ตอนที่สิบสอง
ชีวิตใหม่
ท่านหมอหวังยอมขายยาเม็ดิญญาจำนวนมากให้กับหลิงเฉินแม้จะรู้ว่ามันจะเป็อันตราย แต่เมื่อเห็นความมั่นใจของเด็กหนุ่มผู้นี้เขาก็ยอมขายให้
หลังจากได้ยาเม็ดิญญาที่ตนเอง้าแล้วหลิงเฉินได้มอบเงินจำนวนนึงให้กับลู่ิ เงินที่หลิงเฉินมอบให้กับเด็กน้อยมันเป็จำนวนเงินมากพอที่จะให้เด็กน้อยใช้มันเลี้ยงดูมารดาและน้องสาวได้ไปถึงหลายสิบวัน
การที่หลิงเฉินมอบเงินจำนวนนั้นให้กับลู่ิเพราะว่าเขาคงจะมิได้ออกมาจากวังหลวงเป็เวลาสักพัก
เมื่อกลับเข้าไปภายในวังหลิงเฉินก็เริ่มทำการฝึกฝนพลังิญญาทันที เขาได้กลืนยาเม็ดสีฟ้าครามลงไปภายในลำคอ ยาเม็ดิญญาจำเป็ต้องทานหนึ่งวันต่อหนึ่งเม็ดเพื่อให้การฝึกฝนรุกหน้าได้อย่างรวดเร็ว
ผลของยาเม็ดิญญาคือการเพิ่มความรวดเร็วในการฝึกฝนเพิ่มขึ้นสองเท่าแต่การกินเม็ดแรกจะยังไม่ได้เพิ่มพูนได้รวดเร็วเช่นนี้ กว่ายาจะส่งผลให้ความรวดเร็วในการเพิ่มพูนพลังิญญาได้ถึงสองเท่ามันก็ต้องกินติดต่อกันถึงประมาณสามเม็ดแล้ว แต่เมื่อหยุดกินไปสักวันเมื่อกลับมากินใหม่ความรวดเร็วก็จะต้องเริ่มใหม่
เพราะเช่นนั้นจึงต้องกินมันติดต่อกันในขนาดที่กำลังฝึกฝนพลังิญญา
ในตอนที่ซื้อยาเม็ดิญญามาท่านหมอหวังตักเตือนเขาแล้วว่าการที่กินยาเม็ดพลังิญญามันจะทำให้พลังิญญาเพิ่มพูนมากกว่าไปจนออาจจะทำให้ธาตุไฟเข้าแทรกได้ มีคนตายเพราะการใช้งานยาเม็ดพลังิญญามาแล้วมากมาย จนปัจจุบันผู้คนถึงไม่นิยมในการใช้มันในการฝึกฝนพลังิญญา
มีหรือหลิงเฉินจะไม่รู้เื่นั้นแต่สำหรับเขาแล้วพวกที่ตายไปเพราะใช้ยาชนิดนี้มันก็คือพวกโง่และอ่อนแอเท่านั้นแหละ ถ้าคนที่ใช้มันแล้วมีความละเอียดละออในการฝึกฝนมีหรือจะถูกธาตุไฟเข้าแทรก
พวกที่ตายจากการใช้ยาเม็ดิญญามันเป็พวกที่เห็นว่าพลังิญญาเพิ่มพูนได้รวดเร็วและง่ายดายจนทำให้พวกมันขาดความละเอียดละออในการฝึกฝน
หลิงเฉินเริ่มฝึกฝนพลังิญญาอีกครั้งจนถึงเช้า เด็กหนุ่มใช้ชีวิตเช่นนี้อยู่หลายวันเขาในยามเช้าเขาไปทำงานที่โรงเลี้ยงม้าและในยามกลางคืนก็หมกหมุ่นกับการเพิ่มพูนพลังิญญาภายในร่างกายของตนเอง
ผ่านไปประมาณสิบวันตอนนี้อยู่ใน่กลางเดือนหกอยู่ใน่ฤดูใบไม้ร่วง ผ่านไปสิบวันพลังิญญาภายในร่างกายของหลิงเฉินเพิ่มพูนขึ้นมาแต่ตอนนี้เขาก็ยังไม่สามารถขีดเขียนอักขระระดับสีฟ้าได้
เด็กหนุ่มที่เหนื่อยล้าหลังจากที่ฝึกฝนพลังิญญามาทั้งคืน หลิงเฉินเลยถือโอกาสเดินออกมาสูดอากาศด้านนอก กลางราตรีอันเงียบสงัดภายในวังหลวงอากาศด้านนอกหนาวเหน็บ ราตรีนี้มันเป็ราตรีที่ท้องนภาเปิดกว้างเผยให้เห็นดวงจันทราและดวงคาราที่เปล่งประกายงดงามอยู่บนท้องฟ้า
หลิงเฉินแหงนหน้ามองท้องฟ้ายามราตรีอย่างเหมอลอย มันราวกับความฝันเมื่อไม่กี่วันก่อนเขายังเป็ถึงจักรพรรดิอักขระอยู่เลยแต่ตอนนี้กลับเป็เพียงแค่ทาสไร้ค่า
