เหลียงซินซินแอบรักเซี่ยฮ่าวหยูมานาน ตั้งแต่ยังเด็กนางก็ใฝ่ฝันที่จะได้เป็นฮองเฮาและนั่งอยู่บนบัลลังก์เคียงคู่กับเขาแล้ว ต่อให้รู้ว่าเขามีสตรีในดวงใจและนางก็ไม่อาจเข้าไปอยู่ในใจเขาได้ ถึงอย่างนั้นนางก็ไม่อาจตัดใจได้อยู่ดี ยิ่งได้ยินเขาปฏิเสธที่จะไม่แต่งกับนางอยู่ท่าเดียว นางยิ่งยอมไม่ได้ นางเป็นถึงหลานสาวของราชครูเหลียงที่มีผู้คนนับหน้าถือตาอยู่มากมาย แล้วนางจะสู้สตรีบ้านป่าผู้นั้นไม่ได้เชียวหรือ
“ฝ่าบาทเพคะ ไทเฮาทรงทำเพื่อฝ่าบาทจริงๆ นะเพคะ ด้วยอำนาจของตระกูลเหลียงรวมกับอำนาจทางทหารของท่านขุนพลหวัง บัลลังก์ของฝ่าบาทก็จะมั่นคงขึ้น อีกอย่าง...” เหลียงซินซินเปลี่ยนท่าทีเป็นขัดเขิน “หม่อมฉันก็เต็มใจทำเพื่อฝ่าบาท ฝ่าบาทอย่าเพิ่งปฏิเสธหม่อมฉันเลยนะเพคะ”
“ความหมายของเจ้าคือ...” เซี่ยฮ่าวหยูแสร้งถามอย่างสนใจ
“หากนางในดวงใจของฝ่าบาทคือแม่นางฉินซูอี้ หม่อมฉันมีความจริงบางอย่างเกี่ยวกับนางจะทูลให้ฝ่าบาททรงทราบเพคะ”
“ความจริงที่ว่าคืออะไร เจ้าลองเล่าให้เราฟัง”
เหลียงซินซินคิดอยู่เสมอว่าบุรุษทุกคนหากได้ยินว่าสตรีของตนไปยุ่งกับชายอื่น พวกเขาย่อมไม่พอใจและต้องทิ้งสตรีผู้นั้น แม้ว่าพวกเขาจะรักสตรีผู้นั้นมากก็ตาม ซึ่งฝ่าบาทก็ไม่มีข้อยกเว้น
“โดยปกติแล้วหม่อมฉันมักจะไปดื่มชากับสหายที่โรงน้ำชาฝั่งตะวันออกเป็นประจำ ทำให้มีโอกาสได้รู้จักกับแม่นางฉินและได้รู้ความลับของนางเพคะ”
“ความลับหรือ?” เซี่ยฮ่าวหยูเลิกคิ้ว ‘เหลียงซินซิน ไม่ว่าจะตอนนี้หรือตอนไหน เจ้าก็ยังแสดงละครไม่เก่งเหมือนเดิม แต่ก็นะ คนโง่ที่สุดคงเป็นเราที่เมื่อก่อนมองการแสดงห่วยๆ ของเจ้าไม่ออก ได้ไปเป็นพระเอกหนังก็ทำให้เรามองคนเก่งขึ้นจริงๆ’
“แม่นางฉินมีหน้าตาสะสวยเป็นที่ต้องใจคุณชายหลายๆ คน และมีหลายคนที่อยากรับนางไปเป็นภรรยา เป็นเพราะคุณชายเหล่านั้นไม่รู้ว่าความจริงแม่นางฉินได้ออกเรือนกับบัณฑิตผู้หนึ่งไปแล้ว บ้านเช่าของนางกับสามีอยู่ในตรอกใกล้ๆ กับสำนักศึกษาเพคะ”
“ที่เจ้าพูดมาเป็นความจริงหรือ”
“หากฝ่าบาทไม่ทรงเชื่อ หม่อมฉันพาฝ่าบาทไปที่บ้านหลังนั้นได้เพคะ เพียงแต่...” เหลียงซินซินทำท่าทางลังเล
“เพียงแต่อะไรหรือ” เซี่ยฮ่าวหยูพูดเสียงเข้มอย่างรำคาญ “มีอะไรเจ้าก็รีบพูดออกมา มัวแต่อมพะนำแล้วเมื่อไหร่เราจะรู้เรื่องสักที”
เหลียงซินซินคุกเข่าอย่างตกใจพร้อมกับรีบพูดเพราะกลัวว่าเซี่ยฮ่าวหยูจะสั่งลงโทษ “หม่อมฉันแค่กลัวว่าฝ่าบาทจะเสียใจถ้าได้เห็นภาพที่แม่นางฉินกับบัณฑิตผู้นั้น เอ่อ...พลอดรักกันเพคะ”
