาดูสิโพสท่าเหมือนกันเลยนะครับ”
เบนโนทำตาม
“แล้ว...ภาพไหนน่ารักกว่ากันครับ”ผมถาม
เบนโนสลับตามองระหว่างสองภาพไปมา
หน้ายังแดงไม่หาย
ผมเดินไปข้างๆเค้า...แล้วพูดเบาๆ
“ชอบ...ภาพไหน...มากกว่าเหรอ...?”
“ว้ากกกก!!”
เบนโนร้องะโ
ถอยห่างไปจากผม
“ฮะฮะฮะผมล้อเล่นครับ อย่างที่บอก ถ้าไม่ชอบจะทิ้งไปเลยก็ได้ครับ”
เบนโนมองภาพในมือ
ผมหันหลังให้
“ผมไปล่ะแล้วเจอกันที่โรงเรียนนะครับ”
ผมเดินจากมา
ปล่อยให้เบนโนจ้องมองภาพในมืออย่างเงียบๆ
ตาของเค้าคู่นั้นมองค้างอยู่ที่ภาพเดียวซึ่งผมเองก็ไม่รู้ว่าคือภาพไหนเหมือนกัน
เอาล่ะ...ใส่สิ่งเร้าเข้าไปใน‘กล่องของสกินเนอร์’ เรียบร้อยแล้ว
ทั้งภาพทั้งกลิ่น
ทีนี้ก็มาดูกันว่าในอนาคตมันจะมีอะไรออกมา
จะตอบสนองยังไง...ซัก10 ปี ได้มั้ง
บางทีอาจไม่มีอะไรเลยก็ได้
แต่ก็ไม่มีอะไรเสียหาย...ก็แค่ลองแหย่เล่นสนุกๆเท่านั้น