แต่ตอนนี้บางทีการที่เริ่มตนชีวิตใหม่แบบนี้มันอาจจะไม่เลวไปซะทีเดียวก็ได้ ครั้งนี้เขาอยากจะลองฝึกฝนเส้นทางแห่งทักษะบ้าง ในชีวิตก่อนเขาหมกมุ่นกับการฝึกฝนและจดจำพวกอักขระต่างๆทั้งชีวิตโดยเขาไม่ค่อยได้มุ่งไปทางทักษะยุทธซะเท่าไหร่
อย่างไรชีวิตใหม่นี่เขาก็รู้เกี่ยวกับอักขระแทบจะทั้งหมดแล้ว ครั้งนี้หลิงเฉินจึงตั้งใจเอาไว้ว่าเขาจะเริ่มศึกษาและมุ่งมั่นไปทางทักษะยุทธบ้าง เพราะว่าตอนนี้เขาบรรลุบนเส้นทางแห่งอักขระเรียบร้อยแล้ว
ในชีวิตก่อนเขาฝึกฝนทักษะยุทธอยู่เพียงไม่กี่ทักษะ ในขนาดที่กำลังเหมอลอยมองท้องนภายามราตรีอยู่จมูกของหลิงเฉินที่เป็เลิศก็ดันได้กลิ่นอันใดบางอย่าง
มันคือกลิ่นควันไฟที่ลอยตามสายลมมาจากที่ไหนสักแห่ง ถ้าเขาคาดเดาไม่ผิดมันน่าจะอยู่ไกลหลายลี้ หลิงเฉินขมวดคิ้วเขารู้ว่ามันน่าจะอยู่อีกด้านของวังหลวง
ไม่นานนักเสียงร้องของเหล่าทหารก็ดังลั่นขึ้นมาทั่วทั้งวังหลวง “ ไฟไหม้!!!! ไฟไหม้!!!! ไฟไหม้!!!! ”
ตอนนี้ทั่วทั้งวังหลวงกำลังเอิกเกริกเหล่าทหารและบ่าวไพร่ภายในวังกำลังตื่นตระหนก เพราะว่าทางตำหนักขององค์หญิงสองที่ตั้งอยู่อีกฝ่ายหนึ่งของวังหลวงมีคนลอบวางเพลิง
หลิงเฉินยืนมองแสงเพลิงที่สว่างขึ้นอยู่บนท้องนภาที่มืดมิดอย่างเรียบเฉย เขาไม่จำเป็ต้องเดินทางไปเพราะอย่างไรเสียเื่นี้ก็ไม่เกี่ยวกับเขาอยู่แล้ว อีกอย่างที่นั้นอยู่ห่างจากที่เขาอยู่หลายลี้อย่างไรเสียมันก็ไม่น่าจะลุกลามจนมาถึงที่ที่เขาอยู่
หลังจากที่ยืนมองอยู่สักพักมีเม็ดอันใดบางอย่างตกกระทบลงที่ศีรษะของหลิงเฉินที่กำลังยืนมองท้องนภาที่สว่างไสวอยู่ เขาได้เงยหน้ามอง้าสายฝนแห่ง์ค่อยๆตกลงมาทีละเม็ดๆ
ใบหน้าของหลิงเฉินเปลี่ยนไปทันทีใบหน้าหล่อเหลาคมสันเต็มไปด้วยความเรียบเฉยก่อนที่มุมปากของเขาจะยกยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย “ นี่มันผู้ใดกันถึงกับสามารถวาดอักขระระดับสีแดงได้เช่นนี้ ภายในวังแห่งนี้คงจะมีผู้มีพร์อยู่อีกสินะ ”
ผู้ที่ไม่รู้ความคงจะคิดว่าสายฝนแห่ง์นี้ตกลงมาเพราะว่าบารมีของฝ่าาแต่หารู้ไม่ว่าสายฝนที่กำลังโปรยปรายอยู่ในขนาดนี้มันตกปกคลุมเพียงแค่เขตพระราชวังเท่านั้น
แต่หลิงเฉินก็สามารถรับรู้ได้ทันทีว่าสายฝนที่กำลังโปรยปรายอยู่นั้นมิใช่สายฝนจาก์แต่เพราะว่ามีผู้ใดขีดเขียนอักขระเรียกฝนที่เป็อักขระระดับสีแดงขึ้นมาต่างหาก แถมผู้ที่ขีดเขียนอักขระนั้นขึ้นมายังอยู่ภายในวังแห่งนี้อีกต่างหาก
“ ข้าคิดว่าั้แ่ข้าหายไปั้แ่เมื่อ 500 ปีก่อนจะมีแต่พวกที่โง่เขาในวิถีแห่งอักขระเสียอีก ”
“ น่าสนุกจริงๆข้าจะเฝ้ารอวันที่ได้เจอกันแล้วกัน ”
หลิงเฉินหันหลังกลับเข้าไปภายในโรงเลี้ยงม้าของตนเองเพื่อขัดเกลาพลังิญญาของตนเองต่อ
จบบท