‘ใช่แล้ว เพราะคำพูดเหล่านี้เมื่อเราเห็นอี้อี้เดินออกมาจากบ้านหลังนั้นพร้อมกับพี่ชาย เราก็เข้าใจผิดนางทั้งยังด่าทอนางด้วยคำพูดไม่ดีอยู่หลายคำโดยที่เราไม่คิดจะสอบถามความจริง หลังจากนั้นเจ้ากับเสด็จแม่ก็ไปบอกความจริงเกี่ยวกับสถานะของเรา และยังบังคับให้นางจากเราไป พวกเจ้าคือสาเหตุที่ทำให้เรากับนางต้องพลัดพราก’ เซี่ยฮ่าวหยูข่มความโกรธเอาไว้ “เจ้าแค่กังวลแทนเราเท่านั้นรึ”
“ฝ่าบาท เจ้าก็เห็นแล้วว่าซินเอ๋อเป็นห่วงความรู้สึกของเจ้าขนาดไหน เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ เจ้าตามซินเอ๋อไปดูว่าแม่นางฉินอาศัยอยู่กับชายอื่นจริงหรือเปล่า หากทั้งหมดเป็นเรื่องจริง เจ้าก็ตัดใจจากสตรีบ้านป่าผู้นั้นแล้วก็มาแต่งงานกับซินเอ๋อ” เหลียงไทเฮารีบพูด
“ท่านป้าเจ้าคะ ท่านอย่าเพิ่งเอาเรื่องนี้มาบังคับฝ่าบาทเลยเจ้าค่ะ หลานอยากให้ฝ่าบาททำใจให้ได้เสียก่อน หากในอนาคตฝ่าบาทจะไม่เลือกหลานก็ไม่เป็นไร แค่ฝ่าบาทไม่ถูกสตรีผู้นั้นหลอก เท่านี้หลานก็พอใจแล้วเจ้าค่ะ” เหลียงซินซินพูดอย่างรู้ความ
เหลียงไทเฮากุมมือหลานสาวไว้ “เจ้าก็เป็นเสียอย่างนี้ ทำดีแล้วทำไมไม่รู้จักพูดเรื่องดีๆ ให้ตัวเองบ้าง เจ้าเป็นห่วงและรักฝ่าบาทถึงขนาดนี้แล้ว เชื่อข้าเถอะ ฝ่าบาททรงเห็นความจริงใจของเจ้าแล้ว”
เซี่ยฮ่าวหยูแอบกลอกตา ‘ในเมื่อเล่นละครมา เราก็จะเล่นละครกลับเหมือนกัน’
“หากเรื่องที่เจ้าพูดมาเป็นความจริง เราจะทำในสิ่งที่เจ้าปรารถนาสักหนึ่งข้อ ไม่ว่าเจ้าจะขออะไร เราจะทำให้เจ้าทุกอย่าง” เซี่ยฮ่าวหยูบอก
“ทุกอย่างจริงหรือเพคะ” เหลียงซินซินถามพร้อมกับแอบเก็บอาการตื่นเต้นเอาไว้
“เจ้าไม่เชื่อคำพูดเราหรือ”
“ไม่ใช่เพคะ” เหลียงซินซินรีบบอก “แต่สิ่งที่หม่อมฉันอยากขออาจเกินตัวไปบ้าง”
“เกินตัวหรือ? เจ้าอยากขออะไรเล่า”
“หม่อมฉันขอแค่ได้รับใช้ฝ่าบาท ไม่ต้องถึงตำแหน่งพระสนม แค่เป็นคนล้างเท้าให้ฝ่าบาท เท่านี้หม่อมฉันก็พอใจแล้วเพคะ”
“ดูเจ้าพูดเข้าสิ เจ้าเป็นถึงหลานสาวของราชครูยังคิดที่จะไปเป็นคนล้างเท้า อย่างเจ้าต้องได้เป็นฮองเฮา” เหลียงไทเฮาหันไปพูดกับเซี่ยฮ่าวหยู “หากซินเอ๋อฉีกหน้ากากสตรีน่ารังเกียจผู้นั้นได้ก็นับว่านางทำความดีความชอบใหญ่หลวง ฝ่าบาทก็พระราชทานสมรสให้กับนางเถิด”
“เสด็จแม่อยากให้ลูกพระราชทานสมรสให้นางหรือพ่ะย่ะค่ะ” เซี่ยฮ่าวหยูยิ้มก่อนจะรับปาก “เช่นนั้นลูกก็จะทำตามพระประสงค์ แต่หากเรื่องที่นางพูดไม่เป็นความจริงเล่า”
“หม่อมฉันยินดีที่จะไม่ออกเรือนไปชั่วชีวิตเพคะ” เหลียงซินซินตอบอย่างมั่นใจ นางเฝ้าดูพฤติกรรมของฉินซูอี้และพี่ชายมาสักพักแล้ว และเห็นว่าพี่น้องคู่นั้นมักจะเดินจับมือกันอยู่เป็นประจำ ฝ่าบาทไม่รู้ว่าฉินซูอี้มีพี่ชาย หากฝ่าบาททอดพระเนตรเห็นภาพนั้น ฝ่าบาทย่อมเชื่อคำพูดของนางอย่างสนิทใจ
เหลียงไทเฮากำลังจะพูดต่อ แต่เซี่ยฮ่าวหยูยกมือห้าม “ลูกเข้าใจแล้ว เอาไว้กลับมาเราค่อยพูดเรื่องนี้กันอีกที ตอนนี้ลูกอยากให้คุณหนูเหลียงพาลูกไปที่บ้านหลังนั้นพ่ะย่ะค่ะ”
ณ ตรอกเสียนสุ่ย
ฉินซูอี้ใช้สองแขนนั่งเท้าคางอยู่ที่โต๊ะหน้าบ้าน นางแสดงละครอยู่ดีๆ แล้วทำไมนางถึงโผล่มาอยู่ในยุคโบราณนี้ได้ หรือว่านางทะลุมิติมาเหมือนกับที่ฮ่าวหยูทะลุมิติไปยังโลกอนาคต ‘ฉันยังไม่ได้แต่งงานกับฮ่าวหยูของฉันเลย แต่ฉันต้องทะลุมิติมาอยู่ในยุคโบราณนี้แล้ว สวรรค์ก็เหลือเกิน จะพรากเราสองคนให้ได้เลยใช่ไหมคะ ให้ฉันได้มีความสุขกับคนรักของฉันไปสักร้อยปีไม่ได้เหรอ’
“เจ้าคิดอะไรอยู่หรือ” ฉินอี้เทียนเดินมาถามน้องสาว
ฉินซูอี้มองพี่ชายในชาตินี้ก็อดคิดไปถึงพี่ชายในชาติที่จากมาไม่ได้ ถึงแม้ทั้งคู่จะหน้าตาหล่อเหลาและมีความสามารถด้านการเรียนเหมือนกัน แต่ชีวิตกลับแตกต่างกันมาก พี่ชายในโลกอนาคตเกิดมากับตระกูลร่ำรวยและยังต่อสู้เก่งไม่แพ้ใคร แต่พี่ชายในยุคโบราณกลับยากจนเสียยิ่งกว่าอะไร แถมยังเป็นบัณฑิตอ่อนแอ นี่สินะที่เขาเรียกว่าไม่มีแรงแม้แต่จะจับไก่
“กลุ้มใจเรื่องไร่ชาอยู่หรือ” ฉินอี้เทียนลูบผมน้องสาว “อย่าโทษท่านพ่อเลย ท่านพ่อรู้มาว่าท่านอารองอยากให้เจ้าแต่งเข้าไปเป็นอนุของตระกูลเศรษฐี ที่ท่านพ่อยกไร่ชาให้ท่านอารองก็เพื่อความปลอดภัยของเจ้า”
“ข้าไม่ได้เสียดายไร่ชาหรอกเจ้าค่ะ” ฉินซูอี้ตอบ นางไม่มีความรู้เรื่องใบชาเหมือนเจ้าของร่างเดิม ถ้านางต้องติดอยู่ในร่างนี้ตลอดไป นางจะหาช่องทางทำการค้าอื่น ดังนั้นอันดับแรก นางต้องศึกษาความเป็นมาเป็นไปของแคว้นเสียก่อน “พี่ใหญ่ ข้าอยากอ่านหนังสือเกี่ยวกับแค้นของเรา ท่านพอจะมีหนังสือให้ข้ายืมหรือไม่เจ้าคะ”
“พี่ใหญ่พาเจ้าไปที่ร้านหนังสือดีหรือไม่ เถ้าแก่ใจดี ขอแค่เจ้าเปิดหนังสืออ่านอย่างระวัง เท่านี้เขาก็ไม่ว่าอะไรแล้ว”
“เช่นนั้นเราไปร้านหนังสือกันเถิดเจ้าค่ะ” ฉินซูอี้เดินจับมือพี่ชายออกจากบ้านหลังเล็ก ทันทีที่นางเปิดประตูบ้าน นางก็เห็นเซี่ยฮ่าวหยูยืนอยู่ “ฮ่าวหยู! คุณก็อยู่ที่นี่เหมือนกันเหรอ”
เซี่ยฮ่าวหยูยิ้มกว้างอย่างดีใจ คำพูดของนางไม่ใช่คำพูดของคนยุคนี้ เช่นนั้นก็หมายความว่านางคือ... “อี้อี้ ผมคิดถึงคุณ”
ฉินซูอี้วิ่งเข้าหาชายหนุ่มที่เธอเฝ้าคิดถึงอยู่ทุกวันแล้วกอดเขาไว้อย่างดีใจ “ฮ่าวหยู คุณก็ทะลุมิติกลับมาพร้อมฉันเหรอ ดีใจจังเลย ฉันคิดว่าจะไม่ได้เจอคุณแล้วซะอีก”
“ผมสัญญาไว้แล้วไงว่าผมจะอยู่กับคุณ เราสองคนจะอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิต”
“อี้เอ๋อ รักษากิริยาด้วย” ฉินอี้เทียนดึงแขนน้องสาวให้มายืนข้างตนเอง “บุรุษผู้นี้คือใคร”
เซี่ยฮ่าวหยูยกมือทำท่าคารวะ “ข้าชื่อเซี่ยฮ่าวหยู เป็นคนรักของอี้เอ๋อขอรับพี่ใหญ่”
“เซี่ยฮ่าวหยู? ชื่อนี้ฟังดูคุ้นๆ นะ” ฉินอี้เทียนทำท่าคิด
“บังอาจ! เห็นฝ่าบาทแล้วยังไม่รีบคุกเข่า พวกเจ้าอยากถูกตัดหัวหรือไร” เหลียงซินซินตะโกนขึ้น ฝ่าบาทคงรู้ความจริงว่าบุรุษผู้นี้คือพี่ชายของฉินซูอี้ตั้งนานแล้ว แต่พระองค์แสร้งทำเป็นไม่รู้เพื่อทำให้นางอับอาย แต่ฉินซูอี้ไม่รู้สถานะที่แท้จริงของฝ่าบาท เช่นนั้นนางจะบอกสถานที่แท้จริงของฝ่าบาทให้รู้ หากมีสมองอยู่บ้าง สตรีต่ำต้อยผู้นั้นก็ควรจะออกไปจากชีวิตของฝ่าบาทเสีย “ฉินซูอี้ เจ้ารู้หรือไม่ว่าคนที่เจ้าล่วงเกินอยู่นี้คือฝ่าบาท ยังไม่ปล่อยมือจากพระองค์อีก”
ฉินอี้เทียนได้ยินก็รีบคุกเข่า เขาก็ว่าแล้วว่าทำไมชื่อบุรุษผู้นี้ถึงได้คุ้นหูนัก ที่แท้ก็เป็นพระนามของฝ่าบาท “ขอฝ่าบาทโปรดประทานอภัยพ่ะย่ะค่ะ”
“ผู้ไม่รู้ย่อมไม่ผิด พี่ใหญ่ ท่านลุกขึ้นเถิด” เซี่ยฮ่าวหยูประคองฉินอี้เทียนให้ยืนขึ้น
ฉินซูอี้ไม่ได้แปลกใจกับสถานะของเซี่ยฮ่าวหยู แต่สิ่งที่นางสนใจอยู่ตอนนี้คือแม่นางที่ยืนอยู่ตรงหน้ามากกว่า “เหลียงซินซิน? เธอก็ทะลุมิติมาเหมือนกันเหรอ”
เซี่ยฮ่าวหยูรีบกระซิบ “นางไม่ได้ทะลุมิติมา แต่นี่คืออดีตของนาง และนางคือคนที่ทำให้เราสองคนต้องพรากจากกันในชาตินี้”
“อ้อ...ที่แท้ก็แม่ดอกบัวขาวในตำนาน” ฉินซูอี้เบะปาก
“นังสตรีบ้านนอก เจ้าหมายความว่าอย่างไร เจ้าเรียกใครว่าดอกบัวขาว ข้าเป็นหลานสาวของราชครูนะ” เหลียงซินซินชี้หน้าฉินซูอี้อย่างไม่พอใจ
“บังอาจ!” เซี่ยฮ่าวหยูตระโกนขึ้น “เป็นแค่หลานสาวราชครูแต่กลับกล้าชี้หน้าว่าที่ฮองเฮา ทหาร! โบยนางยี่สิบไม้”
“หยุดนะ! ผู้ใดกล้าแตะต้องนาง” เหลียงไทเฮาร้องห้าม
ฉินซูอี้ตาโตอีกรอบ “นี่มันคุณนายเหลียงไม่ใช่เหรอ”
เซี่ยฮ่าวหยูกระซิบอีกครั้ง “ชาตินี้นางเป็นเสด็จแม่ของผม”
“ฝ่าบาท ซินเอ๋อทำผิดเรื่องใด เหตุใดฝ่าบาทถึงสั่งโบยนาง” เหลียงไทเฮาปรายตามองฉินซูอี้ “สาเหตุคงมาจากสตรีบ้านป่าผู้นี้สินะ ฝ่าบาทอย่าลืมว่าซินเอ๋อเป็นหลานสาวของราชครู หากฝ่าบาทสั่งลงโทษนาง ราชครูต้องไม่พอใจแน่”
“ไม่พอใจแล้วอย่างไร อีกเดี๋ยวจวนราชครูก็จะจบสิ้นแล้ว” เซี่ยฮ่าวหยูพูดอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนออกจากวัง เขาได้มอบจดหมายฉบับหนึ่งให้เสี่ยวตงจื่อนำไปมอบให้กับเสด็จอาเจิ้นอ๋องแล้ว สละราชบัลลังก์ให้เสด็จอาเป็นสิ่งที่เขาอยากทำมาตลอด แต่ก่อนที่เสด็จอาจะได้บัลลังก์ไปครอบครอง เสด็จอาก็ต้องกำจัดจวนราชครูให้เขาเสียก่อน
“ฝ่าบาทหมายความว่าอย่างไร”
“เสด็จแม่กลับไปเก็บของเพื่อเตรียมไปอยู่ตำหนักเย็นเถิดพ่ะย่ะค่ะ เพราะลูกสละราชบัลลังก์ให้เสด็จอาเจิ้นอ๋องไปเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ลูกจะพาอี้อี้เดินทางไปทั่วหล้าแล้วใช้ชีวิตกันอย่างสงบ เสด็จแม่ใช้ชีวิตในตำหนักเย็นให้พอใจ อ้อ...พาเหลียงซินซินไปอยู่ด้วยก็ได้ เพราะเรื่องของอี้อี้ไม่เป็นความจริง ดังนั้นนางไม่มีสิทธิ์ออกเรือนไปตลอดชีวิตพ่ะย่ะค่ะ”
เซี่ยฮ่าวหยูพาฉินซูอี้เดินไปขึ้นรถม้า หลังจากที่ได้ไปใช้ชีวิตในโลกอนาคตที่มีแต่ความสุขสบายและยังไม่ต้องทำตัวอยู่ในกรอบและขนบธรรมเนียมประเพณีที่เคร่งครัดตลอดเวลา เซี่ยฮ่าวหยูก็คิดว่าเขาไม่เหมาะที่จะใช้ชีวิตในวังหลวงอีกแล้ว อีกทั้งตำแหน่งฮ่องเต้ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่ช้าก็เร็วจะต้องมีเรื่องสตรีตามมา ไหนจะมีการคัดเลือกสาวงามเข้าตำหนักปีละครั้ง ไหนจะการรับสตรีจากต่างแคว้นมาแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ ไม่นับว่าจะมีสตรีนางใดที่ใจกล้าอยากปีนเตียงเขาอีก แค่คิดก็ปวดหัวขึ้นมาแล้ว เขาขอท่องเที่ยวไปหล้าและใช้ชีวิตอย่างสงบกับอี้อี้ของเขาดีกว่า
ท่านเทพที่อยู่บนสวรรค์ : พ่อหนุ่มผู้นี้มีความปรารถนาเยอะเสียจริง หากไม่เพราะข้าเข้าใจผิดคิดว่าเจ้าเป็นชายโฉดที่ทิ้งลูกและภรรยา ข้าคงไม่สาปให้เจ้าต้องพลัดพรากจากคนรักมาเป็นร้อยชาติภพเช่นนี้หรอก เอาล่ะ...ก่อนที่คำสาปสุดท้ายจะสิ้นสุด ในเมื่อเจ้าอยากกลับไปใช้ชีวิตในโลกสมัยใหม่ ข้าก็จะให้โอกาสเจ้าอีกครั้ง และครั้งนี้เจ้ากับคู่ชีวิตของเจ้าต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันให้ดีด้วยล่ะ